“เซเลปเด็กลูกดารา” กรณีศึกษาของการนำเด็กเข้าสู่ความเสี่ยงออนไลน์

Published on

จากข่าวดราม่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ในกรณีความเข้าใจผิดจนเกิด
ความบาดหมางของครอบครัวดาราเซเลบ นำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์
ทางสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง แอดมินจึงอยากนำบทความ
ที่น่าสนใจของคุณพงศธร จันทร์แก้ว นักสังคมสงเคราะห์อิสระ
ผู้ทำงานกับเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นบทความที่พูดถึงบทเรียนจาก
เรื่องราวดังกล่าวให้ทุกท่านได้ลองอ่านอีกแง่มุมที่สะท้อนให้เห็นถึง
ผลกระทบกับเด็กๆ ที่มีเรื่องราวชีวิตของตนเองในโลกสื่อสังคมออนไลน์
ตั้งแต่ยังไม่สามารถพูดหรือตัดสินใจได้กันค่ะ

……………………………………………………………..

ในฐานะคนทำงานในแวดวงคุ้มครองเด็ก (child protection)
เราคิดว่าสังคมควรได้มาเรียนรู้ร่วมกันเกี่ยวกับอันตราย
และความเสี่ยงของ “sharenting” (parenting + sharing)
หรือการที่พ่อแม่ผู้ปกครองนำภาพหรือคลิป
ในเกือบทุกก้าวย่างของชีวิตของเด็กลงในโลกออนไลน์
………………………………………………………………
1. คุณได้สร้างรอยเท้าในโลกออนไลน์ (digital footprint) ให้กับลูกคุณเรียบร้อยแล้ว
เมื่อคุณโพสต์ภาพหรือวีดีโอของลูกคนลงในสื่อสังคมออนไลน์
นั่นหมายความว่ารอยเท้าแรกของเด็กน้อยได้ถูกจารึกลงในที่แห่งนี้
ทุกภาพ ทุกข้อมูลจะมีส่วนต่อการสร้างชื่อเสียงทางออนไลน์ของเค้า
ซึ่งแน่นอนว่าการรับรู้และความรู้สึกของผู้คนที่มีต่อลูกคุณนั้นต่างกัน
มันไม่แฟร์กับเด็กเลยที่เขาจะถูกรำคาญ หมั่นไส้
ด้วยการที่พ่อแม่มีส่วนสร้างให้เกิดความรับรู้แบบนั้นต่อคนนอก
และมันก็ไม่แฟร์เอาเสียเลยที่พ่อแม่นำความเป็นส่วนตัวของเค้ามาแชร์
โดยที่เขาไม่ได้มีโอกาสที่จะให้การ “อนุญาต” ได้
………………………………………………………………
2. คุณกำลังละเมิดความเป็นส่วนตัว (privacy) และสิทธิในการปกครองตนเอง (autonomy) ของลูกคุณ
เราเห็นความเกินเหตุมากๆ ในหลายกรณี
ที่เด็กบางคนถูกติดตามและคุกคามชีวิตในหลากหลายอิริยาบถ
ไม่ว่าจะเป็นเมื่อร้องไห้ หัวเราะ กินข้าว หรือแม้กระทั่งตอนอาบน้ำ
ผู้ใหญ่ที่ควรมีหน้าที่คุ้มครองเค้าให้ได้รับความเป็นส่วนตัวมากที่สุด
กลับเป็นคนที่ถือกล้องแพร่ภาพสดผ่านทาง facebook เสียเอง
คุณมั่นใจหรือไม่ว่าทุกภาพ ทุกคลิป ทุกเรื่องราว
เกี่ยวกับลูกของคุณตอนนี้ที่ลงไป
จะไม่กลับมาสร้างความอึดอัด รำคาญใจ
หรือถูกนำไปเป็นประเด็นที่ทำให้เข้าถูกหยอกล้อ กลั้นแกล้ง
เมื่อเขาโตขึ้นในภายหลัง
ถ้าเขายังอนุญาตไม่ได้ก็อดทนรอในวันที่เขาโตสักหน่อยเถอะครับ
………………………………………………………………
3. คุณกำลังประกอบสร้างพฤติกรรมในโลกออนไลน์ (digital behavior) ให้กับเค้า
สิทธิของการมีส่วนร่วม (participation)
เป็นสิทธิเด็กจำเป็นที่ผู้ใหญ่อย่างเรา
ต้องขอความความเห็นและขออนุญาตจากเด็กทุกครั้งก่อนลงภาพเค้า
ในขณะที่คนอื่น tag รูปคุณมาใน facebook
คุณยังสามารถรอ approve tag ได้
แล้วลูกคุณหล่ะ คุณละเลยความสมัครใจนั้นไปได้อย่างไร?
“ลงรูปผมอีกแล้วเหรอครับ” เป็นประโยคสำคัญ
ที่ทำให้แม่คนหนึ่งเกิดคำถามกับพฤติกรรมของตนเอง
ถ้าคุณละเลยสิ่งเหล่านั้นคุณอาจกำลังมีส่วนสำคัญ
ในการสร้างความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ (Sense of mistrust)
ให้กับความสัมพันธ์ของคุณและลูก
เด็กหลายคนอาจอึดอึดกังวลใจทุกครั้ง
เมื่อคุณถ่ายรูปเค้าและจับโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์
และมากไปกว่านั้นลูกคุณจะได้เรียนรู้ว่าผ่านการกระทำของคุณว่า
“ความเป็นส่วนตัวของเค้าคือสิ่งสาธารณะ”
“what is privacy is public”
ถ้าเค้าจะเติบโตขึ้นมาโชว์ทุกสิ่งอย่างส่วนตัว
บอกเล่าทุกช่วงเวลาผ่าน facebook
หรือไม่เคารพความเป็นส่วนตัวของคนอื่นนั้น
มันก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเรามีส่วนสร้าง
………………………………………………………………
3. “ความน่ารัก” ภาพจำที่เป็นความคาดหวังสาธารณะ
เมื่อคุณทำให้ลูกเป็นคนดังสาธารณะ
คุณกำลังเชื้อเชิญมวลมหาประชาชนเข้ามา
ให้ความสนใจชีวิตลูกคุณไม่ใช่แค่ในโลกออนไลน์
แต่มันจะลุกลามมาในชีวิต offline ด้วย
ในขณะที่เด็กน้อยวิ่งเล่นในสวนสาธารณะเขาจะไม่ใช่แค่เด็กธรรมดา
แต่จะเป็นเด็กที่ถูกจับจ้องจากหลายสายตา
ลูกคุณจะถูกคาดหวังว่าต้องน่ารัก
ในบางครั้งความคาดหวังนั้นก็ไหลผ่านตัวคุณ
สู่การพยายามทำให้ลูกน่ารักตลอดเวลาด้วย
……………………………………………………………….
ในพรบ.คุ้มครองเด็กพ.ศ. 2546 ให้เราทุกคนปฏิบัติต่อเด็ก
โดยยึด “ประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลัก”
ในฐานะผู้ใหญ่โดยเฉพาะผู้แม่ผู้ปกครองแล้วนั้น
จึงจำเป็นต้องตั้งคำถามและคิด
ก่อนจะแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับลูกหลานของเราว่า
เรากำลังจะโพสต์เพื่อประโยชน์ของใคร
ลูกหลานเราได้อะไรจากสิ่งที่เราทำจริงๆ เหรอ?
เพราะความเสี่ยงเหล่านั้นสามารถป้องกันได้
โดยเริ่มจากการที่พ่อแม่พาลูกที่คุณรักกลับไปมีชีวิตในโลก offline
ให้เขาเติบโตอย่างเด็กปกติที่คงความสามารถในการเลือกว่าอยากถูกจับจ้อง
หรืออยากเป็นขวัญใจมหาชนอย่างที่คนอื่นอยากให้เป็นจริงๆ รึปล่าว
……………………………………………………………….
อ้างอิง
“สิทธิเด็กในภาพถ่ายและเคลื่อนไหว” : http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php…
“Do Parents Invade Children’s Privacy When They Post Photos Online?” :http://www.npr.org/…/do-parents-invade-childrens-privacy-wh…
“When the Child is Born into the Internet :Sharenting as a Growing Trend among Parentson Facebook” : http://www.educationalrev.us.edu.pl/dok/volumes/43/a19.pdf
“Sharenting’: Are you OK with what your parents post?” : http://www.bbc.co.uk/newsround/38841469
“What is sharenting? Are you sharing too much about your children online?” :http://home.bt.com/…/what-is-sharenting-oversharenting-chil…

…………………………………………………………………………………

credit : https://www.facebook.com/phongsathon.golf/posts/10210774550494637
ขอบคุณภาพ : mygoodplanet.com/wp-content/uploads/2016/03/baby-sharenting.jpg

Latest articles

ใกล้ถึงฤดูระบาดไข้หวัดใหญ่ ป้องกันด้วยวัคซีน เลือกได้ทั้งชนิดพ่นจมูกและชนิดฉีด

โรคไข้หวัดใหญ่ที่หลายคนคิดว่าเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา จริง ๆ แล้วมีความรุนแรงกว่าที่คิด และสามารถลุกลามเป็นปอดอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ สมองอักเสบ และทำให้เสียชีวิตได้

PUMA X Pokémon คอลแลบคอลเล็กชัน ธีมแห่งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์

PUMA จับมือกับ Pokémon ฃวิชวลของแคมเปญที่เชื่อมโยงโลกของ Pokémon เข้ากับสปอร์ตแวร์สไตล์ของ PUMA สะท้อนความคอนทราสต์ระหว่าง Pokémon แห่งดวงอาทิตย์ Espeon และ Pokémon แห่งดวงจันทร์ Umbreon

วิริยะประกันภัย จับมือกลุ่มทิสโก้ สนับสนุนงานวิ่งการกุศล “Family First Neon Run 2026”

เปิดกิจกรรมวิ่งการกุศล “Family First Neon Run 2026” เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพกายใจภายในครอบครัว พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อพลังแห่งความรักและการแบ่งปันโอกาสสู่สังคม โดยรายได้จากการจำหน่ายบัตรโดยไม่หักค่าใช้จ่าย

วว. พัฒนา นวัตกรรม “โยเกิร์ตถั่วชิกพีพร้อมชง” ปฏิวัติอาหารฟังก์ชันไทย

ในยุคที่การดูแลสุขภาพไม่ได้เป็นเพียงกระแสนิยม แต่กลายเป็นวิถีชีวิตหลักของผู้คนทั่วโลก การเฟ้นหาวัตถุดิบจากธรรมชาติที่มีคุณสมบัติเป็น "อาหารฟังก์ชัน" (Functional Food) หรืออาหารที่ให้คุณประโยชน์มากกว่าคุณค่าทางโภชนาการพื้นฐาน จึงเป็นโจทย์สำคัญที่นักวิจัยทั่วโลกให้ความสนใจ

More like this