“สวยซ่อนเสี่ยง” ถอดบทเรียนจาก  Fast Beauty Culture ดื้อยาหยุดได้ หยุดท้าทายระบบ

Published on

ในยุคที่  “ความสวยรอไม่ได้”  ทุกอย่างจึงต้องเร็ว สิวยุบไว ผิวใสทันใจ แผลต้องหายก่อนถึงวันสำคัญ คำว่า “รอได้” ดูเหมือนจะไม่เข้ากับวิถีชีวิตของเราอีกต่อไป หลายคนจึงคุ้นเคยกับทางลัดด้วยการใช้ยาฆ่าเชื้อ/ยาปฏิชีวนะ เพราะเคยได้ยินกันมาว่า “กินแล้วดี” “ทาแล้วหายเร็ว” จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมความงามไปโดยไม่รู้ตัว

เรากำลังทำให้ โรคผิวหนังที่ควรรักษาง่าย กลายเป็นเรื่องยาก แพง และต้องใช้การรักษาที่ซับซ้อนมากขึ้น สิวที่เคยรักษาง่าย กลับต้องใช้เวลานานขึ้น แผลติดเชื้อเล็ก ๆ หลังทำหัตถการกลายเป็นแผลที่ดื้อการรักษาไม่ใช่เพราะโรครุนแรงขึ้น แต่เพราะเชื้อแบคทีเรียได้เรียนรู้จากการใช้ยาที่มากเกินความจำเป็น

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า การดื้อยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial Resistance: AMR) ภาวะที่เชื้อแบคทีเรียเปลี่ยนแปลงตัวเองจนไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะ   ที่เคยใช้ได้ผล ทำให้การติดเชื้อรักษายากขึ้น ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนก็สูงขึ้นตามมา  แต่ AMR ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ใหญ่โต หากเกิดจากพฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันของเรานี่เอง

การสื่อสารจึงเปรียบเสมือน “วัคซีนทางสังคม” ที่จำเป็นที่สุดในการหยุดยั้งปัญหานี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและคณะทำงานสร้างความเข้มแข็งประชาชนด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (สยส.) จึงได้ผลักดันโครงการ “ดื้อยาหยุดได้” เพื่อยกระดับ Health Literacy ให้ประชาชนเข้าใจการใช้ยาอย่างถูกต้อง รู้เท่าทันอาการที่ควรหรือไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะ และสามารถตั้งคำถามกับกระบวนการรักษาได้อย่างมีเหตุผล ภายใต้เป้าหมายเดียวกันในการเปลี่ยนจากความเชื่อเดิม ๆ ไปสู่พฤติกรรมการใช้ยาที่ปลอดภัยและยั่งยืนมากขึ้น

ล่าสุดได้จัดกิจกรรมเสวนาวิชาการหัวข้อ “หยุดดื้อยา หยุดท้าทายระบบ ร่วมกันสร้างมุมมองใหม่ด้านการใช้ยาในสังคมไทย” ที่ถูกนำเสนอผ่านการหยิบยกประเด็นที่น่าสนใจมาถ่ายทอดเพื่อเปิดพื้นที่ให้สังคมได้เห็นภาพได้ชัดขึ้นว่าปัญหาเชื้อดื้อยาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเรามากน้อยแค่ไหน และทำไมการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลจึงเป็นเรื่องที่ทุกคนจำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้

กับดักเล็ก ๆ ที่เราคุ้นชิน

วงการความงามกำลังกลายเป็นหนึ่งในจุดเสี่ยงใหม่ของปัญหาเชื้อดื้อยาในสังคมไทย จาก 2ปัจจัยหลักร่วมกัน ได้แก่ ความไม่รู้ด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลของประชาชน และค่านิยมความงามที่ต้องการผลลัพธ์รวดเร็ว โดย นพ.วีรวัต อุครานันท์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหานี้ว่า “ปัญหาเชื้อดื้อยาในประเทศไทยมีปัจจัยสำคัญหลายอย่าง”

กลไกสำคัญหนึ่งก็คือ ความเข้าใจคลาดเคลื่อนของผู้บริโภคที่มองว่ายาปฏิชีวนะเป็น “ทางลัด” สิวอักเสบขึ้นเมื่อไรก็กินยาตัวเดิมทุกครั้ง ใช้ยาปฏิชีวนะทั้งกิน ทา หรือฉีด แม้ไม่จำเป็นบางครั้งใช้ยาในขนาดต่ำ ใช้ไม่ครบระยะหรือ  ใช้ซ้ำ ๆ เลือกสกินแคร์ที่ผสมสารฆ่าเชื้อเพราะรู้สึกว่า “น่าจะปลอดภัยกว่า” หรือ การใช้ยาฆ่าเชื้อหลังทำหัตถการเผื่อไว้กันติดเชื้อ  ทั้งที่แผลส่วนใหญ่เป็นแผลสะอาด พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเกิดจากความหวังดีต่อตัวเอง/ผู้รับบริการ แต่ในภาพรวมของสังคม มันกำลังเร่งให้เชื้อแบคทีเรีย ถูกคัดเลือกให้แข็งแรงขึ้นจนไม่ตอบสนองต่อยาที่เราเคยพึ่งพา องค์การอนามัยโลกเตือนว่าการใช้ยาปฏิชีวนะเกินจำเป็น ไม่ว่าจะเพื่อรักษาหรือความงาม กำลังผลักดันให้โลก  เข้าใกล้ยุคที่ “การติดเชื้อธรรมดา” อาจกลับมารักษายากอีกครั้ง

ผลกระทบที่เริ่มเห็นชัดบนผิวหนัง

ในทางผิวหนังและความงาม ผลของเชื้อดื้อยาไม่ได้หยุดอยู่แค่การรักษาที่ช้าลง แต่ส่งผลต่อผลลัพธ์      ด้านความสวยงามโดยตรง การติดเชื้อหลังหัตถการ เช่น ฝีหรือการติดเชื้อตามแนวแผลอาจไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะทั่วไปโดยเฉพาะเมื่อพบเชื้อดื้อยาสำคัญ ทำให้แผลหายช้า เกิดแผลเป็น หรือทิ้งรอยถาวรไว้บนผิว  ในหัตถการที่ทำลึกหรือมีวัสดุแทรก เช่น ฟิลเลอร์หรือ biostimulator หากมีเชื้อดื้อยาแฝงอยู่ ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเรื้อรังจะเพิ่มขึ้นบางรายจำเป็นต้องใช้ยาที่แรงและราคาแพงขึ้น

หรือแม้กระทั่งต้องผ่าตัดซ้ำเพื่อแก้ไขปัญหาสำหรับการรักษาสิวเองก็เช่นกันเชื้อ Cutibacterium acnes ในหลายพื้นที่เริ่มแสดงการดื้อยาทำให้การใช้ยาปฏิชีวนะเดี่ยว ๆ ไม่เพียงไม่คุ้มค่าแต่ยังอาจเร่งการดื้อยา เมื่อการใช้ยาปฏิชีวนะในคลินิกเสริมความงามแพร่หลายเกินไป ผลกระทบก็ไม่ได้หยุดแค่คนไข้รายนั้น แต่เชื้อดื้อยาสามารถแพร่กระจายสู่ชุมชน และย้อนกลับมา  สร้างภาระให้โรงพยาบาลและระบบสาธารณสุขโดยรวม

ความงามที่ดี…ไม่จำเป็นต้องแลกด้วยยา

ในทางการแพทย์ผิวหนังอาการจำนวนมาก ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ สิวทั่วไป ผิวระคายเคืองหลังหัตถการ หรือผื่นแพ้สามารถดูแลได้ด้วยวิธีที่ปลอดภัยกว่าและยั่งยืนกว่า การรักษาที่ดีจึงไม่ใช่การเร่งผลลัพธ์ ให้เร็วที่สุดแต่คือการดูแลผิวให้กลับสู่สมดุล เคารพระบบจุลินทรีย์ดีบนผิว (Skin Microbiome) และให้เวลาร่างกายฟื้นฟูตัวเองอย่างเหมาะสม ความรู้ตรงนี้เองคือ “เมกอัพชิ้นสำคัญ” ที่เรียกว่า Health Literacy

สวยอย่างรู้เท่าทัน คือความงามที่ยืนยาว

เมื่อเรารู้จักยามากขึ้นเราจะกล้าถามแพทย์ กล้าคุยกับเภสัชกร กล้าตัดสินใจเลือกการรักษาที่เหมาะกับตัวเองจริง ๆ ความงามจึงไม่ใช่เรื่องของการตามกระแสแต่เป็นการเลือกด้วยเหตุผลเลือกสิ่งที่ดีต่อตัวเราและไม่ทิ้งภาระไว้ให้สังคม เพราะการสื่อสารที่ดีเปรียบเสมือนวัคซีนของสังคม โครงการ “ดื้อยาหยุดได้”เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะเปลี่ยนความเชื่อเดิม ๆ ให้กลายเป็นความเข้าใจใหม่ที่ปลอดภัยกว่า ไม่ใช่เพื่อห้ามใช้ยาแต่เพื่อใช้ยา “เท่าที่จำเป็น และถูกจังหวะ” เพราะเมื่อเราทุกคนรู้เท่าทัน เชื้อดื้อยาก็ไม่มีพื้นที่เติบโต และความงาม…ก็จะไม่เป็นเพียงความสวยชั่วคราวแต่เป็นความงามที่ดูแลทั้งตัวเองและสังคมไปพร้อมกัน

Latest articles

พอล แอนด์ โจ เปิดตัวทินต์ลิปเจลใหม่ ถ่ายทอดสีสันแห่งฤดูใบไม้ร่วง

เครื่องสำอาง PAUL & JOE (พอล แอนด์ โจ) จากประเทศฝรั่งเศส ถ่ายทอดความงดงามของสีสันแห่งฤดูใบไม้ร่วง ผ่าน GEL TINT ROUGE ทินต์ลิปเจลใหม่ มอบสีสันสดใส เนื้อสัมผัสบางเบา ด้วยส่วนผสมของเม็ดสีทินต์สูตรน้ำที่ซึมซาบสู่ริมฝีปากได้อย่างรวดเร็ว

แกรนด์สิริ เขาใหญ่ สานแนวคิด “หลับสบาย…ขยายครอบครัว” จุดเริ่มต้นแห่งความรัก สู่ที่พักรักษ์โลก

แกรนด์สิริ รีสอร์ท เขาใหญ่ เกิดขึ้นจากจุดเริ่มต้นของความประทับใจ จากสภาพธรรมชาติอันเขียวชอุ่ม มอบอากาศดี ๆ ให้สูดลมหายใจอย่างสดชื่นตลอดทั้งปี จากบ้านหลังที่สองของครอบครัว ขยับขยายจนกลายเป็นรีสอร์ตใหญ่ในอาณาจักรกว้างขวางบนพื้นที่ 20 ไร่

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยยอดขายครึ่งปีแรก เซกเมนต์ BEV ในไทยเติบโตกว่า 130%

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย แถลงข่าวผลประกอบการช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ชูการเติบโตของเซกเมนต์รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ด้วยตัวเลขการเติบโตกว่า 130% สะท้อนความสำเร็จของ The all-new electric CLA

55 ปี เอ็มมีเน้นซ์ กรุ๊ปฯ เร่งเครื่อง Health-Tech รับแรงหนุนตลาดเครื่องมือแพทย์ 2.6 แสนล้าน

‘เอ็มมีเน้นซ์ กรุ๊ปฯ’ ผู้นำธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายอุปกรณ์การแพทย์ ฉลองก้าวสู่ปีที่ 55 ประกาศรุกตลาด Health & Wellbeing เต็มสูบ ยกระดับจากผู้นำเข้าสู่ ‘Solution Partner’ ด้านสุขภาพครบวงจร ชูแนวคิด ‘Wellbeing for All’

More like this