TKN สานต่อภารกิจ “3 GO” บริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวด มุ่งเป้ายอดขายเทียบปี 68

Published on

 บมจ.เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง หรือ TKN ประกาศผลงานไตรมาส 3/68 ทำรายได้จากการขาย 1,291.9 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 112.2 ล้านบาท แย้ม Q4/68 ฟื้นตัว หลังบริหารจัดการต้นทุนสาหร่าย-บรรจุภัณฑ์ได้ดีขึ้น พร้อมเดินหน้าสานต่อแนวทางการบริหารงานและกลยุทธ์หลัก “3 GO” ควบคู่กับการบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวด รับมือความท้าทายทางเศรษฐกิจโลก ลุยบริหารเชิงรุก ขยายตลาดในประเทศ หาตลาดใหม่ ตั้งบริษัทร่วมทุน ขยายพอร์ตสินค้า และผนึกกำลังพันธมิตร มั่นใจรักษายอดขายรวมปี 68 เท่าปีก่อน

อรพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสาหร่ายทะเลแปรรูปทั้งในและต่างประเทศภายใต้ตราสินค้า “เถ้าแก่น้อย” รวมถึงขนมขบเคี้ยว และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เปิดเผยว่า ภาพรวมการดำเนินงานไตรมาส 3/2568 (กรกฎาคม-กันยายน) บริษัทฯ ทำรายได้จากการขาย 1,291.9 ล้านบาท ลดลง 11.5% และมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทฯ 112.2 ล้านบาท ลดลง 16.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

บริษัทฯ ยังคงเห็นสัญญาณบวกที่สำคัญ จากตลาดภายในประเทศที่เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมีรายได้จากการขายสูงถึง 587.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการทำกิจกรรมการตลาดที่สม่ำเสมอและเข้าถึงผู้บริโภค รวมถึงนำเสนอสินค้าใหม่ๆ เช่น สินค้ากลุ่มสาหร่ายทอด รสป๊อปคอร์นชีสและรสซีฟู๊ดขนาดใหญ่, สินค้ากลุ่มสาหร่ายอบ รสกิมจิและรสคัตสึโอะดาชิ, สินค้ากลุ่มสาหร่ายย่าง แบบ Big Bag และกลุ่มสาหร่ายโรยข้าว (Topping) รสซีฟู๊ด ที่ได้คุณชมพู่และน้องเกลมาเป็นพรีเซนเตอร์

ส่วนตลาดต่างประเทศ บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 704.6 ล้านบาท ลดลง 22.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่ชะลอตัวในตลาดหลักอย่าง ประเทศจีน สหรัฐอเมริกา และอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญานการฟื้นตัวในประเทศจีนมากขึ้น หลังบริษัทฯ มุ่งเน้นทำตลาดในช่องทางออนไลน์ เช่น Tmall และ Taobao มากขึ้น และจัดแคมเปญใหญ่กระตุ้นการบริโภค และนำแบรนด์แอมบาสเดอร์ซีและนุนิวมาโปรโมทในช่องทางออนไลน์

อรพัทธ์ พีระเดชาพันธ์

ขณะที่ผลการดำเนินงานในงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม-กันยายน) มีรายได้จากการขาย 3,931.6 ล้านบาท ลดลง 7.3% และมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทฯ 297.1 ล้านบาท ลดลง 57.4% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งได้รับผลกระทบจากต้นทุนสาหร่ายปี 2567 ที่ราคาสูงที่สุดในรอบ 30 ปี และภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นจากการสิ้นสุดสิทธิประโยชน์ BOI

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 3 กำไรขั้นต้นมีทิศทางดีขึ้นและพ้นจากจุดต่ำสุดไปแล้ว หลังจากเริ่มทยอยใช้สาหร่ายฤดูกาลใหม่ที่มีราคาถูกกว่าปีก่อน 5-10% ควบคู่กับการบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์และปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งจะส่งผลดีต่ออัตรากำไรในไตรมาสถัดไปอย่างชัดเจน

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TKN กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ มุ่งเน้นการเติบโตอย่างแข็งแกร่งด้วยการผลักดันกลยุทธ์ “3 GO: GO FIRM, GO BOARD, GO GLOBAL” อย่างต่อเนื่อง พร้อมนำแนวทางการบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวดมาใช้ควบคู่กันไป โดยมีแผนเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์เรือธงใหม่ (Product Hero) จำนวน 1-2 ผลิตภัณฑ์ในปีหน้า ข

ณะเดียวกัน กลุ่มธุรกิจ Core Business ได้ดำเนินการผ่านกลยุทธ์ ‘3E’ ได้แก่ Efficiency เพิ่มประสิทธิภาพด้วย Automation/ AI, Extension ขยายผลิตภัณฑ์ใหม่ร่วมกับพันธมิตร และ Establishment จัดตั้งโรงงานหรือบริษัทในโลเคชั่นใหม่ ขณะที่ธุรกิจใหม่ๆ มุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าและเร่งนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้เร็วที่สุด

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ดำเนินการเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

1.ผลักดันตลาดในประเทศเติบโตต่อเนื่อง ผ่านการทำกิจกรรมการตลาดและสินค้าใหม่ พร้อมดึงพรีเซนเตอร์ใหม่ “น้องเกล–ชมพู่” ช่วยขยายกลุ่มผู้บริโภคทุกวัย

2.เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวบางส่วนในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในจีนที่มียอดขายเพิ่มขึ้น 3.8% QoQ จากการทำแคมเปญออนไลน์ รวมถึงการบริหารความเสี่ยงค่าเงินและการแข่งขันราคาในอาเซียนมากขึ้น

3.ต้นทุนสาหร่ายและบรรจุภัณฑ์ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งราคาสาหร่ายปี 2568 ต่ำกว่าปีก่อน 5-10% และมีการต่อรองต้นทุนบรรจุภัณฑ์ใหม่ ช่วยหนุนอัตรากำไรในไตรมาสถัดไป

4.เปิดตัวบริษัทร่วมทุน “Popcorn Major” เน้นกลยุทธ์ synergy ด้านแบรนด์และช่องทางจัดจำหน่ายร่วมกัน คาดเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 4 เป็นต้นไป

  1. เดินหน้าขยายพอร์ตสินค้า Beyond Seaweed เปิดตัว “Super Groob” (บุกหม่าล่า) และ “Wow Corn” (ข้าวโพดอบกรอบ)

6.เตรียมเสริมฐานการผลิตและตลาดในอาเซียนในอนาคต อยู่ระหว่างจัดตั้งบริษัทย่อยในอินโดนีเซีย เพื่อพัฒนาสินค้าเร็วขึ้น พร้อมหาพันธมิตร OEM ในประเทศเพื่อให้มีต้นทุนที่แข่งขันกับสินค้าท้องถิ่นได้

7.มุ่งเน้นพัฒนาแนวสุขภาพและความยั่งยืน ศึกษาตลาดยุโรป และผลิตภัณฑ์แนว Organic / Vegan / Low Sodium สร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

8.แนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 4/68 ฟื้นตัว โดยเห็นการปรับตัวดีขึ้นจากต้นทุนและสินค้ากลุ่มใหม่ รวมถึงเดินหน้าบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างรัดกุมมากขึ้น

“แม้ปี 2568 จะเป็นปีที่ท้าทายจากปัจจัยภายนอกต่างๆ ทั้งการแข่งขันด้านราคาจากคู่แข่งท้องถิ่น ภาวะเศรษฐกิจโลก และความผันผวนของค่าเงิน แต่บริษัทฯ มีความมั่นใจในการวางแผนกลยุทธ์แบบยืดหยุ่นเพื่อปรับตัวต่อการแข่งขันในหลายรูปแบบ ทั้งในแผนระยะสั้นและระยะยาว ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการต้นทุนที่รัดกุม มั่นใจว่าจะรักษาระดับยอดขายรวมปี 68 ให้เท่าปีก่อน” อรพัทธ์ กล่าว

Latest articles

Spotify ขับเคลื่อน Courtside Culture ในประเทศไทย

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จำนวนเพลย์ลิสต์ออกกำลังกายที่ผู้ฟังชาวไทยสร้างบน Spotify เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการเติบโตของ Courtside Culture ตั้งแต่กีฬาเทนนิสไปจนถึงพาเดล ผู้ฟังชาวไทยเลือกใช้ Spotify เป็นส่วนหนึ่งในการเติมพลังทุกการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นการวอร์มอัป ระหว่างแข่งขัน หรือคูลดาวน์เพื่อฟื้นฟูร่างกายหลังจบเกม

ออริจิ้น ประกาศร่วมทุน Hotel101 (HBNB) บริษัทจดทะเบียนใน Nasdaq

ออริจิ้น ผนึก Hotel101 Global (HBNB) บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น Nasdaq ใน New York ตั้งบริษัทร่วมทุน พัฒนาโรงแรม Hotel 101 Bangkok ทำเลยุทธศาสตร์ใหม่ย่านดอนเมือง พร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการเดินทางที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

FedEx เผยผลสำรวจ 41% ของธุรกิจ APAC ยังไม่พร้อม หลัง EU ยกเลิกเกณฑ์ยกเว้นภาษีนำเข้า

เฟดเอ็กซ์ คอร์ปอเรชั่น (Federal Express Corporation) หนึ่งในบริษัทขนส่งด่วนรายใหญ่ที่สุดของโลก มุ่งมั่นเสริมความแข็งแกร่งในการสนับสนุนธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ในการรับมือกับการยกเลิกเกณฑ์ยกเว้นอากรนำเข้าขั้นต่ำ (De Minimis) ของสหภาพยุโรป ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา

แกร็บฟู้ด เผยคนไทยแห่ใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 สร้างยอดเดลิเวอรีทะลุ 500 ล้านบาทในครึ่งเดือน

แกร็บ แอปสั่งอาหารอันดับหนึ่งในประเทศไทย เผยโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและกระตุ้นการใช้จ่ายในธุรกิจอาหาร-เครื่องดื่มอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนผ่านยอดสั่งอาหารเดลิเวอรีจากร้านที่ร่วมโครงการฯ ทะลุ 500 ล้านบาทเพียงครึ่งเดือน

More like this