ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทบทวนการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว

Published on

รายงาน “เศรษฐกิจสีเขียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ฉบับที่ 6 ซึ่งจัดทำโดย Bain & Company, GenZero, Google, Standard Chartered และ Temasek และเผยแพร่ในวันนี้ นำเสนอวิธีการเชิงระบบ (systems-based approach) เพื่อปลดล็อกการเติบโตและผลกระทบเชิงบวกในภูมิภาค โดยมุ่งเน้นความร่วมมือในระดับเอเชียแปซิฟิก (APAC) ซึ่งจะช่วยให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ โดยเศรษฐกิจของกลุ่ม SEA-6* จะสามารถเพิ่ม GDP ได้สูงสุดถึง 120 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สร้างงานใหม่ได้ถึง 900,000 ตำแหน่ง และลดช่องว่างการปล่อยคาร์บอนได้สูงถึง 50% ภายในปี 2573

รายงานเน้นว่า การสร้างผลลัพธ์อย่างมีนัยสำคัญ จำเป็นจะต้องเข้าใจว่าเศรษฐกิจสีเขียวของ SEA เป็นระบบที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงถึงกัน วิธีการเชิงระบบนี้ประกอบไปด้วยการระบุต้นตอและอุปสรรคในเชิงระบบที่ก่อให้เกิดการปล่อยคาร์บอนซ้ำๆในรูปแบบเดิมๆ ค้นหาแนวทางแก้ไขที่จะทำให้เกิดผลกระทบสูงเป็นวงกว้าง และให้ความสำคัญกับแนวทางที่มีศักยภาพสูงที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืน

แนวทางเหล่านี้จะช่วยให้ SEA ยังคงก้าวเดินต่อไปได้แม้เผชิญความไม่แน่นอนในระดับมหภาค พร้อมปลดล็อกเส้นทางใหม่ในการเติบโตสีเขียว เพิ่มความสามารถในการฟื้นตัว และลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ควบคู่ไปกับการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ โดย SEA และภูมิภาค APAC มีโอกาสเร่งการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวเพื่อตอบสนองต่อความท้าทายดังกล่าว

Dale Hardcastle พาร์ทเนอร์และผู้อำนวยการร่วมของ Global Sustainability Innovation Center, Bain & Company กล่าวว่า “วิสัยทัศน์เดิมๆนั้นมองว่าภาวะเศรษฐกิจมหภาคในปัจจุบันจะชะลอความคืบหน้าในเศรษฐกิจสีเขียว แต่แท้จริงแล้ว เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอาจจะเห็นการเร่งตัวของการพัฒนา เมื่อรัฐบาล บริษัท และนักลงทุนปรับเปลี่ยนลำดับความสำคัญ ด้วยการมุ่งเน้นที่โซลูชันเชิงระบบที่สามารถขยายผลได้และมีผลกระทบเป็นวงกว้าง SEA สามารถกำหนดนิยามใหม่ให้กับเศรษฐกิจสีเขียว พลิกความท้าทายเป็นโอกาส โดยจะต้องขับเคลื่อนสองเป้าหมายควบคู่กัน คือ การลดการปล่อยคาร์บอนอย่างมีนัยสำคัญ และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ภูมิภาคนี้บรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ พร้อมสร้างความมั่นคงและความมั่งคั่งในระยะยาว”

รายงานปีนี้ยังเน้นความสำคัญของการขยายความร่วมมือระหว่าง SEA และ APAC เพื่อปลดล็อกศักยภาพของเศรษฐกิจสีเขียวอย่างเต็มรูปแบบ ผ่านความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศในภูมิภาค เช่น ความสัมพันธ์ทางการค้าที่แน่นแฟ้น ความกังวลด้านความมั่นคงทางพลังงานที่มีร่วมกัน เงินลงทุนจากต่างประเทศที่มีอัตราสูง และการร่วมมือกันเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนรูปแบบพลังงาน

APAC และ SEA มีบทบาทสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับโลก โดย APAC คิดเป็นสัดส่วนครึ่งหนึ่งของการปล่อยก๊าซทั่วโลก และ SEA คิดเป็น 7.5% ขณะที่ทั้งสองภูมิภาคต่างพึ่งพาพลังงานฟอสซิลอย่างหนัก แม้หลายๆประเทศจะมีการตั้งเป้าหมายไว้ในปี 2573 ส่วนใหญ่ยังคงมีแนวโน้มที่จะไม่สามารบรรลุเป้าหมายได้ โดยช่องว่างที่จะบรรลุเป้าหมายของการปล่อยคาร์บอนจะยิ่งมากขึ้นภายในปี 2583 และ 2593 ซึ่ง SEA อยู่ในสถานะที่เปราะบางเป็นพิเศษ และจำเป็นต้องเร่งดำเนินมาตรการอย่างเร่งด่วน

Franziska Zimmermann กรรมการผู้จัดการฝ่ายความยั่งยืน ของ Temasek กล่าวว่า “เหลือเวลาอีกเพียงห้าปีก่อนจะถึงปี 2573 เราจำเป็นต้องเร่งขับดันมาตรการและมุ่งเน้นโซลูชันที่ได้ผลจริงในระยะสั้นเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทุกภาคส่วนในภูมิภาคนี้มีโอกาสในการสร้างความเปลี่ยนแปลงผ่านวิธีการเชิงระบบมากขึ้น เพื่อที่จะสามารถสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน ความยั่งยืน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ”

สามโซลูชันเชิงระบบสำหรับ SEA: เศรษฐกิจชีวภาพเพื่อความยั่งยืน, การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้ารุ่นใหม่, และระบบนิเวศเพื่อยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

รายงานฉบับนี้ระบุว่ามีสามโซลูชันเชิงระบบหลักๆ ที่มีความสำคัญต่อการเติบโตและการลดคาร์บอนใน SEA ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพเพื่อความยั่งยืน การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้ารุ่นใหม่ และระบบนิเวศเพื่อยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

เศรษฐกิจชีวภาพถือเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจในกลุ่ม SEA-6 โดยมีสัดส่วนการจ้างงานราว 25–30% ของตลาดแรงงานในสินค้าโภคภัณฑ์หลัก เช่น น้ำมันปาล์ม ยางพารา และข้าว อย่างไรก็ตาม วิธีการปฏิบัติในปัจจุบันยังคงส่งเสริมการปล่อยคาร์บอนและการตัดไม้ทำลายป่า คิดเป็นประมาณ 30% ของการปล่อยทั้งหมดในกลุ่ม SEA-6 โดยมีอุปสรรคเชิงระบบ เช่น การครอบครองโดยเกษตรกรรายย่อย โครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่อุปทานที่อ่อนแอ สิทธิในที่ดินที่ไม่ชัดเจน กฎระเบียบซับซ้อน และตลาดคาร์บอนที่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นอุปสรรคที่ชะลอไม่ให้เศรษฐกิจชีวภาพของภูมิภาคนี้เติบโตเต็มศักยภาพ

การเพิ่มคุณค่าในภาคการเกษตรและการใช้ที่ดิน (การเพิ่มผลผลิตทางเกษตร การแก้ปัญหาที่อาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน หรือ nature-based solutions) การสร้างคุณค่าจากของเสีย (เช่น เชื้อเพลิงชีวมวลยุคที่สอง) และการปฏิรูประบบในวงกว้าง (เช่น สิทธิในที่ดิน ห่วงโซ่อุปทาน) สามารช่วยสร้างมูลค่ามหาศาล ในขณะที่ความร่วมมือระดับภูมิภาค APAC เช่น ข้อตกลงการรับซื้อผลผลิต การลงทุน และการแบ่งปันเทคโนโลยีการเกษตร สามารถช่วยเร่งการเติบโตของเศรษฐกิจชีวภาพได้

ในขณะเดียวกัน โครงข่ายไฟฟ้าในประเทศ SEA จำเป็นที่จะต้องมีการเร่งขยายและปรับปรุงเพื่อรองรับการบูรณาการพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน และแหล่งพลังงานแบบกระจายตัว รวมถึงการขยายการเชื่อมต่อข้ามพรมแดนเพื่อเร่งการลดคาร์บอนในระบบไฟฟ้า รัฐบาลจะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการพัฒนาโครงข่ายผ่านการปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อช่วยเอื้อให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชน การซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดน และการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น

โครงการ Green Industrial Clusters เป็นอีกแนวทางที่สามารถดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนในโครงการพลังงานหมุนเวียน โครงข่ายไฟฟ้า และโซลูชันพลังงานสีเขียวอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากดำเนินการอย่างเหมาะสม ต้นทุนสุทธิในการลดคาร์บอนของโครงข่ายไฟฟ้าใน SEA อาจลดลงได้ถึง 11% ภายในปี 2593 ผ่านความร่วมมือระดับภูมิภาค

ในส่วนของภาคคมนาคมขนส่งทางถนน ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในภูมิภาค SEA อันเนื่องมาจากความต้องการการเดินทางที่เพิ่มขึ้น อัตราการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ใน SEA ยังอยู่ในระดับต่ำ โดย 80% ของการผลิตยานยนต์ยังมุ่งเน้นไปที่เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบดั้งเดิม หาก SEA ไม่สามารถตามให้ทันกระแส EV โลกได้ อาจเผชิญความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในอนาคต ภูมิภาคจึงจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์คู่ขนาน ทั้งเร่งสร้างอุปสงค์และยกระดับการผลิตภายในประเทศ เพื่อรักษาความได้เปรียบด้านการผลิตและขับเคลื่อนการลดคาร์บอนอย่างคุ้มค่าที่สุด

การพัฒนาคอร์ริดอร์สีเขียว (Green Corridors) สามารถช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านของยานพาหนะเชิงพาณิชย์ไปสู่ระบบไฟฟ้า ขณะที่ความร่วมมือระดับ APAC จะยิ่งช่วยเพิ่มคุณค่า โดยผ่านการลงทุนร่วม และการบูรณาการห่วงโซ่อุปทานของแบตเตอรี่ การผลิต EV และระบบชาร์จไฟฟ้า โดยอาศัยวัตถุดิบที่มีอยู่ใน SEA

สามโซลูชันสนับสนุน เพื่อส่งเสริมให้โซลูชันเชิงระบบประสบความสำเร็จ – การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน, ตลาดคาร์บอน, และ AI สีเขียว

รายงานยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของ “สามโซลูชันสนับสนุนหลัก” ที่จำเป็นในการเสริมความสำเร็จของโซลูชันเชิงระบบ

การสนับสนุนเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสีเขียว (Climate and Transition Finance) กำลังเติบโตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ยังคงมีช่องว่างทางการเงินมากกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีแนวโน้มจะขยายตัวภายใต้ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาค แม้ว่าการเงินแบบผสมผสาน (Blended Finance) จะเริ่มเติบโต แต่ยังคงเผชิญข้อจำกัด ทั้งดีลที่มีขนาดเล็ก ความล่าช้าด้านกระบวนการ และการจับคู่ที่ไม่ตรงกลุ่มนักลงทุน เป้าหมายสำคัญคือต้องเร่งผลักดันนโยบายที่เอื้อต่อการลงทุน การพัฒนาบุคลากร และการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ กลไกทางการเงินรูปแบบใหม่ เช่น การระดมทุนผ่านข้อตกลงซื้อขายล่วงหน้า (Offtake-based Financing) และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Funds) กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น แต่ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับการพัฒนารูปแบบให้มีมาตรฐานเพื่อที่จะสามารถก่อให้เกิดการทำซ้ำๆได้ เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

รายงานยังเน้นว่า ความร่วมมือข้ามภาคส่วนนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง — ภาครัฐต้องเร่งกำหนดมาตรฐานกลางที่ใช้อ้างอิงในการจำแนกและจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (Taxonomies) และขยายกลไกการร่วมลงทุน (Co-financing) ในขณะที่นักลงทุนเชิงพาณิชย์ก็ต้องเร่งขยายการลงทุนให้สอดรับกัน

Chow Wan Thonh หัวหน้าฝ่าย Coverage ประเทศสิงคโปร์และ ASEAN ของ Standard Chartered กล่าวเสริมว่า
“การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำมีความสำคัญและเร่งด่วนกว่าที่เคย Standard Chartered มีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนเพื่อช่วยให้ลูกค้าของเราก้าวสู่รูปแบบธุรกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน”

ภูมิภาค SEA มีความคืบหน้าในการพัฒนาตลาดคาร์บอน ซึ่งเห็นได้จากการออกเครดิตที่มากขึ้นและความก้าวหน้าในกฎระเบียบ แต่ยังคงต้องเร่งขยายผลเพื่อสร้างแรงจูงใจทางการเงิน เพื่อการปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศ การขยายตลาดคาร์บอนจำเป็นต้องกระตุ้นอุปสงค์ พัฒนาอุปทาน และสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้ออำนวย พร้อมทั้งจัดตั้งกลไกข้อปฏิบัติ (compliance) ที่ชัดเจน

Anshari Rahman ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและวิเคราะห์ของ GenZero กล่าวเสริมว่า “ตลาดคาร์บอนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่เรายังสามารถทำได้มากกว่านี้เพื่อปลดล็อกศักยภาพด้านสภาพภูมิอากาศและเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ การขยายอุปทานคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพสูง (High-integrity Credit Supply) ที่ได้รับการสนับสนุนโดยกรอบนโยบายที่ชัดเจนและคาดการณ์ได้ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้ออำนวย เป็นสิ่งจำเป็นที่จะดึงดูดการลงทุนและกระตุ้นอุปสงค์ นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน อุปทานจะต้องสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น ICVCM และ CORSIA ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับความต้องการทั่วโลก หากมีการดำเนินงานอย่างสอดประสานกัน ตลาดคาร์บอนจะสามารถเป็นรากฐานสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมาย Net-zero และเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้”

AI ถือเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสสำหรับเศรษฐกิจสีเขียว ความต้องการศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ที่ 19% จนถึงปี 2573 สืบเนื่องมาจากทั้งปริมาณงานที่เกี่ยวกับ AI และงานทั่วไป การเติบโตของศูนย์ข้อมูลอาจส่งผลให้เกิดการปล่อยคาร์บอนสูงถึง 2% ของการปล่อยในกลุ่ม SEA-6 อย่างไรก็ตาม แนวโน้มนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ผ่านนวัตกรรมด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด

การเติบโตอย่างยั่งยืนของศูนย์ข้อมูลจำเป็นจะต้องใช้โซลูชันพลังงานสีเขียวที่หลากหลาย ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการเพิ่มการเข้าถึงโครงข่ายพลังงานสะอาด (Clean Energy Grids) รวมไปถึงการเปิดช่องทางจัดหาพลังงานผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreements) หรือกลไกการชดเชยคาร์บอนที่มีความน่าเชื่อถือสูง
นอกจากนี้ AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการลดการปล่อยคาร์บอนได้ 3–5% ในภาคส่วนที่ปล่อยคาร์บอนสูง เช่น เกษตรกรรมและทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน และการคมนาคมขนส่ง ซึ่งการปลดล็อกศักยภาพดังกล่าวจะต้องอาศัยการลงทุนที่ตรงเป้าหมาย การสนับสนุนนโยบาย และการเร่งการนำ AI ไปใช้ในวงกว้าง

Spencer Low หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืน ภูมิภาค APAC ของ Google กล่าวว่า “เราจำเป็นต้องบริหารจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจาก AI และศูนย์ข้อมูลอย่างมีความรับผิดชอบ ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพของโมเดล การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ และการลดการปล่อยคาร์บอน Google กำลังมุ่งสู่เป้าหมายการใช้พลังงานสะอาด 24 ชั่วโมงทุกวัน (24/7 Carbon-Free Energy) พร้อมลงทุนในรูปแบบ Catalytic Investments ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เช่น โครงการพลังงานความร้อนใต้พิภพและพลังงานลมนอกชายฝั่ง นอกจากนี้ สิ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน คือการค้นหาและเร่งขยายการใช้งาน AI Applications ที่สามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในระบบโครงข่ายไฟฟ้า ภาคการเกษตร การผลิต และภาคส่วนอื่น ๆ”

การลงทุนสีเขียว (Green investment) เพิ่มขึ้น 43% นำโดยพลังงานแสงอาทิตย์และการบริหารจัดการขยะ

กลุ่มประเทศ SEA-6 มีการเติบโตของการลงทุนสีเขียวจากภาคเอกชนอย่างโดดเด่นในปี 2024 โดยเพิ่มขึ้น 43% เป็นมูลค่า 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมาเลเซียและสิงคโปร์มีสัดส่วนคิดเป็นกว่า 60% ของจำนวนดีลทั้งหมด ภาคพลังงานยังคงครองสัดส่วนสองในสามของการลงทุนสีเขียวในภูมิภาคนี้ พร้อมทั้งมีแนวโน้มขนาดดีลที่ใหญ่ขึ้น ภายในภาคพลังงาน การลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 100% ขณะที่ดีลในกลุ่มการจัดการของเสียเติบโต 60% เมื่อเทียบปีต่อปี โดยได้แรงหนุนจากโครงการบำบัดน้ำและการรีไซเคิล

ภาคเอกชนยังคงเป็นผู้นำหลักในการขับเคลื่อนการลงทุนสีเขียวใน SEA เช่นเดียวกับที่พบในอินเดียและเกาหลีใต้ ในขณะเดียวกัน ความสนใจในภูมิภาคจากกองทุนด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Funds) และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Funds) ก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเพิ่มขึ้น 4 เท่า และ 14 เท่า ตามลำดับ

ที่น่าสนใจคือ การลงทุนจากต่างประเทศนอกภูมิภาค APAC เข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียวของกลุ่ม SEA-6 เพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่าในปีที่ผ่านมา ในขณะที่การลงทุนข้ามพรมแดนจากภูมิภาค APAC เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า อย่างไรก็ตาม การลงทุนภายในกลุ่มประเทศของ SEA-6 เอง ลดลง 40% ทั้งๆที่ผู้ลงทุนเหล่านี้ยังคงมีบทบาทในโครงการสีเขียวในพื้นที่อื่น ๆ ของ APAC

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวด้วยวิธีการเชิงระบบ (Systems-based Approach) จำเป็นจะต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน — ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน นักลงทุน และรัฐบาล การลดการปล่อยคาร์บอนใน SEA ต้องก้าวข้ามการตั้งเป้าหมายเชิงนโยบาย มุ่งสู่การสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในทางปฏิบัติ การลดคาร์บอนไม่ใช่ต้นทุนอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตเชิงกลยุทธ์ ที่สร้างทั้งผลประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจให้กับอนาคตของภูมิภาค

*SEA-6 ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม
# การลดการปล่อยมลพิษราว 300 MtCO₂ คำนวณมาจากการคาดการณ์การใช้โซลูชันคาร์บอนต่ำในอนาคต รวมไปถึงผลกระทบจากกระบวนการผลิต การใช้งาน ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น และอื่นๆ; โซลูชันเชิงระบบที่มีศักยภาพสามารถช่วยปิดช่องว่างระหว่างการปล่อยมลพิษที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในกรอบนโยบายแผนปัจจุบัน กับข้อตกลงที่ให้ไว้สำหรับปี 2573 ได้ถึง 50%

Latest articles

การ์ทเนอร์คาดปี 69 ยอดใช้จ่าย AI ทั่วโลกพุ่งแตะ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์

การ์ทเนอร์คาดปี 69 ยอดใช้จ่าย AI ทั่วโลกพุ่งแตะ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ ชี้โครงสร้างพื้นฐาน AI โตไม่หยุด ดันเม็ดเงินสะพัดเพิ่ม 401 พันล้านดอลลาร์ หลังบริษัทเทคฯ เร่งวางรากฐานให้ AI

Gartner Says Worldwide AI Spending Will Total $2.5 Trillion in 2026

AI Infrastructure Drives AI Spending; Adds $401 Billion in Spending as Technology Providers Continue to Build Out AI Foundations

โบลท์ (Bolt) มอบส่วนลดสูงสุด 50% เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

ระหว่างวันที่ 1-8 กุมภาพันธ์ 2026 ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร สามารถใช้ส่วนลดสำหรับบริการ มอเตอร์ไซค์ของ Bolt เพื่อเดินทางไปยังหน่วยเลือกตั้ง โบลท์ (Bolt) แพลตฟอร์มเรียกรถชั้นนำ เตรียมมอบส่วนลดโดยสารสำหรับบริการมอเตอร์ไซค์เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนในกรุงเทพมหานครสามารถเดินทางไปยังคูหาเลือกตั้งได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และประหยัดมากขึ้น ในวันเลือกตั้ง...

มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ชวนชอป “D.I.Y. LOVE COLLECTION” รวมไอเดียของขวัญวาเลนไทน์

มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ผู้นำธุรกิจค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้านและสินค้าไลฟ์สไตล์ ต้อนรับเทศกาลแห่งความรัก ชวนทุกคนส่งต่อความรู้สึกดีๆ ผ่านสินค้า “D.I.Y. LOVE COLLECTION รวมไอเดียของขวัญแทนใจ”(1) ในวันวาเลนไทน์ คัดสรรของขวัญและของตกแต่งจำนวน 38 รายการ ในราคาถูกคุ้มเสมอ

More like this