‘Jitta’ แนะลงทุนช่วงวิกฤต จับจังหวะไม่แม่นจริง นิ่งไว้กำไรกว่า

Published on

‘Jitta’ เผยกรณีศึกษา ลงทุนก่อน ระหว่าง หรือหลังวิกฤตได้ผลตอบแทนสูงกว่า พบว่า ช่วงวิกฤตสินเชื่อซับไพร์ม คนที่ลงทุนหลังตลาดหุ้นล่มทำกำไรได้สูงที่สุด ตรงกันข้าม คนที่ตัดขาดทุนตอนตลาดปรับตัวลง มาลงทุนใหม่ตอนตลาดฟื้น ทำกำไรได้น้อยกว่าคนที่ถือหุ้นไว้เฉยๆ ผ่านช่วงวิกฤต และยิ่งนักลงทุนขายหุ้น ออกจากตลาดไปรอจังหวะลงทุนนานเท่าไหร่ ผลตอบแทนก็ยิ่งลดลงเท่านั้น

‘Jitta’ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มวิเคราะห์หุ้นแนวเน้นคุณค่าที่ใช้ AI คำนวณงบการเงินหุ้นทุกตัวในตลาดย้อนหลัง 10 ปี เพื่อจัดอันดับหา “หุ้นพื้นฐานดี” และ “มูลค่าเหมาะสม” เปิดเผยว่า หลังเกิดวิกฤตตลาดหุ้นอันเป็นผลมาจากสถานการณ์โรคระบาด Covid-19 นักลงทุนตื่นตัวมองหาโอกาสการลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น เห็นได้จากจำนวนผู้เข้าใช้งานเว็บไซต์ www.jitta.com และแอปพลิเคชัน Jitta ที่พุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดถึง 260% ส่วนใหญ่สนใจดูสรุปวิเคราะห์พื้นฐานและมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นย้อนหลัง 10 ปี หรือที่รู้จักกันในชื่อ Jitta Score และ Jitta Line เพื่อกรองหา “หุ้นดีราคาถูก” วางรากฐานสร้างความมั่งคั่งหลังวิกฤต ก่อนวิเคราะห์เจาะลึกงบการเงินบน Jitta FactSheet ที่แสดงข้อมูลหุ้นย้อนหลัง 10 ปีให้นักลงทุนใช้งานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจำนวนมากยังคงมองหาจังหวะลงทุนที่เหมาะสม เพื่อสร้างผลตอบแทนสูงสุดจากสถานการณ์วิกฤต หลังตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นจากระดับที่หลุด 1,200 จุดมาปิดที่ 1,033.84 ในรอบ 7 ปี เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา มาสู่ระดับ 1,256.35 จุด หรือขึ้นมาแล้ว 222.51 ในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้มีคำถามว่าตลาดจะปรับตัวลงอีกหรือไม่ ควรจะลงทุนตอนนี้หรือไม่ ก่อนจะ “ตกรถ” และพลาดโอกาสลงทุนในช่วงวิกฤตไปอย่างน่าเสียดาย

ทั้งนี้ ‘Jitta’ ได้มีการเปรียบเทียบผลตอบแทนการลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงวิกฤตสินเชื่อซับไพร์ม และหลังจากนั้นประมาณ 10 ปี เพื่อแสดงให้เห็นว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับพอร์ตของนักลงทุนที่ลงทุนในจังหวะต่างๆ กันช่วงวิกฤต โดยแบ่งกรณีศึกษาออกมาเป็น 4 กรณี คือ 1) นาย ก ไม่ cut loss ลงทุนฝ่าวิกฤตเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เริ่มลงทุนในปี 2551 และถือต่อไป 10 ปี จนถึงปี 2560 2) นาง ข เริ่มต้นลงทุนหลังวิกฤต ตลาดยังซบเซา ไม่ชัดว่าจะฟื้นตัวหรือลงต่อ เริ่มลงทุนในปี 2552 และถือต่อไป 10 ปี จนถึงปี 2561 3) นางสาว ค รอจนแน่ใจว่าตลาดฟื้นตัวเป็นขาขึ้นแล้วจึงเริ่มลงทุน เริ่มลงทุนในปี 2553 และถือต่อไป 10 ปี จนถึงปี 2562 และ 4) นาย ง cut loss ตอนเกิดวิกฤต รอจนแน่ใจว่าตลาดฟื้นตัวแล้วจึงลงทุนใหม่ ขายหุ้นทิ้งในปี 2551 และกลับมาลงทุนใหม่ในปี 2553

จากกรณีศึกษา นาง ข สร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุด เฉลี่ยทบต้น 10 ปี 17.51% ด้วยวิธีการลงทุนหลังวิกฤต ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดซบเซาเพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ยังเข็ดขยาดหวาดกลัว แต่เพราะเข้าใจธรรมชาติของตลาดเป็นอย่างดี นาง ข จึงลงทุนด้วยความมั่นใจ ไม่จำเป็นต้องรอดูสัญญาณการฟื้นตัวใดๆ ทั้งสิ้น ในขณะที่ นาย ง ที่ใช้กลยุทธ์ทั้ง cut loss และจับจังหวะตลาดฟื้นตัว แต่กลับได้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้น 10 ปี 4.87% น้อยกว่านาย ก ซึ่งไม่ cut loss และลงทุนฝ่าวิกฤตเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้น 10 ปีถึง 11.61% และทางด้านนางสาว ค ผู้ที่รอจนแน่ใจว่าตลาดฟื้นตัวเป็นขาขึ้น ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้น 10 ปี 11.82%

‘Jitta’ ระบุถึงสาเหตุที่ นาย ง ได้ผลตอบแทนน้อยที่สุด เนื่องจาก “นาย ง พลาดจังหวะซื้อหุ้นตอนที่หุ้นถูกมากๆ แต่กลับมาลงทุนในปี 2553 ช่วงที่ตลาดขึ้นมาแล้ว จึงได้กำไรไม่เยอะเท่ากับคนอื่นๆ บวกกับที่ขาดทุนตอน cut loss ในปี 2551 ทำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นเหลือประมาณ 5% เท่านั้น”

กรณีศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า หากนักลงทุนสามารถจับจังหวะได้แม่นยำ ก็สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงเหมือน นาง ข แต่หากจับจังหวะได้ไม่แม่นยำจะทำให้ผลตอบแทนหายไปเยอะมากเทียบกับการอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลยแบบ นาย ก ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดไม่สามารถจับจังหวะได้แม่นยำ แม้กระทั่งนักลงทุนระดับแนวหน้าอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ หรือดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ก็ย้ำเสมอว่าตนเองไม่สามารถล่วงรู้ได้แน่นอนว่าตลาดจะขึ้นหรือลงเมื่อไหร่ จึงไม่ใช้กลยุทธ์จับจังหวะตลาด แต่ให้ความสำคัญกับการค้นหาหุ้นที่พื้นฐานดีและทยอยซื้อในราคาที่เหมาะสมแทน

ด้านนายตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Jitta Wealth ให้แง่คิดไว้ว่า “ถ้านักลงทุนจับจังหวะตลาดไม่เป็นก็ไม่ต้องไปจับมัน ถือไปยาวๆ ดีกว่า ยิ่งยาวยิ่งดี” ยิ่งถ้านักลงทุนสามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ดีและราคาถูกได้ นักลงทุนก็จะลดความเสี่ยงพอร์ตได้มากขึ้น และเพิ่มกำไรในพอร์ตให้สูงขึ้นอีก

ยิ่งไปกว่านั้นสถิติจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ จัดทำโดย Syfe และ CBOE ชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่แค่จับจังหวะผิดเท่านั้นที่ทำให้นักลงทุนสูญเสียผลตอบแทน หากนักลงทุนรอจังหวะนานเท่าไหร่ ขายหุ้นออกจากตลาดและออกมารอดูสถานการณ์ ก็จะยิ่งสูญเสียมากขึ้น โดยทุกวินาทีที่นักลงทุนไม่ลงทุนในหุ้น หมายถึงผลตอบแทนที่ลดลงไปเรื่อยๆ

“การลงทุนในช่วงวิกฤตจะชี้ชะตาพอร์ตของนักลงทุนในระยะยาว ว่าจะทำกำไรได้มากน้อยเท่าไหร่ หากเลือกหุ้นที่พื้นฐานดี ซื้อในราคาที่เหมาะสม ยิ่งถูกกว่ามูลค่าธุรกิจได้ยิ่งดีเพื่อลดโอกาสขาดทุน (margin of safety) และลงทุนอย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องพยายามจับจังหวะตลาด เท่านี้ก็ช่วยเพิ่มกำไรทบต้นระยะยาวให้นักลงทุนได้แล้ว” ‘Jitta’ กล่าว
‘Jitta’ ทิ้งท้ายว่า นักลงทุนต้องมีสติ พิจารณาข่าวสารอย่างถ้วนถี่ด้วยเหตุผล ไม่หลงระเริงไปกับข่าวดีหรือหมกมุ่นกับข่าวร้ายจนมากเกินไป

นอกจากนี้ ควรใช้เวลานี้ศึกษาหุ้นและเปรียบเทียบบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ลงทุนในสิ่งที่รู้เพื่อลดความเสี่ยง สุดท้ายก็จะผ่านทุกวิกฤตไปได้ และที่สำคัญ พยายามนำเงินเย็นที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ในอนาคตอันใกล้มาลงทุน เพราะหากเกิดวิกฤตขึ้นอีกครั้ง ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจะมาเมื่อไหร่ แล้วโดนบังคับขายหลักทรัพย์เนื่องจากใช้ margin จะทำให้ไม่มีเงินมาลงทุนหลังวิกฤต และพลาดโอกาสที่พอร์ตจะเติบโตไปทั้งหมดถ้าโดนบังคับให้ออกจากตลาด

นักลงทุนสามารถดูข้อมูลวิเคราะห์พื้นฐานและมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้น พร้อมงบการเงินย้อนหลัง 10 ปี ประกอบการค้นหาหุ้นดีราคาถูกเพื่อลงทุนในช่วงวิกฤต Covid-19 ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ www.jitta.com

Latest articles

Spotify ขับเคลื่อน Courtside Culture ในประเทศไทย

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จำนวนเพลย์ลิสต์ออกกำลังกายที่ผู้ฟังชาวไทยสร้างบน Spotify เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการเติบโตของ Courtside Culture ตั้งแต่กีฬาเทนนิสไปจนถึงพาเดล ผู้ฟังชาวไทยเลือกใช้ Spotify เป็นส่วนหนึ่งในการเติมพลังทุกการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นการวอร์มอัป ระหว่างแข่งขัน หรือคูลดาวน์เพื่อฟื้นฟูร่างกายหลังจบเกม

ออริจิ้น ประกาศร่วมทุน Hotel101 (HBNB) บริษัทจดทะเบียนใน Nasdaq

ออริจิ้น ผนึก Hotel101 Global (HBNB) บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น Nasdaq ใน New York ตั้งบริษัทร่วมทุน พัฒนาโรงแรม Hotel 101 Bangkok ทำเลยุทธศาสตร์ใหม่ย่านดอนเมือง พร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการเดินทางที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

FedEx เผยผลสำรวจ 41% ของธุรกิจ APAC ยังไม่พร้อม หลัง EU ยกเลิกเกณฑ์ยกเว้นภาษีนำเข้า

เฟดเอ็กซ์ คอร์ปอเรชั่น (Federal Express Corporation) หนึ่งในบริษัทขนส่งด่วนรายใหญ่ที่สุดของโลก มุ่งมั่นเสริมความแข็งแกร่งในการสนับสนุนธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ในการรับมือกับการยกเลิกเกณฑ์ยกเว้นอากรนำเข้าขั้นต่ำ (De Minimis) ของสหภาพยุโรป ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา

แกร็บฟู้ด เผยคนไทยแห่ใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 สร้างยอดเดลิเวอรีทะลุ 500 ล้านบาทในครึ่งเดือน

แกร็บ แอปสั่งอาหารอันดับหนึ่งในประเทศไทย เผยโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและกระตุ้นการใช้จ่ายในธุรกิจอาหาร-เครื่องดื่มอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนผ่านยอดสั่งอาหารเดลิเวอรีจากร้านที่ร่วมโครงการฯ ทะลุ 500 ล้านบาทเพียงครึ่งเดือน

More like this