“ไข้กาฬหลังแอ่น” ยังคงเป็นโรคติดเชื้อรุนแรงที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หลังหลายประเทศรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุด เวียดนามพบผู้ป่วย 24 ราย และเสียชีวิต 4 ราย สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน และเกือบครึ่งหนึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ขณะที่ประเทศไทยพบประปรายตลอดปี และมีอัตราการเสียชีวิตในระดับที่น่ากังวล จึงควรให้ความสำคัญกับการป้องกันและเข้าถึงการรักษาอย่างทันท่วงที
กระทรวงสาธารณสุขเวียดนามได้เตือนประชาชนให้เฝ้าระวังโรคไข้กาฬหลังแอ่น หลังแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยต้นปีนี้มีรายงานผู้ป่วย 24 ราย สูงกว่าปีก่อนที่พบเพียง 14 ราย และผู้เสียชีวิต 4 ราย โดยมีผู้ป่วยเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีคิดเป็น 46% ของผู้ป่วยทั้งหมด
สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก หน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ได้ดำเนินมาตรการควบคุมโรคเชิงรุก เช่น การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อในพื้นที่เสี่ยง ควบคู่กับการรณรงค์ให้ประชาชนดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล และเข้ารับการตรวจรักษาโดยเร็วเมื่อมีอาการ โดยย้ำว่าการวินิจฉัยเร็วและรักษาทันทีจะช่วยลดความรุนแรงและการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การฉีดวัคซีนเป็นวิธีป้องกันที่ได้ผลที่สุด
ด้านสถานการณ์ในประเทศไทย ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ในปี 2569 พบผู้ป่วยสะสมเพียง 5 ราย แต่เสียชีวิตถึง 3 ราย คิดเป็นอัตราการเสียชีวิต 60% โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มเด็กอายุ 0–4 ปี รองลงมาคือกลุ่มอายุ 40–49 ปี และ 20–29 ปี แสดงให้เห็นว่าแม้จำนวนผู้ป่วยยังไม่สูง แต่โรคมีความรุนแรงและพบได้ประปรายตลอดปี โดยกรมควบคุมโรคยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาด
ข้อมูลของผู้ป่วยในไทยและเวียดนามชี้ว่า โรคไข้กาฬหลังแอ่นสามารถเกิดได้ในหลายช่วงวัย โดยเฉพาะเด็ก และแม้ยังไม่อยู่ในระดับการระบาดในวงกว้าง แต่โรคมีความรุนแรงและดำเนินโรคได้อย่างรวดเร็ว จึงควรให้ความสำคัญกับการติดตามสถานการณ์ การวินิจฉัยโรคและการรักษาอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการดำเนินมาตรการเชิงรุก ทั้งการควบคุมโรคและส่งเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะการดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลและการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรค
ไข้กาฬหลังแอ่นคือโรคอะไร ทำไมอันตรายถึงชีวิต
กรมควบคุมโรค ระบุว่า ไข้กาฬหลังแอ่นเป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันจากแบคทีเรีย Neisseria meningitidis ซึ่งมีหลายสายพันธุ์ มักพบในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และกลุ่มวัยรุ่น อายุ 15-24 ปี
เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมการสัมผัสใกล้ชิด หรืออยู่ร่วมกันในที่แออัด โดยเชื้อสามารถแพร่กระจายได้ผ่านละอองฝอยจากการไอหรือจามของผู้ติดเชื้อ การสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ การใช้สิ่งของร่วมกันกับผู้ติดเชื้อ เช่น แก้วน้ำ บุหรี่ไฟฟ้า เมื่อเชี้อเข้าสู่ร่างกาย เชื้อจะส่งผลต่อระบบเยื่อหุ้มสมองและกระแสเลือดอย่างรุนแรงและเฉียบพลัน
สำหรับอาการเบื้องต้นคล้ายไข้หวัด ควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากมีอาการผิดปกติ ได้แก่ ไข้สูงขึ้นอย่างฉับพลัน ปวดศีรษะอย่างรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน คอแข็ง บางรายอาจมีจุดเลือดออกหรือผื่นเลือดออกตามผิวหนังเป็นจุดแดง/ม่วง หรือปื้นสีชมพู ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาทันเวลา อาจนำไปสู่สมองเสียหาย สูญเสียการได้ยิน สูญเสียแขนหรือขาจากการติดเชื้อ เกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด และเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว โดย 1 ใน 5 รายของผู้รอดชีวิตอาจเผชิญกับความพิการหรือผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาว
มาตรการป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น
สำหรับมาตรการป้องกันโรคเชิงรุกสำหรับคนไทย กรมควบคุมโรคแนะนำให้ประชาชนดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด เช่น การล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด และหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดผู้ที่มีอาการทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ จาม เนื่องจากโรคติดต่อผ่านละอองฝอย และการใช้สิ่งของร่วมกัน พร้อมกันนี้ กรมควบคุมโรคแนะนำกลุ่มเสี่ยงควรรับวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ได้แก่
- เด็กเล็ก อายุต่ำกว่า 5 ปี เนื่องจากภูมิคุ้มกันยังไม่สมบูรณ์
- วัยรุ่น อายุ 15-24 ปี ที่อยู่ร่วมกันในหอพักหรือไปสถานบันเทิง เนื่องจากความแออัดหรือสถานที่อากาศไม่ถ่ายเท และการใช้ชีวิตใกล้ชิดกัน
- ผู้ที่มีโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องบางกลุ่ม รวมถึงผู้ที่ได้รับการตัดม้าม และผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน
- ผู้ปฏิบัติงานในห้องแล็บ ที่ต้องสัมผัสเชื้อโดยตรง
- ผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศเป็นประจำ นักเรียนนักศึกษาที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศ หรือผู้ที่ต้องเดินทางไปประเทศที่มีข้อกำหนดให้ฉีดวัคซีน เช่น พื้นที่ในสหราชอาณาจักร หรือประเทศในยุโรป ผู้เดินทางแสวงบุญประกอบพิธีฮัจย์/อุมเราะห์

