เต็ดตรา แพ้ค เผยผลการศึกษาไลน์การผลิตนม ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 49%

Published on

ผลการศึกษาล่าสุดจากเต็ดตรา แพ้ค เผยให้เห็นว่า การปรับปรุงอุปกรณ์แปรรูปผลิตภัณฑ์นมที่มีอยู่เดิมให้ทันสมัย สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 40-49%[1] ขึ้นอยู่กับประเภทของไลน์การผลิต นอกจากนี้ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับดังกล่าวยังไม่จำเป็นต้องทำการยกเครื่องไลน์การผลิตใหม่ทั้งหมด โดยสามารถใช้เพียงโซลูชันที่มีจำหน่ายอยู่ในตลาดปัจจุบันได้ ผลการศึกษายังเผยให้เห็นว่าการยกระดับไลน์การผลิตที่มีอยู่มีส่วนช่วยลดการสูญเสียผลิตภัณฑ์ และลดต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญ

รายงาน Dairy Processing Impact Assessment ฉบับนี้ ผ่านการตรวจสอบโดยองค์กรอิสระอย่าง Carbon Trust โดยใช้ระเบียบวิธีที่สอดคล้องกับกรอบมาตรฐานระดับสากลด้าน Avoided Emissions หรือการประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สามารถหลีกเลี่ยงได้[2] ภายในรายงานยังได้ระบุผลประโยชน์เชิงปริมาณจากการยกระดับไลน์การผลิตนมที่มีอยู่เดิม[3] โดยใช้ไลน์การผลิตที่ใช้แนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในปี 2562 เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบกับแบบจำลองผลลัพธ์ของไลน์การผลิตที่ได้รับการยกระดับที่นำไปใช้ทั่วโลกในปี 2568

อุตสาหกรรมนมเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบอาหารโลก ทั้งในด้านการผลิตอาหารและเครื่องดื่มและการสร้างอาชีพให้แก่ผู้คนจำนวนมาก ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมนี้ยังเป็นภาคส่วนที่ใช้น้ำและพลังงานจำนวนมากและมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็น 2.7% ของทั้งโลกในปี 2566[4] อย่างไรก็ตาม บริบทดังกล่าวได้เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตสามารถเพิ่มประสิทธิภาพไลน์การผลิตที่มีอยู่ด้วยโซลูชันที่มีจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และพัฒนาการดำเนินงานด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยไม่ต้องรอเทคโนโลยีใหม่หรือเปลี่ยนไลน์เครื่องจักรในการผลิตทั้งระบบ การปรับปรุงเหล่านี้ล้วนเป็นแนวทางที่ใช้ได้ผลจริง และสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที เพื่อยกระดับกระบวนการผลิตนมให้มีประสิทธิภาพ มีความคุ้มค่า และมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น

โดยผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การปรับปรุงอุปกรณ์ที่มีอยู่ให้ทันสมัยสามารถเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมได้เป็นอย่างมาก โดยเฉลี่ยแล้วจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 47% ลดการใช้น้ำได้ 45% และลดการสูญเสียผลิตภัณฑ์ได้ 57%[5] ซึ่งหากมีการนำการปรับปรุงเหล่านี้ไปใช้ในอุตสาหกรรมนมทั่วโลก อาจช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนรวมได้สูงถึง 12.7 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ หรือเทียบเท่ากับการนำรถยนต์ออกจากท้องถนนได้ถึงสามล้านคัน[6] นอกจากนี้ การนำโซลูชันด้านการประหยัดน้ำและการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ อาทิ ระบบกรองขั้นสูง (Advanced Filtration) และระบบทำความสะอาดอัตโนมัติภายในไลน์การผลิต (Cleaning in Place หรือ CIP) อาจช่วยลดปริมาณการใช้น้ำในไลน์การผลิตนมทั่วโลกได้มากถึง 455 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

สำหรับประเทศไทย อุตสาหกรรมนมถือเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยในปี 2567 ไทยครองตำแหน่งผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์นมอันดับหนึ่งของอาเซียน ด้วยมูลค่าส่งออกกว่า 19,600 ล้านบาท[7]โดยมีผลิตภัณฑ์นมยูเอชที นมพร้อมดื่ม และโยเกิร์ต เป็นสินค้าส่งออกสำคัญ ผลการศึกษาครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญโดยตรงต่อผู้ผลิตนมในประเทศ

โรดริโก โกดอย รองประธานฝ่ายบริหารกลุ่มกระบวนการผลิตของเต็ดตรา แพ้ค กล่าวว่า “สำหรับผู้ผลิตนมจำนวนมาก การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไปพร้อมกับการบริหารจัดการต้นทุนนับเป็นความท้าทายที่ต้องเผชิญในทุก ๆ วัน ผลการศึกษาของเราแสดงให้เห็นว่าการปรับปรุงไลน์การผลิตที่มีอยู่เดิมอย่างตรงจุดสามารถลดการใช้พลังงานและน้ำ รวมถึงลดการสูญเสียของผลิตภัณฑ์ได้จริง ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพและลดต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งาน (Total Cost of Ownership – TCO) โดยไม่ส่งผลกระทบกับกระบวนการผลิต”

“นอกจากนี้ กรอบนโยบายที่เอื้อต่อการสนับสนุน ควบคู่กับการเข้าถึงมาตรการจูงใจทางการเงินที่ตรงเป้าหมาย จะทำให้การยกระดับไลน์การผลิตสามารถขยายผลในวงกว้างได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยให้ผู้ผลิตก้าวข้ามข้อจำกัดด้านการลงทุนเริ่มต้นและเร่งขับเคลื่อนให้ภาคอุตสาหกรรมนมก้าวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว”

ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่า การปรับปรุงไลน์การผลิตที่มีอยู่เดิมมีส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงในระบบอาหารที่พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนต่าง ๆ ทั้งนี้ ผู้ผลิตนมสามารถลดการใช้ทรัพยากรและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ด้วยการยกระดับไลน์ผลิตที่มีอยู่เดิมผ่านโซลูชันของเต็ดตรา แพ้คที่มีจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน ดังนี้

  • ปั๊มความร้อนพลังงานไฟฟ้า ที่ช่วยลดหรือทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในหม้อไอน้ำและเครื่องทำความเย็น โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงและลดการปล่อยคาร์บอนจากการทำความร้อน[8]
  • การบูรณาการกระบวนการผลิตประสิทธิภาพสูง ด้วยเทคโนโลยี OneStep ที่ออกแบบมาเพื่อการผลิตนมยูเอชทีและโยเกิร์ตโดยเฉพาะ โดยรวมขั้นตอนการผลิตหลากหลายขั้นตอนเข้าด้วยกัน ซึ่งจะช่วยประหยัดไฟฟ้าและไอน้ำได้มากยิ่งขึ้น[9]
  • โซลูชันการกรองและนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ ทั้งการกรองผ่านเยื่อเมมเบรน ระบบทำความสะอาดอัตโนมัติภายในไลน์การผลิต และสถานีกรองน้ำ ที่จะนำผลิตภัณฑ์และน้ำที่สูญเสียไประหว่างกระบวนการผลิตและทำความสะอาดกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง[10]

สุรพงศ์ กอบประดิษฐกุล ผู้อำนวยการฝ่ายกระบวนการผลิต บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปัจจุบันที่อุตสาหกรรมนมของไทยยังคงเติบโตอย่างโดดเด่นในภูมิภาค ผลการศึกษานี้ ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถวางแผนในการยกระดับไลน์การผลิตได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยทีมงานของเราพร้อมช่วยเหลือทั้งในด้านการสำรวจไลน์การผลิตที่มีอยู่ของลูกค้า และเสนอแนวทางการขยายกำลังการผลิตหรือปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้งด้านต้นทุนและสิ่งแวดล้อม”

เวโรนิกา เทียเม่ รองผู้อำนวยการภูมิภาคยุโรปของ Carbon Trust กล่าวว่า “ระบบอาหารของเรามีศักยภาพในการลดคาร์บอนได้อย่างมีนัยสำคัญ การประเมิน Avoided Emissions จะช่วยให้เราเห็นภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่าโซลูชันแต่ละชนิดสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้มากน้อยเพียงใด และเมื่อมีการวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็จะทำเกิดฐานข้อมูลที่จำเป็นต่อการขยายผลโซลูชันเหล่านี้ในวงกว้าง”


[1] อ้างอิงจากแนวทาง Avoided Emissions / Net Carbon Impact โดยเปรียบเทียบระหว่างไลน์การผลิตตามแนวปฏิบัติอันเป็นเลิศของเต็ดตรา แพ้ค ในปี 2562 กับไลน์การผลิตที่ได้รับการยกระดับในบริบทการนำไปใช้จริงในปี 2568

[2] การศึกษาฉบับสมบูรณ์ที่ผ่านการทบทวนวรรณกรรมจากองค์กรอิสระ ได้เปรียบเทียบระหว่างไลน์การผลิตตามแนวปฏิบัติอันเป็นเลิศของเต็ดตรา แพ้ค ในปี 2562 กับไลน์การผลิตที่ได้รับการยกระดับในบริบทการนำไปใช้จริงในปี 2568 โดยสอดคล้องกับกรอบแนวคิดชั้นนำระดับสากล ได้แก่ แนวปฏิบัติด้าน Avoided Emissions ของ World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) และระเบียบวิธี Net Carbon Impact ของ European Green Digital Coalition (EGDC) ทั้งนี้ ผลการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องกับพลังงานได้รับการทบทวนโดย Carbon Trust

[3] ไลน์การผลิตและบรรจุภัณฑ์สำหรับนมพาสเจอร์ไรส์ โยเกิร์ต นมยูเอชทีแบบให้ความร้อนทางอ้อม (Indirect UHT) และนมยูเอชทีแบบให้ความร้อนโดยตรง (Direct UHT)

[4] https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/37747649/

[5] การเปรียบเทียบทั้งหมดอ้างอิงจากไลน์การผลิตตามแนวปฏิบัติอันเป็นเลิศของเต็ดตรา แพ้ค ในปี 2562 และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบ สำหรับอุตสาหกรรมโดยรวม ผลลัพธ์อ้างอิงจากแบบจำลองสถานการณ์ตามแนวปฏิบัติอันเป็นเลิศ และอาจแตกต่างกันไปตามภูมิศาสตร์และการนำไปใช้ในแต่ละโรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำไปใช้กับไลน์การผลิตจำนวนมาก

[6] เปรียบเทียบกับไลน์การผลิตตามแนวปฏิบัติอันเป็นเลิศในปี 2562 โดยตัวเลขที่แสดงเป็นผลการประหยัดที่อาจเกิดขึ้น จากแบบจำลองกรณีที่มีการนำไลน์การผลิตที่ได้รับการยกระดับไปใช้ทั่วโลกในปี 2568 ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประมาณการแบบระมัดระวัง (Conservative Estimates) เนื่องจากได้นับรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากตัวโซลูชันเองไว้แล้ว อีกทั้งยังไม่ได้นำผลของการประหยัดน้ำและการลดการสูญเสียผลิตภัณฑ์มาคำนวณเป็น Avoided Emissions ซึ่งหมายความว่าผลประหยัดจริงอาจสูงกว่าที่รายงาน การคำนวณค่าเทียบเท่าอ้างอิงจาก Greenhouse Gas Equivalencies Calculator ของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกา (US EPA): https://www.epa.gov/energy/greenhouse-gas-equivalencies-calculator

[7] กระทรวงพาณิชย์ ประเทศไทย (กุมภาพันธ์ 2568); Nation Thailand, 6 February 2025: https://www.nationthailand.com/business/trade/40045955

[8] https://www.tetrapak.com/en-gb/solutions/integrated-solutions-equipment/processing-equipment/heat-pumps/integrated-heat-pump-system

[9] https://www.tetrapak.com/en-gb/insights/cases-articles/onestep-technology-provides-production-flexibility

[10] https://www.tetrapak.com/en-gb/solutions/integrated-solutions-equipment/processing-equipment/membrane-filtration

Latest articles

ธอส. บรรเทาปัญหาเศรษฐกิจ-วิกฤตพลังงาน ผ่อนชำระเงินงวดเพียง 1,000 บาทต่อเดือน

ธอส.บรรเทาปัญหาและดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง เตรียมกรอบวงเงิน 20,000 ล้านบาท จัดทำมาตรการช่วยเหลือลูกค้าผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ (DC4) สำหรับลูกค้ากลุ่ม SM ที่กู้เงินมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี

ศูนย์คุณธรรม ชวนส่งผลงานประกวด THAILAND MORAL AWARDS 2025 จุดประกายเมืองไทยสู่สังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน

ศูนย์คุณธรรม ขยายผลต้นแบบความดี THAILAND MORAL AWARDS 2025 เชิญชวนร่วมส่งผลงานสื่อสร้างสรรค์รวม 8 สาขา จุดประกายเมืองไทยสู่สังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน

วิริยะประกันภัย มอบทุนแก่นักศึกษามอ.ตรัง เสริมศักยภาพบุคลากรสายประกันภัย

ผศ. ดร.ปาริชาติ มณีมัย คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง รับมอบทุนการศึกษา มูลค่า 100,000 บาท จากบริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยมี เสาวคนธ์ วงศ์กองแสง ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการภาค 5 (ภาคใต้) ด้านสาขา เป็นผู้แทนมอบ

เผยเบื้องหลังไอเท็มเสน่ห์ไทย แฟชั่นจากชุมชน โฆษณาชุดล่าสุด ‘ลิซ่า’ feel all the feelings

ผลงานโฆษณา “feel all the feelings” เป็นเวทีที่แฟชั่นได้ร้อยเรียงอารมณ์ ความรู้สึก และความงดงามของวัฒนธรรมไทยเข้าด้วยกัน ผ่านการผสมผสานระหว่างดีไซน์ร่วมสมัยและภูมิปัญญาไทยดั้งเดิมอย่างลงตัวกับชุดและเครื่องประดับที่ “ลิซ่า”สวมใส่

More like this