ในห้วงการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้หารือผู้แทน EU – รมว.คลังจีน – ญี่ปุ่น แลกเปลี่ยนมุมมองสถาการณ์โลก สานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับ Kyriakos Pierrakakis ประธาน EuroGroup และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการคลัง สาธารณรัฐเฮลเลนิก (กรีซ) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและผลกระทบต่อสหภาพยุโรปและประเทศไทย พร้อมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและสหภาพยุโรป โดยมุ่งส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ในด้านการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล ควบคู่การดำเนินนโยบายการคลังอย่างมีวินัย
ทั้งสองฝ่ายยังเห็นถึงศักยภาพการขยายความร่วมมือด้านการลงทุนโดยเฉพาะในสาขาพลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า เศรษฐกิจดิจิทัล และอุตสาหกรรมขั้นสูง รวมถึงการส่งเสริมการเชื่อมโยงเงินทุนจากยุโรปสู่โอกาสการเติบโตใหม่ของไทย เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนและครอบคลุมในระยะยาว
พร้อมทั้งเชิญรัฐมนตรีคลังของประเทศในสหภาพยุโรปของร่วมการประชุม IMF และ World Bank ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ในเดือนตุลาคมนี้
ในวันเดียวกัน ดร.เอกนิติ ได้เข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับ หลาน ฝัว อัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทวิภาคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงโอกาสในการร่วมมืออุตสหกรรมอนาคตที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญร่วมกัน ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), AI, Robotic และเศรษฐกิจสีเขียว
นอกจากนั้น จีนยังได้ชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มการลงทุนของจีนในประเทศอาเซียนรวมทั้งไทยจะยังคงเน้นไปทีอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขึ้นสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล
นอกจากนั้นจากนั้น ดร.เอกนิติ ยังได้เข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับ Satsuki Katayama รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทวิภาคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการยกระดับผลิตภาพและการปฏิรูปเศรษฐกิจ รวมถึงการมีกฎระเบียบที่เอื้อต่อการสร้างเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเทคโนโลยีใหม่ และยังเห็นพ้องถึงความสำคัญของการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของฐานการผลิตญี่ปุ่นในไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจสีเขียว โดยญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสหกรรมคาร์บอนต่ำ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสอง


