บรรยากาศการเมืองไทยกลับมาคึกคักถึงขีดสุดอีกครั้ง หลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไป และการออกเสียงประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ (นับแล้วกว่า 95%) ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อพรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมาเป็นพรรคที่มีจำนวน สส. มากที่สุดในสภาฯ ขณะที่พรรคประชาชนยังคงรักษาฐานที่มั่นในเขตเมืองและคะแนนบัญชีรายชื่อไว้อย่างเหนียวแน่น ท่ามกลางกระแสการตอบรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ได้รับมติเห็นชอบอย่างท่วมท้น
ผลการนับคะแนนเบื้องต้นระบุว่า พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการชิงเก้าอี้ สส. เขต โดยสามารถกวาดที่นั่งรวมทั้งสิ้นประมาณ 192-194 ที่นั่ง กลายเป็นพรรคอันดับหนึ่งที่ถือความได้เปรียบในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
ในขณะที่พรรคประชาชน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แม้จะมาเป็นอันดับสองด้วยจำนวน สส. รวมประมาณ 116 ที่นั่ง แต่ยังคงสร้างปรากฏการณ์ “แลนด์สไลด์” ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและเขตเมืองใหญ่ทั่วประเทศ รวมถึงคว้าคะแนนนิยมในส่วนของ สส. บัญชีรายชื่อ (Party-list) ไปได้สูงที่สุด สะท้อนให้เห็นว่าฐานเสียงคนรุ่นใหม่และผู้ที่ต้องการการปฏิรูปโครงสร้างยังคงแข็งแกร่ง
ด้านอดีตพรรคแกนนำรัฐบาลอย่าง พรรคเพื่อไทย ตกไปอยู่อันดับสามด้วยจำนวนที่นั่งประมาณ 75-80 ที่นั่ง ตามมาด้วยพรรคเกิดใหม่อย่าง พรรคกล้าธรรม ที่สร้างเซอร์ไพรส์คว้าที่นั่งมาได้ถึง 58 ที่นั่ง และพรรคประชาธิปัตย์ที่ยังคงรักษาฐานเสียงไว้ได้ที่ประมาณ 20 ที่นั่ง
นอกจากคะแนนเลือกตั้ง สส. แล้ว อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการออกเสียงประชามติในคำถามที่ว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่?” ผลปรากฏว่าประชาชนส่วนใหญ่แสดงเจตจำนงชัดเจน ดังนี้:
- เห็นชอบ: 65.42% (ประมาณ 19.8 ล้านเสียง)
- ไม่เห็นชอบ: 34.58% (ประมาณ 10.4 ล้านเสียง)
ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความต้องการของประชาชนที่ต้องการเปลี่ยนผ่านจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ไปสู่รัฐธรรมนูญที่มาจากกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งผลประชามตินี้จะเป็นโจทย์ใหญ่ให้รัฐบาลชุดใหม่ต้องเร่งดำเนินการจัดตั้ง สสร. (สภาร่างรัฐธรรมนูญ) เพื่อยกร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศต่อไป
ด้วยผลคะแนนที่ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากเด็ดขาด (เกิน 250 ที่นั่ง) เกมการเมืองจึงเข้าสู่ช่วง “เจรจาต่อรอง” โดยพรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคอันดับหนึ่งมีสิทธิอันชอบธรรมในการริเริ่มรวบรวมเสียง อย่างไรก็ตาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาแถลงขอบคุณประชาชน พร้อมระบุว่าพร้อมที่จะพูดคุยกับพรรคที่มีแนวทางเดียวกัน เพื่อสร้างรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ
ทางด้านพรรคประชาชน แม้จะมีคะแนนรวมเป็นอันดับสอง แต่ก็ได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะเป็นฝ่ายตรวจสอบที่มีคุณภาพ หากไม่สามารถรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลตามอุดมการณ์ของพรรคได้ ขณะที่พรรคเพื่อไทยกลายเป็น “ตัวแปรสำคัญ” ที่ทุกฝ่ายต่างจับตามองว่าตัดสินใจเข้าร่วมกับขั้วใด
หลังปิดหีบเลือกตั้ง บรรดาแกนนำพรรคต่างออกมาแสดงท่าที
- นายอนุทิน (ภูมิใจไทย): “ชัยชนะครั้งนี้คือความไว้ใจที่ประชาชนมีต่อผลงานที่จับต้องได้ เราจะทำงานหนักเพื่อตอบแทนทุกคะแนนเสียง”
- นายณัฐพงษ์ (ประชาชน): “แม้ที่นั่ง สส. เขตในต่างจังหวัดจะไม่ได้ตามเป้า แต่คะแนนบัญชีรายชื่อที่ถล่มทลายบอกเราว่า ประชาชนยังเชื่อมั่นในความเปลี่ยนแปลง”
- คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.): ระบุว่าภาพรวมการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แม้จะมีรายงานการซื้อสิทธิขายเสียงในบางพื้นที่ เช่น สุราษฎร์ธานี และเชียงราย ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
ชัยชนะของภูมิใจไทยและการผ่านประชามติแก้รัฐธรรมนูญ คือสัญญาณที่บอกว่าคนไทยต้องการทั้ง “เสถียรภาพและการพัฒนาเศรษฐกิจ” ควบคู่ไปกับ “การปฏิรูปกติกาทางการเมือง”
ภารกิจด่วนของรัฐบาลชุดใหม่นับจากนี้ คือการฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการเดินหน้าตามมติประชามติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาอีกอย่างน้อย 1-2 ปีต่อจากนี้ ท่ามกลางการจับตามองของนานาชาติว่าประเทศไทยจะก้าวข้ามความขัดแย้งและเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืนได้จริงหรือไม่

