โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี เพาเวอร์ ขับเคลื่อนสู่ Net Zero สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านโครงการปุ๋ยใบไม้

Published on

โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี เพาเวอร์ ขับเคลื่อนสู่ Net Zero สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านโครงการปุ๋ยใบไม้ ถ่ายทอดความรู้การกำจัดแปรรูปใบไม้-เศษวัสดุการเกษตรเป็นเงิน สร้างรายได้แก่ชุมชน ตั้งเป้าลดขยะใบไม้ให้ได้ปีละ 240 ตัน

อดิศร วังมูล ผู้อำนวยการสายงานบริหารและองค์กรสัมพันธ์ บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัดเปิดเผยถึงแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ว่า โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี เพาเวอร์ มีการดำเนินนโยบายและพันธกิจด้านสังคมและความยั่งยืนครอบคลุมในหลายมิติ โดยเฉพาะการให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งในส่วนของสิ่งแวดล้อมมีทั้งการพัฒนาใช้เทคโนโลยีสะอาด ในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจัดการมลพิษและปริมาณของเสีย เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการดำเนินงานด้านสังคมผ่านโครงการและกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ในหลายรูปแบบ

ซึ่งนอกจากจะสร้างความเข้าใจระหว่างชุมชนรอบโรงไฟฟ้าแล้ว ยังแสดงถึงความจริงใจว่าโรงไฟฟ้า บีแอลซีพี เพาเวอร์ เป็นหนึ่งในสมาชิกของสังคมและชุมชนเดียวกัน จากความไว้เนื้อเชื่อใจได้ส่งผลให้หลายโครงการของโรงไฟฟ้า บีแอลซีพี เพาเวอร์ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี จากการสนับสนุนและความร่วมมือขององค์กรส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และภาคประชาชนในพื้นที่

โดยเฉพาะโครงการปุ๋ยใบไม้ของโรงไฟฟ้า บีแอลซีพี เพาเวอร์ เป็นหนึ่งในโครงการที่ประสบความสำเร็จ จนได้รับใบประกาศเกียรติคุณจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในโครงการที่สนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (LESS) เนื่องจากโครงการฯ นี้ ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 143.347 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และยังมีการต่อยอดความรู้สู่ชุมชนจนขยายผลเป็นวงกว้าง ทั้งการกำจัดใบไม้และเศษวัสดุชีวมวลทางการเกษตรในชุมชน ลดการเผาทำลาย สร้างมูลค่าจากวัสดุเหลือใช้สร้างรายได้ต่อชุมชน

โครงการปุ๋ยใบไม้เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2565 โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก “ศาสตร์พระราชา” ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่มุ่งเน้นความมั่นคงและยั่งยืน ก่อให้เกิดแนวคิดในการเพิ่มมูลค่าให้ขยะ แปรของเสียให้เป็นประโยชน์ ลดผลกระทบ เพิ่มคุณค่าทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้วยการจัดการของเสียอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นทางภายในโรงงาน

โดยนำใบไม้จำนวนมากภายในโรงไฟฟ้ามาแปรรูปด้วยการหมักจนเป็นปุ๋ย ใช้ระยะเวลาในกระบวนการดำเนินงานตั้งแต่เริ่มจนสิ้นสุดประมาณ 45 วัน จากเดิมต้องใช้ระยะเวลาถึง 6 เดือน และนำปุ๋ยที่ได้มาใช้ต่อในการบำรุงดิน ปลูกผักปลอดสารพิษเพื่อแจกจ่ายและนำมาทำเป็นอาหารให้แก่พนักงาน

จากความสำเร็จของโครงการฯ ที่เริ่มต้นในโรงไฟฟ้า ขยายผลสู่หน่วยงานส่วนท้องถิ่นและผู้นำชุมชน ผ่านการดูงานและการฝึกอบรมจนเกิดแนวร่วมที่แข็งแกร่ง ดังนั้นการขยายผลโครงการฯ ในปี 2568 โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี เพาเวอร์ จึงร่วมมือกับหลายหน่วยงาน ทั้งสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาระยอง เทศบาลนครมาบตาพุด สำนักงานสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ชุมชนห้วยโป่งใน 1 โรงเรียนชุมชนวัดตะเคียนงาม ตำบลปากน้ำประแสร์  อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ในการเผยแพร่องค์ความรู้โครงการปุ๋ยจากใบไม้ (แบบย่อยสลายเร็ว) โดยมีเป้าหมายลดขยะใบไม้ให้ได้ 240 ตัน

นอกจากโครงการปุ๋ยใบไม้ที่ประสบความสำเร็จและขยายโครงการสู่ระดับชุมชนแล้ว โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี เพาเวอร์ ยังมีอีกหลายโครงการในการบริหารจัดการของเสียอย่างครบวงจรอีกหลายโครงการ ซึ่งช่วยแปรของเสียให้เป็นประโยชน์ ลดผลกระทบ เพิ่มคุณค่าทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นโครงการหนอนแม่โจ้ (BSF) การจัดการขยะอินทรีย์ โครงการธนาคารขยะ โครงการแนวกั้นขยะแม่น้ำระยอง โครงการ SeaCrafty กระเป๋าจากเศษอวน ฯลฯ

จะเห็นได้ว่าการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า BLCP ไม่เพียงมุ่งเน้นเพียงแค่การผลิตไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงทางพลังงานแก่ประเทศเท่านั้น แต่ยังมุ่งสู่เป้าหมาย Zero Waste และสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ด้วยการนำองค์ความรู้ นวัตกรรม ผลที่ได้รับจากโครงการต้นแบบ ถ่ายทอด สร้างมูลค่า พัฒนาสังคมและร่วมสร้างความยั่งยืนแก่ท้องถิ่นและชุมชน เพื่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นอีกด้วย

พรทิพย์  โพธิบัวทอง

ด้าน พรทิพย์  โพธิบัวทอง ที่ปรึกษาคณะกรรมการชุมชนมาบข่า-สำนักอ้ายงอน เผยถึงการนำความรู้จากโครงการปุ๋ยใบไม้มาปรับใช้และขยายผลกับชุมชนว่า โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี เพาเวอร์ มีการเข้ามาพูดคุยและแนะนำโครงการดีๆ ให้กับชุมชนมาตลอด โครงการปุ๋ยใบไม้เป็นหนึ่งโครงการที่ชุมชนเราให้ความสนใจ เนื่องจากคนในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรชาวสวน จึงมีใบไม้และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจำนวนมาก จนบางครั้งเกิดปัญหาในการกำจัด

แต่เดิมชาวบ้านจะใช้วิธีกองทิ้งหรือฝังกลบ ซึ่งใช้เวลานานในการย่อยสลาย เมื่อมากเข้าก็กำจัดด้วยการเผาซึ่งก่อให้เกิดมลภาวะ หรือถ้าขนไปทิ้งบ่อขยะก็สิ้นเปลืองแรงงานและค่าใช้จ่าย

ดังนั้นทางชุมชนจึงมีความสนใจในการเข้ามาร่วมทดลองและนำความรู้จากโครงการฯ มาพัฒนาปรับใช้และผนวกเพิ่มเติมกับองค์ความรู้ของชุมชน โดยการพลิกกองและรดน้ำเพิ่ม ซึ่งทำให้ได้ผลในการย่อยสลายใบไม้และเศษวัสดุได้เร็วขึ้นจาก 30 – 45 วัน  เหลือเพียง 20 วัน

โดยเกษตรกรจะได้ดินและปุ๋ยจากการย่อยสลายนำไปใช้ต่อภายในสวน ช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการซื้อดิน-ปุ๋ยไปได้กว่าครึ่ง คุณภาพชีวิตของคนและชุมชนก็ดีขึ้นจากการลดการเผา ส่วนผลผลิตที่ได้ก็มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคด้วย

ปัจจุบันการขยายผลโครงการปุ๋ยใบไม้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างมาก โดยนอกจากคุณพรทิพย์ จะใช้พื้นที่ของตัวเองในการเป็นศูนย์เรียนรู้เรื่องปุ๋ยใบไม้ โดยเปิดให้ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมแล้ว ยังเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ และให้คำปรึกษาแก่ผู้สนใจในโครงการฯ นี้อีกด้วย

ซึ่งขณะนี้มีชุมชนใกล้เคียง เทศบาล วัด โรงเรียน และ หมู่บ้านจัดสรร รวมแล้วกว่า 50 แห่ง เป็นแนวร่วมในการสานต่อโครงการฯ นอกจากนั้นยังกระจายไปยังฝั่งของประชาชนหรือบางชุมชนนำความรู้เรื่องปุ๋ยใบไม้ไปต่อยอดเป็นวิสาหกิจ ในการขายปุ๋ยใบไม้สร้างรายได้ ซึ่งมีมูลค่าถึงกิโลละ 10 บาท เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งที่ผลของโครงการฯ

นอกจากจะช่วยกำจัดและสร้างมูลค่าให้กับวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรแล้ว ยังช่วยลดการเผา ลดปริมาณและค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะ เกิดเป็นอาชีพสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชนต่อไปได้

Latest articles

DE Fund จัด “คลินิกกองทุน” ปิดท้ายที่อุดรธานี หนุนทุกภาคส่วนเข้าถึงทุนดิจิทัล

กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE Fund) จัดกิจกรรม “DE Fund Clinic” หรือ “คลินิกกองทุน” เปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ได้เรียนรู้แนวทางการขอรับทุน พร้อมรับคำปรึกษาอย่างใกล้ชิด

ส.วิศวกรโครงสร้างฯ แจง 4 ประเด็น เหตุแผ่นดินไหวในเมียนมา ระบุอาคารสูงเมืองกรุงอาจรู้สึกได้

จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 5.3 ที่ชายฝั่งตอนใต้ของประเทศเมียนมา ใกล้เมืองย่างกุ้ง จนส่งผลกระทบถึง กทม. นั้น ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และ อ.ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายว่าลักษณะการเกิดแผ่นดินไหวดังกล่าว เป็น 4 ประเด็น

ปิดผมขาวเนียนสนิท เพียง 7 นาที ด้วยครีมเปลี่ยนสีผมจากญี่ปุ่น

ผมสวย ดูดีเป็นธรรมชาติ ด้วย PAON SEVEN-EIGHT HAIR COLOR (พาออน เซเว่น-เอท แฮร์ คัลเลอร์)  ครีมเปลี่ยนสีผมสำหรับปิดผมขาว เทคโนโลยีจากญี่ปุ่น ในเครือ โอซีซี กรุ๊ป มอบสีผมสวยดูเป็นธรรมชาติ ติดทนนาน สามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยตนเองภายในเวลาเพียง 7-8 นาที

 บ้านปู เปิดรับสมัคร! BC4C ปีที่ 15 “พลังดี ไม่มีดรอป” ชิงเงินทุนกว่าสามแสนบาท

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจด้านพลังงานที่หลากหลาย ร่วมกับ สถาบัน Change Fusion เปิดรับสมัครผู้ประกอบกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise: SE) รุ่นใหม่เข้าร่วมโครงการ “พลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม”

More like this