การ์ทเนอร์คาดปี 69 แอปฯระดับองค์กรถึง 40% จะฝังเทคโนโลยี AI Agents เฉพาะงานไว้

Published on

การ์ทเนอร์เผยในปีหน้า (2569) แอปพลิเคชันระดับองค์กร (Enterprise Applications) 40% จะฝังเทคโนโลยี AI Agents ที่ออกแบบมาสำหรับงานเฉพาะ (หรือที่เรียกว่า Task-Specific AI Agents) เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่มีน้อยกว่า 5% สาเหตุหลักมาจากการที่หลายองค์กรเร่งการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน โดย Agentic AI ในแอปพลิเคชันระดับองค์กรจะมีประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้นกว่าในระดับการใช้งานของบุคคลทั่วไป และยังสร้างมาตรฐานใหม่ ๆของการทำงานเป็นทีม รวมถึงเวิร์กโฟลว์ผ่านการมีส่วนร่วมระหว่างมนุษย์และเอเจนต์ที่ฉลาดมากยิ่งขึ้น

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2578 (หรือในอีก 10 ปีข้างหน้า) Agentic AI จะมีส่วนขับเคลื่อนรายได้ของซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันระดับองค์กรประมาณ 30% โดยมีมูลค่าสูงกว่า 450 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก 2% ในปีนี้

Anushree Verma ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายนักวิเคราะห์การ์ทเนอร์ กล่าวว่า “AI Agents กำลังพัฒนารุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว จากผู้ช่วยพื้นฐานที่ฝังอยู่ในแอปพลิเคชันองค์กรวันนี้ ไปสู่ Task-Specific Agents หรือ AI Agents ที่ออกแบบมาสำหรับงานเฉพาะ และในอีกสี่ปี (2572) จะก่อตัวกลายเป็นระบบนิเวศของมัลติเอเจนต์ (Multiagent) โดยการเปลี่ยนแปลงนี้จะพลิกโฉมแอปพลิเคชันองค์กรจากเครื่องมือที่คอยสนับสนุนประสิทธิภาพการทำงานของแต่ละบุคคล ไปเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้เกิดการทำงานร่วมกันแบบอัตโนมัติอย่างราบรื่นและสามารถจัดการเวิร์กโฟลว์ได้แบบไดนามิก”

ผู้บริหาร CIO มีเวลา 3-6 เดือนในการกำหนดกลยุทธ์ Agentic AI เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ หากองค์กรไม่สามารถปรับตัวนำ Agentic AI มาใช้ได้ทันจะต้องกลายเป็นผู้ตามในสนามการแข่งขัน ซึ่งการจัดลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์ต้องใช้แนวทางที่มุ่งเน้น 5 ระยะหลักนี้ เพื่อปฎิวัติองค์กรไปสู่ยุค Agentic AI

รูปที่ 1: อนาคตของ Agentic AI ในแอปพลิเคชันระดับองค์กร

ที่มา: การ์ทเนอร์ (สิงหาคม 2568)

ระยะที่ 1: ผู้ช่วย AI ในทุกแอปพลิเคชัน (AI Assistants for Every Application)

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในสิ้นปีนี้แอปพลิเคชันองค์กรเกือบทั้งหมดจะมีผู้ช่วยเอไอฝังอยู่ เปลี่ยนแอปที่ไม่มีประสิทธิภาพให้เป็นระบบอัจฉริยะและสามารถทำงานในนามผู้ใช้งานได้

ผู้ช่วย AI (หรือ AI Assistants) เป็นสิ่งที่นำไปสู่ Agentic AI พวกมันช่วยลดความซับซ้อนของงานและการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ แต่ยังพึ่งพาการป้อนข้อมูลจากมนุษย์และไม่สามารถทำงานได้อิสระ โดยความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือการเรียกผู้ช่วย AI เหล่านี้ว่า “เอเจนต์” ซึ่งเกิดจากการทำ “Agentwashing” หรือ การรีแบรนด์ผลิตภัณฑ์เดิมที่มีอยู่แล้วโดยที่ไม่มีความสามารถด้าน Agentic ที่แท้จริง และกำลังเป็นที่แพร่หลาย

“CIO และผู้นำเทคโนโลยีต้องมุ่งเน้นไปที่การสร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับพนักงาน โดยรวมผู้ช่วย AI เข้าไว้กับ APIs ที่แข็งแกร่ง ช่วยเปลี่ยนจากอินเทอร์เฟซที่เน้นแอปพลิเคชันแบบดั้งเดิมได้” Verma กล่าว

ระยะที่ 2: แอปพลิเคชันที่มีเอเจนต์ช่วยงานเฉพาะ (Task-Specific Agent Applications)

ภายในปีหน้า (2569) AI Assistants จะพัฒนาไปเป็น AI Agents ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะงาน ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาไปสู่ความสามารถด้าน Agentic ที่แท้จริง การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2569 แอปพลิเคชันระดับองค์กร 40% จะมีการฝัง Task-Specific Agents เพิ่มขึ้น จากในปีนี้ที่มีไม่ถึง 5%

“เมื่อ AI Agents เริ่มทำงานได้อย่างเป็นอิสระและจัดการงานที่ซับซ้อนได้ดีมากขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งมนุษย์เข้ามาควบคุม ผู้บริหารต้องมุ่งให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยและการกำกับดูแลอย่างเข้มข้น” Verma กล่าว

ระยะที่ 3: AI Agents ร่วมกันทำงานภายในแอปพลิเคชัน (Collaborative AI Agents Within an Application)

การร่วมมือระหว่าง AI Agents จะเปลี่ยนแปลงนิยามการทำงานของแอปพลิเคชันระดับองค์กร เมื่อองค์กรก้าวข้ามการทำงานอัตโนมัติที่มีเป้าประสงค์อย่างเดียว ภายในปี 2570 การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า 1 ใน 3 ของการนำ Agentic AI ไปใช้จะรวมกับเอเจนต์ที่มีทักษะต่าง ๆ เพื่อจัดการงานที่ซับซ้อนภายในสภาพแวดล้อมของแอปพลิเคชันและข้อมูล

AI Agents ในปัจจุบันมักมุ่งเน้นหน้าที่เฉพาะงานเดี่ยว ๆ ซึ่งอาจจำกัดผลกระทบทางธุรกิจโดยรวม เอเจนต์ที่ร่วมมือกัน (Collaborative Agents) จะเสนอโซลูชันที่ปรับเปลี่ยนและขยายขนาดได้มากขึ้น โดยการเรียนรู้จากข้อมูลเรียลไทม์และการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะใหม่ ๆ ในระยะนี้ ผู้นำเทคโนโลยีจะต้องให้ความสำคัญกับการสร้างมาตรฐานและการทำงานร่วมกัน และนำโปรโตคอลที่รองรับการสื่อสารระหว่างเอเจนต์ด้วยกัน (Agent-to-Agent Communication) มาใช้

ระยะที่ 4: ระบบนิเวศ AI Agent ข้ามแอปพลิเคชัน (AI Agent Ecosystems Across Applications)

ภายในปี 2571 ระบบนิเวศ AI Agent จะช่วยให้เครือข่ายของเอเจนต์เฉพาะทางสามารถร่วมมือกันแบบไดนามิกข้ามหลายแอปพลิเคชัน ช่วยให้ผู้ใช้บรรลุเป้าหมายโดยไม่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับแต่ละแอปพลิเคชันที่ทำงานแยกส่วนกัน

การเปลี่ยนแปลงนี้จะขับเคลื่อนความต้องการในโมเดลธุรกิจใหม่ มีความโปร่งใสมากขึ้น สามารถกำหนดราคาได้แบบไดนามิก และมีการกำกับดูแลเพิ่มขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของ Agentic AI เป็นไปอย่างมีจริยธรรม

การ์ทเนอร์ประเมินว่าภายในปี 2571 หนึ่งในสามของประสบการณ์ผู้ใช้จะเปลี่ยนจากแอปพลิเคชันดั้งเดิมไปสู่ฟรอนต์เอนด์เอเจนติก ซึ่งต้องใช้โมเดลธุรกิจใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตัดออกจากห่วงโซ่คุณค่า

ระยะที่ 5: แอปพลิเคชันองค์กรที่ทำงานได้อย่างอิสระกลายเป็น “ความปกติใหม่” (The “New Normal” for Democratized Enterprise Apps)

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2572 อย่างน้อย 50% ของพนักงานที่มีทักษะหรือ Knowledge Worker จะพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ในการทำงานร่วม ควบคุม และสร้างสรรค์ AI Agent แบบออนดีมานด์ ในงานที่ซับซ้อน

“เมื่อ Agentic AI พัฒนาเติบโตเต็มที่ มาตรฐานของโปรโตคอลและเฟรมเวิร์กจะช่วยให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น ทำให้เอเจนต์สามารถเข้าใจสภาพแวดล้อม จัดการโปรเจกต์ต่าง ๆ คอยสนับสนุนการดำเนินธุรกิจได้กว้างและหลากหลายมากขึ้น องค์กรที่นำเทคโนโลยีนี้มาใช้ช่วงแรกจะสร้างมาตรฐานใน New Normal นี้ ขณะที่องค์กรอื่น ๆ จะตกเป็นผู้ตาม เมื่อมนุษย์เริ่มพึ่งพา AI Agent เทียบเท่าการใช้สมาร์ทโฟนของพวกเขา” Verma กล่าว

Latest articles

ใกล้ถึงฤดูระบาดไข้หวัดใหญ่ ป้องกันด้วยวัคซีน เลือกได้ทั้งชนิดพ่นจมูกและชนิดฉีด

โรคไข้หวัดใหญ่ที่หลายคนคิดว่าเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา จริง ๆ แล้วมีความรุนแรงกว่าที่คิด และสามารถลุกลามเป็นปอดอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ สมองอักเสบ และทำให้เสียชีวิตได้

PUMA X Pokémon คอลแลบคอลเล็กชัน ธีมแห่งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์

PUMA จับมือกับ Pokémon ฃวิชวลของแคมเปญที่เชื่อมโยงโลกของ Pokémon เข้ากับสปอร์ตแวร์สไตล์ของ PUMA สะท้อนความคอนทราสต์ระหว่าง Pokémon แห่งดวงอาทิตย์ Espeon และ Pokémon แห่งดวงจันทร์ Umbreon

วิริยะประกันภัย จับมือกลุ่มทิสโก้ สนับสนุนงานวิ่งการกุศล “Family First Neon Run 2026”

เปิดกิจกรรมวิ่งการกุศล “Family First Neon Run 2026” เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพกายใจภายในครอบครัว พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อพลังแห่งความรักและการแบ่งปันโอกาสสู่สังคม โดยรายได้จากการจำหน่ายบัตรโดยไม่หักค่าใช้จ่าย

วว. พัฒนา นวัตกรรม “โยเกิร์ตถั่วชิกพีพร้อมชง” ปฏิวัติอาหารฟังก์ชันไทย

ในยุคที่การดูแลสุขภาพไม่ได้เป็นเพียงกระแสนิยม แต่กลายเป็นวิถีชีวิตหลักของผู้คนทั่วโลก การเฟ้นหาวัตถุดิบจากธรรมชาติที่มีคุณสมบัติเป็น "อาหารฟังก์ชัน" (Functional Food) หรืออาหารที่ให้คุณประโยชน์มากกว่าคุณค่าทางโภชนาการพื้นฐาน จึงเป็นโจทย์สำคัญที่นักวิจัยทั่วโลกให้ความสนใจ

More like this