VISA แนะโซลูชันการชำระเงินดิจิทัล เสริมประสิทธิภาพการเติบโตให้ธุรกิจ SMB

Published on

บทความโดย รอย เชาเดอร์รี เดบารุน รองกรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าฝ่ายการค้าและโซลูชันธุรกรรมทางการเงิน ของวีซ่า ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (Small and Medium Sized Business – SMB)  เป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่ขับเคลื่อนนวัตกรรม สร้างการจ้างงาน และส่งเสริมการเติบโตของประเทศ กระทรวงพาณิชย์ยังเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากกลุ่ม SMB เป็น 6.6 ล้านล้านบาทในปี 2567 ซึ่งคิดเป็นประมาณ 36 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP ประเทศไทย

การสนับสนุนธุรกิจ SMB ก็เป็นหนึ่งในวิสัยทัศน์หลักของวีซ่า โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ผู้ประกอบการกำลังเผชิญกับภูมิทัศน์ดิจิทัลที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบหลายด้าน อาทิ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป หรือมาตรการใหม่ ๆ อย่างนโยบาย e-invoicing ของประเทศไทยที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับกลุ่มธุรกิจ SMB ในการเริ่มต้นปรับรูปแบบการบริหารการเงินและการดำเนินธุรกิจให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เร็ว ๆ นี้ วีซ่า ได้ทำการศึกษาเรื่อง “ความต้องการบริการทางการเงินแบบดิจิทัลและการชำระเงินของธุรกิจ SMB ในประเทศไทย[1]

ซึ่งเผยข้อมูลเชิงลึกที่จะช่วยให้สถาบันการเงินสามารถสนับสนุนธุรกิจ SMB ได้อย่างตรงจุด ทั้งในด้านการเสริมสร้างรากฐานทางการเงินให้แข็งแกร่ง และการมอบโซลูชันการชำระเงินดิจิทัลที่เหมาะสม เพื่อให้ธุรกิจเหล่านี้มีความยืดหยุ่น แข่งขันได้ และพร้อมรับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ในความก้าวหน้าที่ยังมีความท้าทาย

จากผลการศึกษาของวีซ่า พบว่า ธุรกิจ SMB ในประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างมากในการปรับกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าให้เป็นดิจิทัล โดยมากกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ ได้เริ่มใช้การตลาดและการขายผ่านช่องทางดิจิทัลแล้ว อย่างไรก็ตาม กระบวนการจัดการทางการเงินยังคงอยู่ในรูปแบบอนาล็อก ไม่ว่าจะเป็นการชำระเงินให้ซัพพลายเออร์ การติดตามค่าใช้จ่าย หรือการบริหารกระแสเงินสด โดยเจ้าของธุรกิจจำนวนไม่น้อยยังคงใช้บัตรส่วนตัวในการจัดการเรื่องการเงินของธุรกิจ โดย 80 เปอร์เซ็นต์ ของ SMB ยังใช้บัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตส่วนตัวในการใช้จ่ายฉุกเฉินของธุรกิจ และ 73 เปอร์เซ็นต์ ใช้จ่ายเกินกว่า 5,000 บาท ในการทำธุรกรรมต่อรายการ

หนึ่งในปัจจัยสำคัญของการบริหารการเงินคือการแยกค่าใช้จ่ายส่วนตัวและค่าใช้จ่ายของธุรกิจอย่างชัดเจน การแยกส่วนนี้ไม่เพียงช่วยให้การทำบัญชีเป็นเรื่องง่ายขึ้น แต่ยังช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับธุรกิจได้อย่างเต็มที่อีกด้วย

เมื่อเจ้าของธุรกิจ SMB ใช้บัตรส่วนตัวในการชำระค่าใช้จ่ายของธุรกิจ พวกเขามักต้องเสียเวลาตรวจสอบรายการธุรกรรมเพื่อจำแนกระหว่างค่าใช้จ่ายส่วนตัวและค่าใช้จ่ายของบริษัท ทั้งยังเสี่ยงต่อความผิดพลาดและการแจ้งรายการทางบัญชีที่คลาดเคลื่อนได้อีกด้วย ยิ่งกว่านั้น บัตรส่วนตัวยังไม่มีเครื่องมือและสิทธิประโยชน์ในการบริหารการเงินที่ครบครันเมื่อเทียบกับบัตรที่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจโดยเฉพาะ

บัตรเพื่อธุรกิจไม่ว่าจะเป็นบัตรเดบิต บัตรพรีเพด หรือบัตรเครดิต ถือเป็นตัวช่วยในการจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการใช้บัตรทำธุรกรรมของธุรกิจโดยเฉพาะ เจ้าของกิจการ SMB จะสามารถจัดเก็บข้อมูลทางการเงินได้อย่างเป็นระบบและชัดเจน ซึ่งช่วยให้การทำบัญชีง่ายขึ้น และสามารถติดตามและบริหารจัดการการเงินของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ บัตรธุรกิจยังมาพร้อมฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจโดยเฉพาะ เช่น ระบบติดตามค่าใช้จ่าย การวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียด และการเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์บัญชี สำหรับบัตรเครดิตเพื่อธุรกิจ ยังมีบริการเพิ่มเติมที่บัตรส่วนตัวไม่สามารถให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นวงเงินหมุนเวียนที่เหมาะสม โปรแกรมสะสมแต้มที่ออกแบบเพื่อธุรกิจโดยเฉพาะ รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น ประกันการเดินทาง การคุ้มครองสินค้า และส่วนลดสำหรับบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ

ผู้ประกอบการ SMB สามารถใช้ประโยชน์เหล่านี้เพื่อเสริมสภาพคล่องของกระแสเงินสด ทั้งยังได้รับคะแนนสะสมและรางวัลอื่น ๆ เมื่อมีการใช้จ่ายผ่านบัตร นอกจากนี้ การมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่พร้อมใช้งาน ยังช่วยให้ธุรกิจได้โอกาสในการลงทุนอย่างทันท่วงที

โซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการสำหรับธุรกิจ SMB

การศึกษานี้ ยังเผยให้ทราบว่า มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ของธุรกิจ SMB เชื่อว่าการมีบัตรธุรกิจแบบเสมือนจริง หรือบัตรเวอร์ชวล (Virtual Business Card) จะช่วยลดความจำเป็นในการนำเงินส่วนตัวมาใช้จ่ายในธุรกิจ ทำให้เครื่องมือทางการเงินแบบดิจิทัลกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจยิ่งขึ้น บัตรแบบเวอร์ชวลเหล่านี้มาพร้อมฟีเจอร์หลากหลาย เช่น การกำหนดวงเงินการใช้จ่าย การติดตามธุรกรรมแบบเรียลไทม์ การกำหนดวงเงินตามระดับตำแหน่งและประเภทงาน และการเชื่อมต่อกับระบบบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างไร้รอยต่อ คุณสมบัติเหล่านี้เป็นสิ่งที่บริษัทมองหาเพื่อการยกระดับการบริหารค่าใช้จ่าย และเพิ่มความโปร่งใสในการจัดการทางการเงินของธุรกิจ

นวัตกรรมโซลูชันของวีซ่าที่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจ SMB โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นบัตรธุรกิจแบบเวอร์ชวล หรือเครื่องมือบริหารค่าใช้จ่ายผ่านมือถือ ล้วนถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยเจ้าของกิจการควบคุมการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความโปร่งใส และลดภาระงานด้านเอกสารและการจัดการทางบัญชีในแต่ละวัน

ผลการศึกษาของวีซ่า พบว่าสี่ในห้าหรือ 79 เปอร์เซ็นต์ ของธุรกิจ SMB ได้เริ่มใช้งานเครื่องมือดิจิทัลในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายบ้างแล้ว แม้กลุ่มธุรกิจขนาดเล็กยังมีการใช้เครื่องมือบริหารการเงินแบบใหม่ไม่มากนัก แต่ก็มีความสนใจในโซลูชันดิจิทัล ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนความต้องการนี้ ได้แก่ ความสามารถในการติดตามรายรับรายจ่าย (60 เปอร์เซ็นต์) ใช้งานได้ผ่านโทรศัพท์มือถือ (50 เปอร์เซ็นต์) การผูกกับบัญชีธนาคาร (35 เปอร์เซ็นต์) และการเข้าถึงข้อมูลบัญชีแบบเรียลไทม์ (30 เปอร์เซ็นต์) แนวโน้มเหล่านี้สะท้อนถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจ SMB ในการใช้งานโซลูชันทางการเงินที่ชาญฉลาด และยืดหยุ่นยิ่งขึ้น ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการใช้งานได้ตามขนาดธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

พันธมิตร คือกุญแจสำคัญที่สนับสนุนทั้งระบบนิเวศ

วีซ่าเป็นเครือข่ายการชำระเงินดิจิทัล และเราเชื่อในความสำคัญของความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบนิเวศ ด้วยการทำงานร่วมกัน เราสามารถผลักดันสถาบันการเงินและฟินเทค ในการนำเสนอโซลูชันการชำระเงินที่ล้ำสมัยแก่ภาคธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่อาจจะยังไม่มีข้อสรุปว่าจะใช้ระบบการชำระเงินและโซลูชันดิจิทัลอย่างไร เพราะพวกเขาให้ความสนใจกับเรื่องที่สิ่งสำคัญ เช่น การทำกำไร การขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ และการบริหารต้นทุนการดำเนินงาน ซึ่งวีซ่าเชื่อว่าการนำเสนอและสนับสนุนโซลูชันการชำระเงินดิจิทัล จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ความคล่องตัว และการวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจเชิงลึก พร้อมการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิผล

ด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาวะเศรษฐกิจและมาตรการใหม่ ๆ เช่น การออกใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ (e-invoice) ที่จะเริ่มบังคับใช้ในอีกไม่นานนี้  ที่ธุรกิจ SMB ไม่สามารถรอได้อีกต่อไป ข่าวดีคือข้อมูลจากการศึกษาของวีซ่าชี้ให้เห็นว่า 63 เปอร์เซ็นต์ ของธุรกิจเหล่านี้ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ e-invoicing แล้ว และมองว่านี่คือโอกาสในการอัปเกรดระบบและยกระดับประสิทธิภาพในการดำเนินงานของตนเอง

วิสัยทัศน์ของวีซ่าคือการเสริมศักยภาพให้ผู้ประกอบการไทยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นสตาร์ทอัพสายเทคที่กำลังเติบโต ไปจนถึงร้านค้าของครอบครัว ให้สามารถมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในเศรษฐกิจดิจิทัล ธุรกิจ SMB ควรเข้าถึงเครื่องมือที่ช่วยให้พวกเขาจัดการกับความซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ และขยายธุรกิจได้อย่างยั่งยืนในแบบของตนเอง วีซ่าภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมกับ SMB ไทย ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้ให้บริการด้านการชำระเงิน แต่ในฐานะพันธมิตรที่น่าเชื่อถือในด้านนวัตกรรม บริการทางการเงินที่เข้าถึงได้ และความสำเร็จที่ยั่งยืน

โปรดติดตามการเผยแพร่รายงานการศึกษาฉบับเต็มเรื่อง “ความต้องการบริการทางการเงินแบบดิจิทัลและการชำระเงินของธุรกิจ SMB ในประเทศไทย” ซึ่งจะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกและแนวทางปฏิบัติ เพื่อช่วยให้ธุรกิจ SMB ปลดล็อกศักยภาพด้านการเงินดิจิทัล และเติบโตอย่างแข็งแกร่งในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว


[1] การศึกษาเกี่ยวกับความต้องการบริการทางการเงินแบบดิจิทัลและการชำระเงินของธุรกิจ SMB ในประเทศไทย โดย วีซ่า จัดทำในเดือนพฤษภาคม 2568 โดยสำรวจความคิดเห็นของธุรกิจ SMB จำนวน 800 ราย ในประเทศไทย ซึ่งมีจำนวนพนักงานระหว่าง 5 ถึง 200 คน และมีรายได้ต่อปีตั้งแต่ 2 ล้านบาท ไปจนถึง 500 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วประเทศ

Latest articles

โตชิบา – แอร์บัส โชว์พลังงานไฮโดรเจนมอเตอร์ตัวนำยิ่งยวด ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินยั่งยืน  

เครื่องบินที่ใช้พลังงานไฮโดรเจนจะเป็นตัวพลิกโฉมรูปแบบการเดินทาง โดยแทนที่เชื้อเพลิงฟอสซิลด้วยโซลูชันพลังงานสะอาด ไฮโดรเจนสามารถให้พลังงานแก่เครื่องบินได้สองวิธี

มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ส่ง “D.I.Y. LOVE COLLECTION” รวมไอเดียของขวัญวาเลนไทน์

มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ต้อนรับเทศกาลแห่งความรัก ชวนทุกคนส่งต่อความรู้สึกดีๆ ผ่านสินค้า “D.I.Y. LOVE COLLECTION รวมไอเดียของขวัญแทนใจ” ในวันวาเลนไทน์

Booking.com เผย ‘ยุคทองของทุกคน’ เทรนด์การเดินทางปี 2569

แบบสำรวจการคาดการณ์เทรนด์การเดินทางฉบับครบรอบ 10 ปีโดย Booking.com เปิดเผยว่า ในปี 2569 ผู้เดินทางจะเลือกการเดินทางที่คำนึงถึงความเป็นตัวของตัวเองเป็นหลักอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

The Show Must Go On  เรื่องเล่าผ่านเลนส์ของ ‘สมัชชา อภัยสุวรรณ’ ใน BKKDW 2026 

นิทรรศการภาพถ่ายชุด The Show Must Go On โดย สมัชชา อภัยสุวรรณ นำเสนอเรื่องราวของย่านชุมชนชาวจีน ผ่านการจัดแสดงในรูปแบบ Photo Bomb โดยไม่รบกวนจังหวะเดิมของสถานที่ เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลออกแบบกรุงเทพฯ 2569

More like this