LTR Visa ความหวังของเศรษฐกิจไทย

Published on

ท่ามกลางแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาพลังงานผันผวนอย่างต่อเนื่อง อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลายประเทศต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอย

ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และการแบ่งขั้วทางการเมืองของประเทศมหาอำนาจ เร่งให้เกิดการย้ายฐานผลิตอีกครั้ง ถือเป็นโจทย์ใหม่ที่ท้าทายสำหรับประเทศไทยในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลไทยได้ใช้ความได้เปรียบจากการเป็นศูนย์กลางการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน และความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศนี้ ในการดึงดูดต่างชาติกลุ่มใหม่ผู้มีความมั่งคั่ง มีทักษะและความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีใหม่ เพื่อมากระตุ้นการใช้จ่าย การลงทุน และช่วยผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

ล่าสุด เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีการเปิดตัววีซ่าประเภทใหม่ “Long – Term Resident Visa: LTR Visa” และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ เพื่อขับเคลื่อน LTR Visa ให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงดูดกลุ่มนักลงทุน ผู้มีความมั่งคั่ง ผู้มีทักษะและความเชี่ยวชาญสูงให้เข้ามาพำนักในประเทศไทย

โดย LTR Visa เป็นวีซ่าพำนักระยะยาวสำหรับชาวต่างชาติ โดยให้สิทธิพำนักในประเทศไทยได้ถึง 10 ปี พร้อมได้ใบอนุญาตทำงานควบคู่ไปด้วย และให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี โดยลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเหลือร้อยละ 17 และให้สิทธิมีผู้ติดตามได้ 4 คน มีเป้าหมายดึงชาวต่างชาติกลุ่มใหม่

จุดเด่นของ LTR Visa คือ ผ่อนปรนข้อบังคับต่าง ๆ ของผู้พำนักชาวต่างชาติ เช่น สิทธิในการใช้ช่องทางพิเศษในการเข้าออกราชอาณาจักร การรายงานตัวทุก 1 ปี จากเดิม 90 วัน ช่วยอำนวยความสะดวกให้การจ้างงานชาวต่างชาติทำงานได้ง่ายขึ้น ส่งผลในการช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเอกชนไทย และช่วยยกระดับเศรษฐกิจไทยไปสู่เศรษฐกิจใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง

LTR Visa ได้รับกระแสการตอบรับที่ดีจากกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ และผู้เชี่ยวชาญที่ต้องการทำงานในประเทศไทย โดยหลังเปิดตัวเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2565 และตลอดเดือนกันยายน 2565 มีผู้ยื่นขอ LTR Visa แล้ว 831 คำขอ โดยร้อยละ 39 ของกลุ่มที่ยื่นขอ LTR Visa เป็นผู้เกษียณอายุจากต่างประเทศ (Wealthy Pensioners) รองลงมาเป็นกลุ่มผู้ที่ต้องการทำงานจากประเทศไทย (Work-from-Thailand Professionals) คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 30 จะเห็นได้ว่าผู้ที่ยื่นขอ LTR Visa เป็นผู้เกษียณอายุที่มั่งคั่ง และเป็นกลุ่มผู้ที่ต้องการทำงานในประเทศไทย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และมีความสามารถในการจับจ่าย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ รัฐบาลไทยตั้งเป้าหมายจะมีชาวต่างชาติขอให้สิทธิ LTR Visa ราว 1 ล้านคน ภายใน 5 ปี

บีโอไอปรับโครงสร้างองค์กรรับ LTR Visa
เพื่อเป็นการรองรับการให้บริการ LTR Visa บีโอไอในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบหลักได้มีการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ อำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน และส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ โดยเปิด 2 กองใหม่ ได้แก่ กองบริการชาวต่างชาติ (Expatriate Services Division) และกองเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness Enhancement Division)

สำหรับกองบริการชาวต่างชาติ (Expatriate Services Division) ที่บีโอไอตั้งขึ้นใหม่ จะเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน LTR Visa รวมถึง SMART Visa เพื่อรองรับการเข้ามาพำนักและทำงานของบุคลากรต่างชาติในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมในประเทศไทย รวมทั้งได้ยกระดับศูนย์บริการวีซ่าและใบอนุญาตทำงานให้ครอบคลุมบุคลากรต่างชาติหลากหลายกลุ่มมากขึ้น ด้วยบริการผ่านระบบ e – services ต่าง ๆ

LTR Visa ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศไทย ในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะสูงในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่จะช่วยยกระดับเศรษฐกิจไทยไปสู่อนาคต ด้วยความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นฐานผลิตของภูมิภาค ในท่ามกลางวิกฤตของโลกที่เกิดขึ้น จะเป็นโอกาสของเศรษฐกิจไทยอีกครั้

Latest articles

สสส. เผยวิกฤติสงฆ์ไทย 78% เสี่ยงปัญหาความดันและไขมันในเลือดสูง พร้อมเปิดตัวโครงการ “ตักบาตรคิดถึงสุขภาพพระ”

สสส. เผยข้อมูลสุขภาพพระสงฆ์ไทยทั่วประเทศในปี 2565-2568 พบว่า 78%* ของพระสงฆ์ไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงกับโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับอาหารที่ฉัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไขมันในเลือดสูง ซึ่งพระสงฆ์ที่เข้ารับการตรวจมีภาวะคลอเรสเตอรอลสูงกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร มากถึง 47.84%-55.42% มีโรคความดันโลหิตสูง มียอดผู้ป่วยสูงสุดเป็นอันดับ 1 คือ 73,077 ราย รวมทั้งมีภาวะอ้วนสะสมถึง 35.73%-44.95% ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ก่อให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมา

“เพ็ญภาค” ทรานส์ฟอร์มสู่ผู้ผลิตเครื่องดื่ม RTD และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารครบวงจร

“เพ็ญภาค” ผู้บุกเบิกตลาดยาสมุนไพรและเครื่องดื่มสุขภาพระดับตำนานที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 109 ปี ประกาศปรับทิศทางธุรกิจครั้งใหญ่ ทรานส์ฟอร์มสู่การเป็นผู้ผลิตเครื่องดื่มพร้อมดื่ม (RTD) ทั้งกลุ่มไม่มีแอลกอฮอล์ (Non-Alcohol), มีแอลกอฮอล์ (Alcohol) และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างเต็มรูปแบบ ตอกย้ำภาพลักษณ์เจ้าตลาดเครื่องดื่มสมุนไพรอัดก๊าซซ่าเจนใหม่ที่เข้าถึงไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่อย่างลงตัว

Disrupt Health Impact Fund จับเทรนด์ Women’s Health ลงทุนใน “Osteoboost” จากสหรัฐฯ

กองทุน Disrupt Health Impact Fund ประกาศลงทุนใน Osteoboost สตาร์ทอัพ Women's Health Tech สัญชาติอเมริกัน ผู้พัฒนาอุปกรณ์ wearable ตัวแรกและตัวเดียวที่ได้รับการรับรองจาก FDA เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับชะลอภาวะกระดูกบาง เทคโนโลยี Precision Vibration Therapy ของ Osteoboost ช่วยชะลอการลดมวลกระดูกบริเวณกระดูกสันหลังและสะโพก

AirAsia MOVE ชี้ความต้องการเดินทางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเติบโตต่อเนื่อง

AirAsia MOVE แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวชั้นนำของภูมิภาค เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกด้านการเดินทางประจำไตรมาส 1 ปี 2569 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความต้องการเดินทางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

More like this