พญาไท 2 ก้าวสู่ State-of the art “เมื่อคนไข้เป็นศูนย์กลาง”

Published on

ปัจจุบัน ภาพรวมปัญหาสุขภาพของคนไทยมีทิศทางที่ดีขึ้น จากการได้รับการดูแลรักษา ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่พัฒนาขึ้น ประกอบกับผู้ป่วย หรือคนไข้ มีทางเลือกในการรักษามากมาย ผ่านองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมากมายมหาศาล (บิ๊กดาต้า) ธุรกิจโรงพยาบาลจำเป็นต้องปรับตัวเช่นเดียวกัน

นายแพทย์ อนันตศักดิ์ อภัยรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพญาไท 2 เล่าถึงพัฒนาของโรงพยาบาลพญาไท 2 เนื่องในโอกาสครบรอบ 32 ปี และก้าวสู่ปีที่ 33 ว่า ช่วง 10 ปีแรกของการก่อตั้งโรงพยาบาลพญาไท 2 ให้การดูแลรักษาผู้ป่วยตามอาการทั่วไป ในช่วง 10 ปีต่อมา เน้นการพัฒนาคุณภาพการรักษา เพื่อดูแลผู้ป่วยให้ได้ตามมาตรฐานสากล และช่วง 10 ปีหลัง โรงพยาบาลมีความมุ่งมั่นที่จะก้าวจากมาตรฐานระดับประเทศ ไปสู่มาตรฐานระดับสากล เช่น โปรแกรมมาตรฐานรับรองเฉพาะโรค CCPC มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าทันสมัย

สำหรับปีนี้ โรงพยาบาลมุ่งต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์ก้าวหน้าระดับโลก หรือ State-of the art Medical Campus เพื่อให้บริการทางการแพทย์ด้วยเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในการรักษาผู้ป่วยที่เข้ามาใช้บริการของโรงพยาบาล เป็น Research based hospital มีการวิจัยและพัฒนาด้านการแพทย์ ทั้งการจับมือกับสถาบันการแพทย์นานาชาติ เช่น Oregon Health & Science University (OHSU) / Osaka University Hospital ในด้านการส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันโดยปรับไลฟ์สไตล์ในการชีวิตนำไปสู่สุขภาพที่ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ในด้านการดูแลรักษา ไม่ใช่แค่การดูแลผู้ป่วย แต่ต้องมีความใส่ใจมากขึ้น ซึ่งช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลยึดหลัก “Customer Centric” หรือคนไข้เป็นศูนย์กลางของการรักษา ให้ข้อมูลที่ชัดเจน เข้าใจบริบทและความต้องการที่แท้จริงของผู้ป่วย ปรับเปลี่ยนแผนการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย รวมถึงพัฒนานวัตกรรมเชิงป้องกันโรคที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับรหัสพันธุกรรม รวมถึงโรคความเสื่อมของร่างกายที่สามารถวางแนวทางการรักษาได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

“การดูแลผู้ป่วยด้วยแนวทางนี้ ทีมแพทย์ พยาบาลและบุคลากร จะต้องมีกระบวนการในการทำความเข้าใจในมุมมอง เคารพในความต่าง ความซับซ้อนของจิตใจ สังคม พื้นฐานและประสบการณ์ชีวิตของผู้ป่วย รวมถึงต้องสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ป่วย ให้การดูแลรักษาผู้ป่วยควบคู่กับการส่งเสริมสุขภาพ ทั้งการป้องกันก่อนป่วยในกลุ่มทั่วไป ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโรค และการป้องกันโรคแทรกซ้อนในกลุ่มที่เป็นโรคแล้ว” นายแพทย์ อภิรักษ์ ปาลวัฒน์วิไชย ผู้อำนวยการแพทย์กล่าวเสริม

นายแพทย์ อนันตศักดิ์ กล่าวว่า การให้ข้อมูล ทางเลือกต่างๆ ในการรักษาแก่ผู้ป่วยเป็นรายบุคคล เป็นการให้อำนาจในการตัดสินใจเลือกแนวทางรักษาของผู้ป่วย ยินดีให้ผู้ป่วยรับการวินิจฉัยจากบุคลากรทางการแพทย์ได้หลายคน นำไปสู่การเลือกแนวทางรักษาที่ดีที่สุด โดยผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ สร้างความรู้สึกที่ดี เพิ่มการเข้าถึงโรงพยาบาลได้มากขึ้น เพราะปัจจุบันมีบิ๊กดาต้ามากมายในวงการแพทย์ที่ผู้ป่วยเองมีกระบวนการเรียนรู้ เป็นการสร้างความเข้าใจที่ดีระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ นำไปสู่แนวทางการรักษาที่ดีที่สุด สอดรับกับแนวทางการให้บริการผู้ป่วยแบบ “เข้มข้น ใส่ใจ เชื่อมโยง”

ทั้งนี้ ในโอกาสครบรอบ 32 ปี โรงพยาบาลพญาไท 2 จัดทำแคมเปญ “สุขภาพดีครบ 32” ที่เน้นการตรวจหาความเสี่ยงของโรค ที่ออกแบบแพคเกจให้เหมาะสมกับทุกช่วงวัย และเป็นกลุ่มหลักที่เข้ามาใช้บริการของโรงพยาบาล ได้แก่ ช่วงวัยทำงาน 30 ปีขึ้นไป เน้นเรื่องโรคที่อาจเกิดจาการทำงาน เช่นปวดหัว ออฟฟิศซินโดรม ปวดตาจากการใช้คอมพิวเตอร์/โทรศัพท์เคลื่อนที่ การตรวจสารโลหะหนัก โรคเครียดจากการทำงาน หมดไฟ (ต่อมหมวกไตล้า) โรคกล้ามเนื้อ/เส้นเอ็นอักเสบ โรคมะเร็ง ตรวจหาภูมิแพ้จากเลือด เป็นต้น

ช่วงวัย 50 ปีขึ้นไป เน้นการปรับพฤติกรรม รับมือกับความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย โรคที่เกิดจากพฤติกรรม โรคเรื้อรัง เช่นเบาหวาน หลอดเลือดหัวใจ ความดัน โรคที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน วัยทอง มะเร็งฯลฯ
กลุ่มแม่และเด็ก เน้นสุขภาพแม่และเด็ก ตั้งแต่ครรภ์ คลอด หลังคลอด เพราะการตั้งครรภ์ในปัจจุบันจะเกิดขึ้นในผู้หญิงกลุ่มอายุ 35 ปีขึ้นไป ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ สุขภาพคุณแม่มือใหม่ พัฒนาการเด็ก
และแพคเกจทั่วไปราคา 3,200 บาท ตรวจทั้งหมด 18 รายการ

จากข้อมูลจาก TDRI ระบุว่า ปัจจุบันค่าใช้จ่ายสุขภาพโดยรวมของคนไทยแบ่งเป็นค่ารักษาพยาบาล 75% ค่าป้องกันและดูแลสุขภาพ 5% และมีค่าอื่น ๆ เช่น ซื้อวิตามินอีก 20% โดยกลุ่มโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงมักเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันคือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งกลุ่มโรคเหล่านี้ส่วนใหญ่ป้องกันได้ หากมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิตมาเป็นการดูแลสุขภาพ ตรวจหาความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนการรักษาได้เพิ่มมากขึ้น

Latest articles

ซัมเมอร์นี้เก็บกระเป๋าไปฮ่องกงกับ Trip.com จัดดีลคุ้ม 2 ต่อ รับส่วนลดสูงถึง 50%

ซัมเมอร์นี้ Trip.com ชวนนักเดินทางชาวไทยสัมผัสสีสันแห่งฤดูร้อนในฮ่องกง พร้อมอีเวนต์ระดับนานาชาติ กิจกรรมความบันเทิง และสิทธิประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวตลอดฤดูกาล ภายใต้แคมเปญ “Hong Kong Summer Fun” โดย Trip.com ได้จับมือกับการท่องเที่ยวฮ่องกง (Hong Kong Tourism Board: HKTB) เปิดตัวดีลท่องเที่ยวสุดพิเศษตลอดทั้งแคมเปญ

Deloitte’s 2025 Asia Pacific Tax and Tariff Complexity Survey Pinpoints the Threshold That Triggers C-suite Action

Deloitte’s 2025 Asia Pacific Tax & Tariff Complexity Survey finds that 41% of business leaders would consider significant supply chain realignment even with cost increases below 20%, and another 42% capping their tolerance for tariff-related cost increase at 40% - a threshold far lower than expected.

ดีลอยท์ชี้ต้นทุนพุ่ง 21-40% ดันธุรกิจเกือบครึ่งในเอเชียแปซิฟิก ปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานครั้งใหญ่

ดีลอยท์เปิดเผยผลสำรวจ Deloitte Asia Pacific Tax & Tariff Complexity Survey 2025 พบว่า ร้อยละ 41 ของผู้นำธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พร้อมพิจารณาปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานอย่างมีนัยสำคัญ แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นไม่ถึงร้อยละ 20 ขณะที่อีกร้อยละ 42 ระบุว่า สามารถรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการภาษีศุลกากรได้ไม่เกินร้อยละ 40 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก

เทรนด์โภชนาการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ของคนไทย

อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยกำลังก้าวสู่ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากเทรนด์ที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น และมองหาทางเลือกด้านโภชนาการที่ทั้งสะดวกและสอดรับกับการใช้ชีวิตในแต่ละวัน เต็ดตรา แพ้ค เผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดอาหารเสริมและโภชนาการ (Food Supplement and Nutrition: FSN) พร้อมชี้ให้เห็นถึงโอกาสสำหรับผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคผ่านนวัตกรรมเครื่องดื่มพร้อมดื่ม

More like this