มหิดล ชูศักยภาพด้านการแพทย์และสาธารณสุข เปิดยุทธศาสตร์ใหม่ “Holistic Wellbeing”

Published on

มหาวิทยาลัยมหิดล เดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Wellness Economy ผ่านการประกาศยุทธศาสตร์ “Holistic Wellbeing” หรือ “สุขภาวะองค์รวม” ภายใต้แนวคิด“The Next Milestone: Mahidol and the Future of Thailand’s Holistic Wellbeing” เพื่อยกระดับสุขภาพและสุขภาวะของประชาชนในทุกช่วงวัย ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมสุขภาพแห่งอนาคต โดยอาศัยศักยภาพด้านการศึกษา การวิจัย นวัตกรรม และบริการสุขภาพของมหาวิทยาลัย

พร้อมต่อยอดความสำเร็จจากการได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลกด้าน SDG 3: Good Health and Well-being จาก THE Sustainability Impact Ratings 2026 จากมหาวิทยาลัย 1,254 สถาบันทั่วโลกด้วยคะแนนรวมสูงสุด 93.6 จาก 100 คะแนน ซึ่งสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยมหิดลในการสร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจและระบบสุขภาพของประเทศ รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่สุขภาพไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการรักษาพยาบาล แต่เป็นเครื่องยนต์ของการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ทำให้ Wellness Economy กลายเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก โดยข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า ในปี 2024 เศรษฐกิจสุขภาวะของโลกมีมูลค่าสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 7% ต่อปี ในช่วงปี 2024–2029

ทั้งนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าในปี 2029 Wellness Economy จะเพิ่มขึ้นสู่ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐและมีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าเศรษฐกิจโลกโดยรวมเกือบสองเท่า ขณะเดียวกันภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ยังได้ก้าวขึ้นเป็นตลาดเศรษฐกิจสุขภาพที่มีขนาดใหญ่อันดับสองของโลก ด้วยมูลค่าราว 2.03 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของภูมิภาคสู่ศูนย์กลางใหม่ของเมกะเทรนด์ด้านสุขภาพ เปิดโอกาสให้ประเทศที่มีความพร้อมด้านการแพทย์และบริการระดับสากลอย่างประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นมาเป็นหมุดหมายสำคัญของโลกได้

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล

Wellness Economy ครอบคลุมธุรกิจที่หลากหลาย โดยกลุ่มที่มีมูลค่าสูงที่สุดในตลาดโลก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายและความงาม (Personal Care & Beauty) รองลงมาคือ อาหารเพื่อสุขภาพและอาหารแห่งอนาคต (Healthy Eating/Future Food) และ การออกกำลังกาย (Physical Activity) ในขณะที่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) และ อสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาวะ (Wellness Real Estate) แม้จะมีสัดส่วนตลาดรองลงมา แต่เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพการเติบโตโดดเด่นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่สูงขึ้นเฉลี่ยถึง 16% ต่อปี และอสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาวะมีมูลค่าถึง 1 ใน 3 ของตลาดรวม

สะท้อนให้เห็นว่าแนวโน้มของโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการมุ่งรักษาโรค ไปสู่การลงทุนเพื่อส่งเสริมสุขภาวะ คุณภาพชีวิต และการมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว สำหรับประเทศไทย ตลาด Wellness Economy มีมูลค่าประมาณ 600,000 – 670,000 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยราว 5% ซึ่งยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะประเทศไทยมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) และได้รับการจัดอันดับอยู่ใน 15 อันดับแรกของโลก จึงเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดองค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรม และบริการสุขภาพมูลค่าสูง เพื่อยกระดับศักยภาพในการแข่งขัน และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพของภูมิภาค

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร กล่าวเสริมว่า การเติบโตของ Wellness Economy ที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยมหิดลจึงได้วางยุทธศาสตร์ Holistic Wellbeing (สุขภาวะองค์รวม) ให้เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่สำคัญของประเทศเพื่อยกระดับสุขภาวะของประชาชนในทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กปฐมวัย ครอบครัว ชุมชน วัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยมุ่งพัฒนา “สุขภาวะ” ในมิติที่กว้างกว่าการรักษาโรค ครอบคลุมทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียม ผ่านการขับเคลื่อน Wellness Economy ของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่

· บริการทางการแพทย์ (Medical Service) – ยกระดับบริการทางการแพทย์มูลค่าสูง โดยมุ่งพัฒนาการรักษาเฉพาะทางและเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงที่มีศักยภาพในการแข่งขันระดับโลก อาทิ การผ่าตัดส่องกล้อง (MIS) ทั้งกระดูกสันหลังและหัวเข่า, การดูแลสุขภาพสำหรับกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (Transgender Healthcare) เป็นต้น

· บริการเพื่อสุขภาพ (Wellness Service) – ยกระดับบริการสุขภาพและเวลเนสแบบองค์รวม โดยต่อยอดจุดแข็งในธุรกิจบริการเพื่อสุขภาพ ทั้งแบบดั้งเดิม ได้แก่ สปา นวดไทย การแพทย์แผนไทย และการฝึกสมาธิจิตตปัญญา (Mindfulness) รวมถึงแบบฐานวิทยาศาสตร์ โดยผสานองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ เวชศาสตร์จีโนม (Genomic Medicine) วิทยาศาสตร์การกีฬา (Sport Science) และการออกกำลังกายที่ออกแบบตามรหัสพันธุกรรม เพื่อพัฒนาบริการสุขภาพมูลค่าสูง ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่

· ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (Industrial Product) – สร้างมูลค่าเพิ่มจากองค์ความรู้ งานวิจัย และทรัพยากรชีวภาพของประเทศ สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง อาทิ อาหารฟังก์ชันและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Functional Food & Food Supplements) เครื่องสำอางจากสมุนไพร (Cosmeceutical) และชุดตรวจวินิจฉัยโรค (Diagnostic Test Kits) ควบคู่กับการพัฒนา MU Bioplant: โรงงานต้นแบบผลิตยาชีววัตถุและสารชีวโมเลกุลมาตรฐานสากล ขยายโอกาสสู่ตลาดผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูงระดับโลก

· การวิจัยและพัฒนา (Research & Development: R&D) – ขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นบทบาทหลักของมหาวิทยาลัย ผ่านการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยีขั้นสูง และโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย อาทิ คลังข้อมูลพันธุกรรมเพื่อการแพทย์แห่งอนาคต Medical AI เพื่อยกระดับการวินิจฉัยและการรักษา รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell) และการรักษาด้วยยีน (Gene Therapy) เพื่อผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริงในระบบสุขภาพ ต่อยอดเชิงพาณิชย์ควบคู่กับการสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืน

ศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรสมภพ ประธานธุรารักษ์ รองอธิการบดีฝ่ายแผนกลยุทธ์ พัฒนาคุณภาพและพันธกิจเพื่อสังคม กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดลได้รับการจัดอันดับเป็น มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลกด้าน SDG 3: Good Health and Well-being จาก THE Sustainability Impact Ratings 2026 ซึ่งเป็นเวทีจัดอันดับมหาวิทยาลัยด้านความยั่งยืนระดับโลกที่ใช้กรอบการประเมินตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ โดยความสำเร็จครั้งนี้เป็นผลจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของมหาวิทยาลัยมหิดล นับตั้งแต่เริ่มเข้าร่วมการจัดอันดับด้าน SDG 3 ในปี 2020 ซึ่งขยับจาก อันดับ 77 ของโลก สู่อันดับ 16, 7, 3 และล่าสุดได้ก้าวขึ้นสู่ อันดับ 1 ของโลกในปี 2026 นี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการบูรณาการการศึกษา การวิจัยการผลิตบุคลากรด้านสุขภาพ และการรับใช้สังคม จนสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสุขภาวะของประชาชนได้

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้มหาวิทยาลัยมหิดลได้รับการจัดอันดับ 1 ในครั้งนี้ มาจากความโดดเด่นในด้าน Collaborations & Health Services ซึ่งมีสัดส่วนคะแนนถึง 38.40% จากการดำเนินงานด้านบริการสุขภาพและความร่วมมือกับหน่วยงาน เครือข่าย และชุมชน ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ รวมถึงด้าน Number Graduating in Health Professions ซึ่งคิดเป็น 34.60% จากบทบาทของมหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันหลักที่ผลิตบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขในระดับประเทศ

“การได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลกด้าน SDG 3: Good Health and Well-being ไม่ใช่เพียงความสำเร็จของมหาวิทยาลัยมหิดล แต่เป็นภารกิจครั้งสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนอนาคตสุขภาวะองค์รวมของประเทศไทย จากนี้เราจะเดินหน้าต่อยอดองค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรม และการผลิตบุคลากรคุณภาพ เชื่อมโยงความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างอุตสาหกรรมสุขภาพและสุขภาวะแห่งอนาคต พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Wellness Economy ที่เติบโตอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ ก้าวต่อไปของมหาวิทยาลัยมหิดล คือการต่อยอดยุทธศาสตร์ “Holistic Wellbeing” เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพและนวัตกรรมที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และการใช้ประโยชน์จริงเข้าด้วยกัน ผ่านการบูรณาการศาสตร์จากหลากหลายสาขา นวัตกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูงควบคู่กับการผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ

โดยมีตัวอย่างการดำเนินงานต่าง ๆ ที่ผ่านมาอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ โมเดลบริการสุขภาพของ ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และศิริราช บางโพ ที่สามารถนำรายได้กลับมาสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยด้อยโอกาส การเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยสิทธิ 30 บาทเข้าถึงการรักษาด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง การต่อยอดสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง รวมถึงการพัฒนา Medical AI Center ร่วมกับ NVIDIA และเทคโนโลยี Gene Therapy เพื่อยกระดับการรักษาโรคซับซ้อน ซึ่งทั้งหมดนี้ได้สะท้อนศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมให้เป็นทั้งคุณค่าทางสังคมและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นฮับด้านสุขภาพและสุขภาวะของภูมิภาคต่อไปในอนาคต

Latest articles

กรมการพัฒนาชุมชน ชวนช้อปสินค้า OTOP ในงาน “OTOP Trader Connect” 

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จัดงาน “OTOP Trader Connect : เชื่อมตลาด สร้างคู่ค้า ขยายโอกาสธุรกิจ” ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2569 ณ ลานโปรโมชัน ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต

เอกชน ชี้เศรษฐกิจ-ส่งออกไทย โตแบบ K-Shape แนะทางรอดประเทศ การเมืองนิ่ง-ปราบคอร์รัปชัน เน้นร่วมมือรัฐ-เอกชน ฝ่าวิกฤต

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วง 10 เดือนของปีนี้มีทิศทางปรับตัวดีขึ้น เป็นผลมาจากการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทย (GDP) ทั้งปีนี้จะขยายตัวได้ราว 2.1-2.5%

“เอกนิติ” กางยุทธศาสตร์ “Thailand Next Economy 2027 ดันไทยสู่ Second Take-off รับมือ 5 คลื่นมรสุมโลก

“เอกนิติ” ชี้ไทยต้องใช้โอกาสจากเวที IMF-World Bank สร้างความเชื่อมั่นต่อยอดลงทุน ย้ำโลกผันผวนต้องอุดรอยรั่วเศรษฐกิจ ช่วยเหลือประชาชนตรงกลุ่ม เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน พร้อมยกระดับทักษะแรงงาน หวังสร้าง Second Take-off ให้เศรษฐกิจไทย

สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จัดใหญ่ “Thailand Next Economy 2027”พร้อมมอบรางวัล CEO Econmass Awards 2026

สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) , สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดงานสัมมนาใหญ่เศรษฐกิจไทย ประจำปี 2569 ภายใต้หัวข้อ “Thailand Next Economy 2027

More like this