เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ได้จัดสัมมนาหัวข้อ “New S-Curve Thailand”ในงาน CEO Econmass Award 2026 โดยนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วง 10 เดือนของปีนี้มีทิศทางปรับตัวดีขึ้น เป็นผลมาจากการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทย (GDP) ทั้งปีนี้จะขยายตัวได้ราว 2.1-2.5% ขณะที่การส่งออกขยายตัวได้ดีเกินคาด คาดปีนี้ขยายตัว 18-25%
ทั้งนี้ ตัวเลขการส่งออกที่เติบโตสูงนั้นเป็นสภาวะ K-Shape เนื่องจากประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับกลุ่มสินค้าไฮเทคและบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนใน EEC/BOI ขณะที่สินค้า Local Content ของไทย เช่น ภาคเกษตร เกษตรแปรรูป และอุตสาหกรรมเบา กลับขยายตัวได้น้อยมาก ส่งผลให้ผลตอบแทนไม่ได้ตกแก่ห่วงโซ่คุณค่าของคนไทยอย่างแท้จริง ภาคเอกชนจึงเสนอให้รัฐบาลเร่งผลักดัน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยมีศักยภาพ พร้อมกำหนดสัดส่วนวัตถุดิบไทยในการร่วมทุนกับต่างชาติไม่ต่ำกว่า 40%
นอกจากนี้ สภาหอการค้าฯ และ กกร. ได้ยื่นข้อเสนอ 5 วาระแห่งชาติ (National Agenda) ต่อรัฐบาล ได้แก่ การปราบปรามคอร์รัปชัน อย่างจริงจัง, การแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน โดยเร่งปรับปรุงประกาศกรมและกฎกระทรวง, การลดขั้นตอนการอนุมัติและลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยนำระบบดิจิทัลมาใช้, การปฏิรูปการศึกษาและยกระดับทักษะแรงงาน (Up-skill) และการปฏิรูปภาคเกษตรกรรมอย่างครบวงจร เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้เกษตรกรกว่า 11 ล้านคน
นายพจน์ กล่าวว่า ข้อเสนอแนะเร่งด่วนหลังจากนี้ที่อยากเห็น คือ การเมืองต้องนิ่ง ปราศจากการปฏิวัติ เน้นย้ำว่าเสถียรภาพทางการเมืองเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การปราบปรามคอร์รัปชัน จัดระเบียบการลดใช้ดุลพินิจอย่างจริงจัง พร้อมยกระดับประสิทธิภาพคน พัฒนาทักษะและสร้างจิตสำนึกในการทำงานของแรงงาน และปฏิรูประบบราชการ เพื่อความสะดวกในการลงทุน พร้อมฝากทุกคนร่วมกันผลักดันประเทศไปพร้อมกับภาคเอกชน
ส.อ.ท.ชี้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแบบ K-Shaped ชูเปลี่ยนผ่าน 4 ด้าน
นางสาวพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงภาพรวมทิศทางเศรษฐกิจไทยว่า แม้ตัวเลขการส่งออกจะขยายตัวได้สูงถึง 17% แต่เมื่อลงรายละเอียด พบว่าเป็นภาพการฟื้นตัวแบบ K-Shaped Recovery อย่างชัดเจน
โดยส่วนขาขึ้น (K ขาขึ้น) ได้แก่ สินค้าอุตสาหกรรมกลุ่มไฮเทคจากบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งมียอดขายและยอดส่งออกเติบโตสูงมาก เช่น อิเล็กทรอนิกส์ , ยานยนต์ไฟฟ้า , AI และ Data Center , พลังงานหมุนเวียน และ อาหารแห่งอนาคต
ส่วนขาลง (K ขาล่าง) ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่ยังไม่ได้ปรับตัวให้ทันกับกติกาโลกใหม่ เช่น กฎระเบียบด้านคาร์บอนและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป รวมถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์ของ SME ที่ประสบปัญหาไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับตลาดได้ โดย K ขาล่างนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งทำให้ประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยยังคงโตได้เพียง 2.1% – 2.4% และยังไม่สามารถขึ้นไปถึงระดับ 3% ได้
“ถ้าเราเห็นตัวเลขการส่งออก 17% มันเหมือนกับเป็นสิ่งที่ดูสวยงาม แต่ถ้าดูจริงๆ แล้วมันเป็น K-Shape ส่วนที่ดีก็ดีขึ้นไป แต่ส่วนที่ไม่ดีก็กดลง ตัวที่เป็น K ขาล่างก็คืออุตสาหกรรมดั้งเดิมที่ไม่ค่อยได้ปรับตัว อาจไม่ทันกติกาโลกใหม่ เช่น การปรับสู่กฎกติกาคาร์บอน เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป หรือผลิตภัณฑ์ของ SME ซึ่งการแข่งขันด้านราคาสู้ไม่ได้”นางสาวพิมพ์ใจ กล่าว
กรอ. ผสานพลังเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่าน (Transition) 4 ด้าน
จากปัญหาความเหลื่อมล้ำในการฟื้นตัว ภาครัฐและภาคเอกชนได้ร่วมกันตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เพื่อเข้ามาดูแลและช่วยผลักดันกระบวนการเปลี่ยนผ่าน Transition ให้ภาคอุตสาหกรรมปรับตัวได้ทัน โดยมุ่งเน้นในประเด็นสำคัญ ได้แก่
1.Technology Transition การเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เร่งนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนวัตกรรมอุตสาหกรรมใหม่ๆ เข้ามาปรับใช้ในกระบวนการผลิต และการพัฒนาสินค้าสู่สินค้ามูลค่าสูงที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม
2.Trade & Invesment Transition การเปลี่ยนผ่านด้านการค้าและการลงทุน ใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของประเทศไทยที่มีความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ในการเชื่อมโยงกับ Supply Chain ทั่วโลก พร้อมทั้งกระจายแหล่งวัตถุดิบและผู้ซื้อ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดเดียว
3.Workforce & Skill Transition การเปลี่ยนผ่านด้านกำลังคน เร่งสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่และพัฒนากำลังคนยุคใหม่ที่มีทักษะทันสมัย เพื่อสร้างสินค้าแห่งอนาคต เมืองแห่งอนาคต และ ประชาชนแห่งอนาคต
4.Green Transition การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน การปรับตัวเข้าสู่กติกาโลกใหม่ ทั้งการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
นางสาวพิมพ์ใจ กล่าวว่า หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันผลักดันการปรับตัวและการเปลี่ยนผ่าน (Transition) เหล่านี้อย่างจริงจัง จะช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับประเทศ และจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตทะลุเป้าหมาย GDP ที่ 3% ได้อย่างแน่นอน
“ถ้าผลักดันการเดินต่อ ดิฉันก็เชื่อว่าตัวเลข 3% GDP ไม่หนีไปไหน เพราะเรามี Transition สำคัญ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทางภาครัฐและ กรอ. ร่วมกันดันขึ้นอยู่เต็มที่” นางสาวพิมพ์ใจ กล่าว
นางสาวพิมพ์ใจ กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่อยากเห็นในอนาคตหลังจากนี้ คือ การเมืองต้องนิ่ง ประเทศต้องเป็นกลาง การเมืองต้องนิ่ง
ตลท.ชูผลงานตลาด 10 เดือน Perform ดี
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ท่ามกลางปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่หากมองภาพรวมในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดที่ทำผลงาน (Perform)ได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 25% และปริมาณการซื้อขายเพิ่มสูงขึ้นถึง 60% เมื่อเทียบกับช่วง 7 ปีที่แล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทยอย่างชัดเจน
แม้ภาพรวมตลาดจะเติบโต แต่ตลาดทุนไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับสภาวะ K-Shape ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มชัดเจน คือ กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่ทำผลงานได้ดีและเป็นตัวผลักดันดัชนีตลาดให้ปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่บริษัทขนาดเล็กอยู่ในฝั่งขาลงของ K-Shape ซึ่งได้รับความสนใจและการซื้อขายจากนักลงทุนน้อยลง
“ในตลาดทุนเราก็มี K-Shape เหมือนกัน มันจะมีบางอุตสาหกรรมธุรกิจใหญ่ๆ ที่ perform ดี และเป็นตัวดันตลาดขึ้นไป แต่ก็มีบริษัทเล็กๆ ที่ถือว่าเป็น K ด้านล่าง ความสนใจนักลงทุนน้อยลง การซื้อขายน้อยลง ก็เป็นสะท้อนเศรษฐกิจไทยในวันนี้”นายอัสสเดช กล่าว
รุกยุทธศาสตร์ BOI to IPO สร้าง New S-Curve ตลาดทุน
อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการยกระดับตลาดทุนในอนาคต ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงมุ่งเน้นการแสวงหาโอกาสและธุรกิจใหม่ๆ รวมถึงการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐ โดยยุทธศาสตร์สำคัญที่กำลังผลักดันอย่างเข้มข้นในขณะนี้คือโครงการ BOI to IPO เพื่อเชิญชวนผู้ลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยผ่านการส่งเสริมของ BOI ให้พิจารณาใช้ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งระดมทุนในการขับเคลื่อนธุรกิจ
นายอัสสเดช เน้นย้ำว่า วันนี้ที่กำลังดำเนินการ BOI to IPO เราเห็นศักยภาพของผู้ที่มาลงประเทศไทย ก็อยากจะชวนมาลองใช้หรือคิดพิจารณาใช้ตลาดทุนของเราเป็นแหล่งระดมทุนในการขับเคลื่อนธุรกิจของเขา แล้วก็สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับนักลงทุนไทยไปด้วย เป็น New S-Curve ให้กับตลาดทุน
อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเตรียมความพร้อมด้านกรอบเกณฑ์และโครงสร้างไว้เป็นอย่างดี แต่นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ด้านภาษีแล้ว การตัดสินใจเข้ามาจดทะเบียนยังขึ้นอยู่กับนโยบายระดับโลก (Global Policy) ของแต่ละภาคธุรกิจและปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ อีกหลายประการ
นายอัสสเดช กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นให้เร็วที่สุดคือ มุมมองจากการฟัง ดร. มาจุน ปรมาจารย์ด้านการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อม Green Financing จากประเทศจีน ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ประเทศจีนประสบความสำเร็จ คือการดึง 7 กระทรวง มาร่วมมือและวางแผนงานให้สอดคล้องกันตั้งแต่จุดเริ่มต้น
“เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย เพียงแค่การบูรณาการความร่วมมือระหว่าง 2 กระทรวง ให้สำเร็จยังเป็นเรื่องที่มีความท้าทายอย่างมาก แต่หากประเทศไทยสามารถสร้างความร่วมมือที่สอดคล้องกันได้ จะส่งผลให้ประเทศมีความทรงพลัง (Powerful) อย่างยิ่ง”นายอัสสเดช กล่าว
ภาคการเงิน หนุนร่วมมือฝ่าวิกฤต
นายธวัชชัย ชีวานนท์ ประธานผู้บริหาร Product & Business Solutions และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การขับเคลื่อน New S-Curve จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการแก้ ปัญหาเชิงโครงสร้างเดิม เช่น ความเหลื่อมล้ำ หนี้นอกระบบ และเศรษฐกิจนอกระบบ
ทั้งนี้ มองว่าการสร้าง New Economy ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเฉพาะเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI หรือ Data เท่านั้น แต่สามารถนำ จุดแข็งในธุรกิจพื้นฐานของไทย เช่น อุตสาหกรรมการบริการ (Hospitality) มาสร้างมูลค่าเพิ่ม (Add Value) เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยให้เป็น National หรือ Regional Champion ในระดับภูมิภาค นอกจากนี้ ภาคธนาคารพร้อมทำหน้าที่สร้างความยืดหยุ่น (Resilience)และสนับสนุนเงินทุนสำหรับการเปลี่ยนผ่าน (Transitions) ด้านพลังงานสะอาดและ Green Economy ร่วมกับตลาดทุน
สำหรับประเด็นข้อร้องเรียนเรื่อง SME เข้าถึงสินเชื่อได้ยากนั้น มองในเรื่องนี้ว่าปัญหาสำคัญเกิดจากการขาดแคลนข้อมูลและความโปร่งใส เนื่องจากผู้ประกอบการบางส่วนยังอยู่นอกระบบ มีการหลีกเลี่ยงภาษี หรือมีบัญชีหลายเล่ม ทำให้ไม่มีงบการเงินมาตรฐาน
“สถาบันการเงินต้องการเพียงแค่ข้อมูล (Data) พฤติกรรมทางการเงินที่โปร่งใส หากผู้ประกอบการหรือพ่อค้าแม่ค้ามีข้อมูลรายรับ-รายจ่ายและยอดขายที่ชัดเจน ธนาคารก็พร้อมที่จะอนุมัติสินเชื่อตามความสามารถในการชำระหนี้ได้ทันที” นายธวัชชัยกล่าว
นายธวัชชัย กล่าวว่า ได้มีข้อเสนอประเทศไทยต้องมุ่งเน้นที่ การลงมือทำจริง (Focus on Execution) ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership) โดยต้องกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน กรอบเวลาที่ชัดเจน และการติดตามผลอย่างต่อเนื่องและชัดเจน เพื่อนำพาเศรษฐกิจไทยฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลกไปได้

