‘โอสถสภา’ เผยแนวรุกปี 69 เสริมแกร่งกลุ่มเครื่องดื่ม ดัน Personal Care สู่พรีเมียม พร้อมสยายปีกต่างแดน  

Published on

บมจ. โอสถสภา (OSP) ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภค เปิดแผนขับเคลื่อนธุรกิจปี 2569 มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยกลยุทธ์ “Executing Excellence and Empowering the Future” ผ่าน 3 แกนหลัก (Growth Engines) ตอบรับความต้องการและไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ ตั้งเป้ารายได้รวมเติบโตระดับ Mid-Single Digit พร้อมรุกตลาดต่างประเทศยกระดับสู่การเป็น Regional Player

มุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยว่า โอสถสภาพร้อมก้าวสู่บริบทใหม่ในปี 2569 ด้วยความเชื่อมั่นในรากฐานที่แข็งแกร่งและการปรับตัวที่ฉับไว และมุ่งสร้างความแข็งแกร่งจากภายในด้วยการบริหารอย่างมีวิสัยทัศน์ผ่าน 3 พลังขับเคลื่อน คือ  Domestic Beverage กลุ่มเครื่องดื่มในประเทศ  Personal Care กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล และ International Business

Domestic Beverage เสริมความแข็งแกร่งแบรนด์หลัก–เร่งนวัตกรรม–ขยายฐานผู้บริโภค

แบรนด์พอร์ตโฟลิโอเครื่องดื่มของโอสถสภา ครอบคลุมทั้ง Energy Drink และ Functional Drink ในหลากหลายระดับราคา ตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำตลาดผ่านการผลักดันการเติบโตของแบรนด์หลักอย่าง เอ็ม–150 ลิโพ เปปทีน และซีวิต โดยให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ให้เชื่อมโยงกับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสื่อสารและกิจกรรมการตลาดในทุกจุดสัมผัส เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาดไทยอย่างมั่นคง

พร้อมกันนี้ บริษัทยังเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Premiumization เพื่อยกระดับคุณค่าและเพิ่มอัตราการทำกำไรของพอร์ตสินค้า ควบคู่กับการผลักดันแบรนด์ระดับภูมิภาคที่มีศักยภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นโสมอินซัมในภาคอีสาน หรือฉลามในภาคเหนือและภาคใต้ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ในแต่ละพื้นที่ และปลดล็อกการเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ

ในด้านการจัดจำหน่าย โอสถสภายังคงยกระดับโครงสร้างการกระจายสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งการขยายความครอบคลุมของ Traditional Trade เพิ่มศักยภาพของหน่วยรถ และพัฒนากลยุทธ์ใหม่เพื่อเข้าถึงร้านค้าในชุมชนที่มีดีมานด์สูงให้ได้อย่างทั่วถึง เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถพบสินค้าในตู้แช่และซื้อได้ทันทีในทุกจุดจำหน่าย นอกจากนี้ บริษัทยังเสริมความแข็งแกร่งในช่องทาง Modern Trade ทั้ง Supermarket, Hypermarket และร้านสะดวกซื้อ ซึ่งยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องตามพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคยุคใหม่

Personal Care ต่อยอดจุดแข็งความอ่อนโยนและความหอม รุกตลาดใหม่ด้วย Premiumization

โอสถสภาประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการรักษาความเป็นผู้นำ โดยแบรนด์ Babi Mild สามารถสร้างสถิติส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดในรอบ 3 ปี ในกลุ่มสบู่เหลวเด็ก พร้อมคว้ารางวัล Best Brand Performance on Social Media จาก Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 สำหรับอีกกลยุทธ์สำคัญคือการขยายฐานจากกลุ่มแม่และเด็กสู่ Adult Segment อย่างเต็มตัวผ่านแบรนด์ Ultra Mild ซึ่งมีการเติบโตYoY อย่างแข็งแกร่ง ทั้งผลิตภัณฑ์ครีมอาบน้ำและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นที่ได้รับรางวัลยอดขายดีเยี่ยม HWB Awards จาก Watsons รวมถึงความสำเร็จในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย

นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งเน้นกลยุทธ์ Premiumization เพื่อยกระดับพอร์ตโฟลิโอสู่กลุ่มสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง (Higher-tier segments) อาทิ การเปิดตัว Twelve Plus Eau De Parfum ในกลุ่มน้ำหอมระดับพรีเมียม และการส่ง XIT Pro Roll-on เข้าแข่งขันในตลาดระงับกลิ่นกายระดับบน เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่และตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหานวัตกรรมและการดูแลที่เห็นผลลัพธ์ชัดเจน และเตรียมรุกเข้าสู่ตลาดแชมพูสำหรับผู้ใหญ่ที่มีมูลค่ากว่า 8 พันล้านบาทในปีนี้

ธุรกิจต่างประเทศ  Grow beyond Thailand ขยายสู่ตลาดศักยภาพสูง

ปักหมุดให้ธุรกิจต่างประเทศเป็นเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ พร้อมตั้งเป้าเติบโตระดับ Double Digit โดยใช้โมเดลความสำเร็จจากเมียนมาและลาว เป็นต้นแบบในการขยายฐานสู่ภูมิภาคที่มีกำลังซื้อสูง เช่น ตะวันออกกลาง (UAE และโอมาน) นอกจากนี้ยังสร้าง Strategic Ecosystem ผ่านการผนึกกำลังกับพันธมิตรอาทิ การนำร่องบุกตลาดจีนที่มีศักยภาพสูงด้วยแบรนด์ Babi Mild พร้อมเตรียมโชว์ศักยภาพและนวัตกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพโลกในงานTHAIFEX 2026 เป็นครั้งแรก เพื่อดึงดูดคู่ค้าและนักลงทุนจากนานาประเทศ ตอกย้ำความพร้อมการเป็นผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภคในระดับสากล

มุกดา กล่าวเสริมว่า “ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย ผู้บริโภคกลับให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น และนั่นได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของพฤติกรรมผู้บริโภคยุคปัจจุบัน โอสถสภาพร้อมนำตลาดด้วยนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทุกเจเนอเรชัน ไม่ว่าจะเป็น Gen Z, Millennials หรือผู้สูงอายุซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนตลาดในอนาคต เราบริหารพอร์ตสินค้าให้สมดุลระหว่างความคุ้มค่า (Value for Money) ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องบริหารค่าใช้จ่าย และความพรีเมียม (Premiumization) เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค

พร้อมยกระดับทั้งองค์กรด้วยระบบ Data‑driven เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการกระจายสินค้า และทำให้การสื่อสารการตลาดเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำทั่วประเทศ เป้าหมายของเราชัดเจนคือการเติบโตอย่างมีคุณภาพ และสร้างอัตรากำไรที่แข็งแรงในระยะยาวอย่างยั่งยืน”

รติพร ราษฎร์เจริญ Group Chief Financial Officer บมจ. โอสถสภา (OSP) เปิดเผยทิศทางความแข็งแกร่งทางการเงินว่า “โอสถสภาขับเคลื่อนองค์กรภายใต้ยุทธศาสตร์ ONE OSP เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวในการบริหารจัดการที่เฉียบคม โดยในปีที่ผ่านมาเราประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีวิสัยทัศน์ ส่งผลให้ Gross Profit Margin ปรับตัวสูงขึ้นทะลุระดับ 40% เป็นครั้งแรก และมั่นใจว่าจะสามารถรักษาเสถียรภาพของอัตรากำไรนี้ได้อย่างต่อเนื่อง

โดยเป้าหมายสำคัญในปี 2569 คือการสร้างการเติบโตทั้ง Top & Bottom Line โดยเรามุ่งเน้นการสร้าง Economy of Scale ผ่านการเพิ่มปริมาณขายและการใช้กำลังการผลิตให้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด ควบคู่ไปกับการรักษาอัตราค่าใช้จ่าย SG&A ให้คงที่เพื่อผลักดันให้อัตรากำไรสุทธิเติบโตอย่างก้าวกระโดด

นอกจากนี้ โอสถสภาได้เตรียมงบลงทุน (CAPEX) จำนวน 400-500 ล้านบาท เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้าน Digital Technology & AI มุ่งเน้นการนำข้อมูลแบบ Real-time มาใช้ในการตัดสินใจ (Data-driven Decision Making) และบริหารความเสี่ยงอย่างแม่นยำ รวมถึงการลงทุนในด้าน People & Culture เพื่อบ่มเพาะ Talent และสร้างองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยจิตวิญญาณผู้ประกอบการ (Entrepreneurial Spirit) พร้อมสนับสนุนการขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคได้อย่างไร้รอยต่อ”

โอสถสภาพร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่กับการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการส่งต่อคุณค่าเชิงบวกสู่สังคมและสิ่งแวดล้อม   ยกระดับกรอบการดำเนินงาน ESG ระยะติ่ไปให้เข้มข้นขึ้นอีก 2 มิติคือ การบริหารทรัพยากรบุคคลสู่ความเป็นเลิศ และการจัดการขยะและของเสียครบวงจรเพื่อผลักดันระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนตลอดห่วงโซ่คุณค่า

ความมุ่งมั่นนี้ส่งผลให้โอสถสภาคว้าคะแนนสูงสุดระดับ ‘AAA’ จาก SET ESG Ratings ในปีที่ผ่านมาและได้รับการจัดอันดับอยู่ในกลุ่ม Top 10% ของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มระดับโลกจาก S&P Global Sustainability Yearbook ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่ามาตรฐานความยั่งยืนของเราอยู่ในระดับสากล พร้อมสร้างความเชื่อมั่นและคุณค่าระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้น

Latest articles

Tank Tinker ก้าวสู่โอซีซี เสริมพอร์ตธุรกิจไลฟ์สไตล์ เติมเต็มคนรักสัตว์

Tank Tinker มุ่งเน้นสินค้าที่มีดีไซน์และฟังก์ชันการใช้งานได้จริง เน้นความแข็งแรง ทนทาน และความปลอดภัย ครอบคลุมตั้งแต่สายรัดอก รองเท้า ของเล่น อุปกรณ์ดูแลสุขภาพ ไปจนถึงสินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับสัตว์เลี้ยง เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ของ Pet Parent ยุคใหม่

พช. หนุน OTOP รุกตลาดญี่ปุ่น ยกระดับงานคราฟต์ระดับสากล งานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จัดประชุมเตรียมความพร้อมผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP เพื่อเสริมศักยภาพก่อนเข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงานเทศกาลไทย ณ สวนโยโยงิ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 9–10 พฤษภาคม 2569

MALEE จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2569 เดินหน้ายกระดับสู่ Global Wellbeing Company 

ชัยฉัตร บุญรัตน์ (ขวา) รองประธานกรรมการ เอกรินทร์ พินิจ (กลาง) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร วีรวิชญ์ กีรติกุลเสฏฐ์ (ซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน พร้อมด้วยคณะกรรมการและผู้บริหาร บริษัท มาลี กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MALEE  ร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2569 เพื่อรายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2568

วิริยะประกันภัย นำตัวแทนเรียนรู้วิถีชุมชนท้องถิ่น – อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน จ.สมุทรสงคราม

บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) นำกลุ่มตัวแทนวิริยะประกันภัย และกลุ่มวิริยะจิตอาสาภายใต้สังกัด ร่วมทำผ้ามัดย้อมจากเปลือกต้นโกงกาง เพื่อเป็นการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน

More like this