55 ปี โรงเรียนแพทย์รามาธิบดี สร้างนักวิจัย เพื่อการศึกษาแพทยศาสตร์

Published on

เมื่อเอ่ยถึงโรงพยาบาลรามาธิบดีหลายคนอาจคุ้นเคยกับภาพของโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ จุดหมายของผู้ป่วยจากทั่วทุกสารทิศ ที่ให้บริการผู้ป่วยนอกกว่า 2 ล้านครั้งต่อปี ผู้ป่วยที่ต่างหอบเอาความหวังที่อยากจะหายจากโรคภัยไข้เจ็บมายังสถานที่แห่งนี้ ในอีกมุมหนึ่งโรงพยาบาลรามาธิบดียังเป็นโรงเรียนแพทย์เก่าแก่ก่อตั้งมานานมากกว่าห้าทศวรรษ

หากให้เราลองนึกถึงบุคคลที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของโรงพยาบาลรามาธิบดี หนึ่งในนั้นย่อมมีชื่อของ ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลรวมอยู่ด้วย บทบาทที่เป็นดั่งหัวหน้าครอบครัวใหญ่คือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ ศ.นพ.ปิยะมิตร มุ่งมั่นพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ของวิทยาศาสตร์การแพทย์ไทยให้สมกับมาตรฐานแห่งการเป็น ‘โรงเรียนแพทย์ของแผ่นดิน’

หมวกสามใบใต้ร่มรามาธิบดี
ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา ถือเป็นบุคคลอีกท่านหนึ่งที่ดำรงบทบาทหลากหลายทั้งการเป็นนายแพทย์ด้านโรคหัวใจ, บทบาทการเป็นอาจารย์หมอของนักศึกษาแพทย์มากกว่าพันคนในแต่ละปี และยังเป็นประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ หน่วยงานที่มีภารกิจในการระดมทุนเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของคณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ทั้งในแง่ของการพัฒนาโรงพยาบาล, สนับสนุนการวิจัย, จัดซื้อเครื่องมือแพทย์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้จำนวนหลายหมื่นคนต่อปี ด้วยบทบาททั้ง 3 ด้านที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน การสร้างสมดุลการทำงานให้มีประสิทธิภาพควบคู่กันไปจึงนับเป็นความท้าทายที่ต้องปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในแต่ละวัน

ยุคสมัยที่เปลี่ยนผ่านกับพัฒนาการของแพทยศาสตร์การศึกษาไทย
บทบาทการเป็นอาจารย์หมอผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักศึกษาแพทย์มานานกว่า 30 ปีของ ศ.นพ.ปิยะมิตร ทำให้เห็นพัฒนาการด้านการศึกษาของวงการแพทย์ไทย ที่ค่อยๆปรับตัวจากยุคอนาล็อกมาสู่ดิจิทัลในปัจจุบัน

“จุดร่วมที่เราเน้นมาเสมอตั้งแต่อดีตคือการผลิตบัณฑิตในสายงานแพทย์ที่มีความรู้ความสามารถในการดูแลรักษาผู้ป่วยได้แบบครบวงจรเริ่มตั้งแต่การซักประวัติ-ตรวจร่างกาย, การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ, การวินิจฉัยโรคและการรักษาผู้ป่วยจนมีสุขภาพที่ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้คือหัวใจหลักของการเป็นแพทย์ที่จำเป็นต้องมีอย่างครบถ้วน ในส่วนวิชาการใหม่ที่แตกต่างจากอดีตคือองค์ความรู้ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นซึ่งเกิดจากการศึกษาวิจัยใหม่ ๆ และพัฒนาการรักษาโรคแบบใหม่ที่เกิดขึ้น ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แนวคิดการเรียนรู้สมัยใหม่ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นให้ท่องจำอีกต่อไป หากแต่ต้องสามารถสืบค้นและต่อยอดความรู้ที่มีอยู่ได้ด้วยตนเองตลอดเวลา”

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา

นอกจากนี้ การเรียนการสอนแพทย์ในปัจจุบันได้มีการนำศาสตร์วิชาความรู้ด้านอื่น ๆ เข้ามาผสมผสานร่วมด้วย เช่น หลักสูตรร่วมแพทยศาสตรบัณฑิต-การจัดการมหาบัณฑิต ที่มุ่งผลิต ‘แพทย์ นักบริหาร’ ที่มีศักยภาพด้านกระบวนการคิดวิเคราะห์และบริหารจัดการระบบสาธารณสุขให้สามารถรับมือกับวิกฤตสุขภาพและโรคอุบัติใหม่ที่มีแนวโน้ม จะมีมากขึ้นในอนาคต อีกหนึ่งหลักสูตรที่ถือเป็นการเปิดประตูสู่มิติใหม่ของวงการแพทยศาสตร์ไทยคือหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิต-วิศวกรรมศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์ เพื่อสร้าง ‘แพทย์นวัตกร’ ผู้มีทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ มองเห็นโอกาสและแก้ไขปัญหาด้วยหลักการทางวิศวกรรมรวมถึงสามารถต่อยอดความรู้เพื่อพัฒนางานวิจัยและสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์ในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นักแก้ไขความบกพร่องของการสื่อความหมาย
อาชีพในสายงานวิทยาศาสตร์การแพทย์แบ่งออกได้หลากหลายแขนงตามลักษณะอาการของโรค นอกจากหลักสูตรวิทยาศาสตร์การแพทย์พื้นฐานที่เราคุ้นเคยแล้ว ที่นี่ยังมีหลักสูตรวิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาความผิดปกติของการสื่อความหมาย (ด้านการพูดและการฟัง) ที่เปิดสอนเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยอีกด้วย โดยมุ่งพัฒนา ‘นักวิทยาศาสตร์ความผิดปกติของการสื่อความหมาย’ ซึ่งเป็นแขนงวิชาความรู้เฉพาะด้าน โดยกลุ่มคนไข้ที่ต้องการความช่วยเหลือของแพทย์ทางด้านนี้มีอยู่มากมาย เช่น ผู้พิการทางการพูดและการได้ยิน, ผู้สูงอายุที่เริ่มมีความเสื่อมของระบบการได้ยิน, ผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาตที่จำเป็นต้องฝึกบริหารกล้ามเนื้อในการพูดอีกครั้ง เป็นต้น การพูดและการได้ยินถือเป็นการสื่อสารที่จำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพ ดังนั้นทางมหาวิทยาลัยจึงให้ความสำคัญในการผลิตบัณฑิตสาขานี้ โดยได้เปิดการสอนมากว่า 20 ปี รวมจำนวนผู้สำเร็จการศึกษากว่า 400 ราย

แพทย์นักวิจัยกับการยกระดับวิทยาศาสตร์การแพทย์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2508 นับถึงปัจจุบันมีอายุ 55 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิต ‘แพทย์นักวิจัย’ และ ‘ผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agent)’ ให้แก่สังคมไทย “เรามองว่าการดูแลรักษาพยาบาลและการวิจัยควรทำควบคู่กันไป การรักษาเป็นภารกิจสำคัญของแพทย์ที่พึงกระทำอยู่แล้ว ซึ่งเราอาจจะช่วยผู้ป่วยได้จำนวนหนึ่ง แต่การวิจัยหากค้นพบองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นประโยชน์และเพิ่มประสิทธิภาพทางการแพทย์ได้มากขึ้น จะสามารถช่วยชีวิตคนได้เพิ่มขึ้นจำนวนมากเป็นร้อยเป็นพันหรือหลายล้านคน โดยหลักสูตรของรามาธิบดีได้เปิดโอกาสให้แพทย์ได้ทำการวิจัยในหลากหลายรูปแบบทั้งการวิจัยในห้องทดลองที่ทันสมัยและการวิจัยระบบสาธารณสุขเพื่อค้นหาวิธีการบริหารระบบสาธารณสุขมาพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยให้ดีขึ้น”

แรงผลักดันจากภาคประชาชน
หลายครั้งที่บุคลากรทางการแพทย์มักเป็นด่านหน้าของการรับมือกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนด้านสุขภาพในสังคม การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมาคือกรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เพราะในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่มีทางเลือกในการอยู่บ้านกับครอบครัวเพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ แต่บุคลากรทางการแพทย์จำเป็นต้องออกมาปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้การรักษาพยาบาล ในช่วงเดือนที่การแพร่ระบาดทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ได้กลายเป็นศูนย์กลางการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 จำนวนมากในประเทศไทย โดยมีจำนวนของห้อง ICU ความดันลบกว่า 40 ห้อง

“ในสถานการณ์ปกติโรงพยาบาลรามาธิบดียังให้การพยาบาลรักษาแก่ผู้ป่วยโรคสลับซับซ้อนซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยยากไร้จำนวนมาก อีกทั้งที่นี่ยังเป็นสถานที่ผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายอวัยวะมากที่สุดในประเทศไทย โดยสถิติการเปลี่ยนไตของโรงพยาบาลรามาธิบดีมีจำนวนมากกว่า 2,700 ราย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประชาชนผ่านมูลนิธิรามาธิบดีฯ คือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ภารกิจของเราสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี และจากวิกฤติโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในปีนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าความร่วมแรงร่วมใจระหว่างประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ คือพลังสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยฝ่าฟันสถานการณ์ที่เป็นเหมือนฝันร้ายมาได้ด้วยดี” ศ.นพ.ปิยะมิตร กล่าวปิดท้าย

ปัจจุบันมูลนิธิรามาธิบดีฯ มีโครงการที่รอการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก เช่น โครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้ ที่โรงพยาบาลมีค่าใช้จ่ายต้องดูแลกว่า 20 ล้านบาทต่อปี หรือโครงการเพื่อโรงพยาบาลชุมชน เพื่อพัฒนาให้โรงพยาบาลชุมชนสามารถดูแลรักษาผู้ป่วยในพื้นที่ได้อย่างมีคุณภาพ ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนการทำงานของแพทย์ในทุกภารกิจได้ผ่านมูลนิธิรามาธิบดีฯ

Latest articles

การ์ทเนอร์คาดปี 69 ยอดใช้จ่าย AI ทั่วโลกพุ่งแตะ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์

การ์ทเนอร์คาดปี 69 ยอดใช้จ่าย AI ทั่วโลกพุ่งแตะ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ ชี้โครงสร้างพื้นฐาน AI โตไม่หยุด ดันเม็ดเงินสะพัดเพิ่ม 401 พันล้านดอลลาร์ หลังบริษัทเทคฯ เร่งวางรากฐานให้ AI

Gartner Says Worldwide AI Spending Will Total $2.5 Trillion in 2026

AI Infrastructure Drives AI Spending; Adds $401 Billion in Spending as Technology Providers Continue to Build Out AI Foundations

โบลท์ (Bolt) มอบส่วนลดสูงสุด 50% เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

ระหว่างวันที่ 1-8 กุมภาพันธ์ 2026 ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร สามารถใช้ส่วนลดสำหรับบริการ มอเตอร์ไซค์ของ Bolt เพื่อเดินทางไปยังหน่วยเลือกตั้ง โบลท์ (Bolt) แพลตฟอร์มเรียกรถชั้นนำ เตรียมมอบส่วนลดโดยสารสำหรับบริการมอเตอร์ไซค์เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนในกรุงเทพมหานครสามารถเดินทางไปยังคูหาเลือกตั้งได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และประหยัดมากขึ้น ในวันเลือกตั้ง...

มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ชวนชอป “D.I.Y. LOVE COLLECTION” รวมไอเดียของขวัญวาเลนไทน์

มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ผู้นำธุรกิจค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้านและสินค้าไลฟ์สไตล์ ต้อนรับเทศกาลแห่งความรัก ชวนทุกคนส่งต่อความรู้สึกดีๆ ผ่านสินค้า “D.I.Y. LOVE COLLECTION รวมไอเดียของขวัญแทนใจ”(1) ในวันวาเลนไทน์ คัดสรรของขวัญและของตกแต่งจำนวน 38 รายการ ในราคาถูกคุ้มเสมอ

More like this