ประตูสู่โลกสีเลือด ‘ลูมิกกิ อันเดอร์สัน’ ที่ตัมเปเร ประเทศฟินแลนด์
เสียงล้อรถไฟที่บดไปกับรางเหล็กเงียบสงบลงเมื่อขบวนรถเข้าเทียบชานชาลา สถานีรถไฟตัมเปเร (Tampereen Rautatieasema) ทันทีที่ก้าวเท้าลงจากรถไฟ ลมหนาวที่พัดผ่านช่องลมสถานีทำหน้าที่เหมือนมือที่มองไม่เห็น คอยผลักดันให้ฉันเข้าสู่โลกของ ลูมิกกิ อันเดอร์สัน ตัวเอกสาวจากนิยาย Red as Blood ของ Salla Simukka อย่างสมบูรณ์
ในนิยาย ตัมเปเรไม่ใช่แค่ฉากหลัง แต่มันคือตัวละครที่มีลมหายใจ เป็นเมืองอุตสาหกรรมเก่าที่ถูกฉาบด้วยสีน้ำตาลแดงของอิฐและความเย็นชาของประวัติศาสตร์ ภาพหอนาฬิกาที่ตั้งตระหง่านตัดกับท้องฟ้าสีครามจาง ดูเหมือนยักษ์ใหญ่ที่คอยเฝ้ามองความลับของผู้คน สะท้อนถึงวิถีชีวิตที่เร่งรีบแต่ทว่าโดดเดี่ยวของลูมิกกิ เธอคือเด็กสาวที่เลือกจะ “ไร้ตัวตน” ในเมืองที่ทุกคนต่างจ้องมองกันและกัน
เดินออกมาจากสถานีไม่ไกล แสงอาทิตย์ยามบ่ายที่ชาวฟินแลนด์เรียกว่า Golden Hour สาดส่องลงบนตึกแถวและถนนที่ดูเงียบสงบ ทว่าความงามนั้นกลับแฝงไปด้วยความระแวดระวัง รถตำรวจ (Poliisi) ที่จอดนิ่งอยู่ท่ามกลางตึกอิฐสีแดงย้ำเตือนฉันถึงจุดเริ่มต้นของนิยาย เมื่อลูมิกกิพบธนบัตรเปื้อนเลือดสีแดงฉานถูกตากไว้ในห้องล้างอัดรูปของโรงเรียน
“สีแดง” ในตัมเปเรมีอยู่ทุกที่ ตั้งแต่สีของอิฐโรงงานเก่าที่ริมน้ำ Tammerkoski ไปจนถึงยอดแหลมของมหาวิหารตัมเปเรที่มองเห็นอยู่ไกลๆ สำหรับลูมิกกิ สีแดงไม่ใช่แค่สีของเลือด แต่มันคือสีของอันตรายที่บีบให้เธอต้องกลายเป็น “สโนว์ไวท์” ที่ไม่ได้รอเจ้าชาย แต่กำลังวิ่งหนีพรานป่าใจเหี้ยมในคราบมาเฟียค้ายา การเดินอยู่ในเมืองนี้จึงเหมือนการเดินอยู่บนขอบมีด ระหว่างความเป็นจริงที่สวยงามกับนิยายที่เต็มไปด้วยความรุนแรง
เมื่อความสับสนของเมืองเริ่มทำให้หายใจไม่ออก ฉันจึงเลือกเดินตามเส้นทางที่ลูมิกกิชอบที่สุด นั่นคือการมุ่งหน้าสู่ธรรมชาติที่โอบล้อมเมืองตัมเปเร ภาพผืนน้ำกว้างใหญ่ที่สะท้อนขอบฟ้าสีเทาครึ้มและแนวป่าสนเข้ม คือสถานที่ที่ความเงียบทำงานได้ดีที่สุด
ในหนังสือ ลูมิกกิมีประสาทสัมผัสที่ไวต่อกลิ่นและเสียงอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อฉันยืนอยู่ริมฝั่งน้ำ กลิ่นไอเย็นของน้ำแข็งที่เริ่มจับตัวตัดกับกลิ่นสนแห้งๆ ทำให้ฉันเข้าใจว่าทำไมป่าฟินแลนด์ถึงเป็นที่ซ่อนตัวที่ดีที่สุด ต้นเบิร์ชสีขาวที่ยืนต้นเปลือยเปล่าไร้ใบดูเหมือนโครงกระดูกที่คอยบอกทาง ที่นี่ความเงียบไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่มันคือเกราะกำบัง ลูมิกกิไม่ได้หนีเข้ามาในป่าเพื่อหายไปจากโลก แต่เธอเข้ามาเพื่อ “หาตัวเอง” ให้เจอในที่ที่ไม่มีใครกล้าตามเข้ามา
ลึกเข้าไปในเส้นทางที่ห่างไกลจากย่านอุตสาหกรรม ฉันพบกับบ้านไม้ซุง (Log Cabin) หลังหนึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ท่ามกลางกิ่งก้านของต้นไม้ที่ไร้ชีวิตและหญ้าแห้งที่ปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็ง
นี่คือภาพจำลองของ “บ้านแม่มด” หรือ “ที่พักของคนแคระ” ในเทพนิยายสโนว์ไวท์ที่ถูกตีความใหม่ บ้านไม้สีน้ำตาลเข้มหลังนี้ดูราวกับจะถูกป่ากลืนกินไปทุกขณะ ความเงียบเชียบภายนอกบีบคั้นจนเราแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง เหมือนที่ลูมิกกิเคยต้องซ่อนตัวและกลั้นหายใจเพื่อไม่ให้พวก Polar Bear ได้ยินเสียงเธอ ทุกย่างก้าวบนพื้นดินที่เย็นเฉียบคือการทดสอบจิตใจว่าเราแข็งแกร่งพอจะอยู่กับความอ้างว้างนี้ได้หรือไม่
ทว่า เมื่อก้าวข้ามผ่านประตูบ้านไม้ซุงเข้ามา สิ่งที่ต้อนรับฉันไม่ใช่ความเย็นเยือก แต่คือไออุ่นจากเตาผิงอิฐสีแดง เปลวไฟที่ลุกโชนสะท้อนแสงสีส้มลงบนผนังไม้และพรมทอมือหลากสีบนพื้น
หัวใจสำคัญของนิยาย Red as Blood สีแดงที่เคยหมายถึงเลือดและความตายที่สถานีรถไฟ กลับกลายเป็นสีแดงของ “ชีวิต” และ “ความหวัง” ที่หน้าเตาผิงแห่งนี้ ลูมิกกิผ่านการถูกไล่ล่า ผ่านความหนาวจัด และผ่านความโดดเดี่ยวเพียงเพื่อจะพบว่า ในท้ายที่สุด มนุษย์เราล้วนต้องการเพียงที่พักพิงที่ปลอดภัยพอจะกล้า “เปิดเผยตัวตน” ที่แท้จริงออกมา
การได้นั่งมองเปลวไฟเต้นระบำอยู่ในเตาผิงอิฐสีแดงที่ตัมเปเร ทำให้ฉันตระหนักได้ว่า นิยายเรื่องนี้ไม่ได้พยายามเล่าเรื่องการสืบสวนเพียงอย่างเดียว แต่มันกำลังเล่าเรื่องการก้าวข้ามความเจ็บปวดในอดีต เหมือนรอยสักบนร่างของลูมิกกิที่ซ่อนไว้ภายใต้เสื้อผ้าหนาๆ
การมาเยือนตัมเปเรตามรอยนิยาย Red as Blood ในครั้งนี้ ทำให้ภาพในหนังสือที่เคยเป็นเพียงตัวอักษรกลายเป็นความจริงที่สัมผัสได้ ทั้งความแข็งกระด้างของอิฐ ความอ้างว้างของป่าสน และความอุ่นละมุนของกองไฟ
ตัมเปเรไม่ใช่เมืองที่พยายามจะเอาใจใคร แต่มันคือเมืองที่ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึก เป็นเมืองที่บอกเราว่า แม้หิมะจะตกหนักและอากาศจะหนาวเพียงใด แต่ถ้าเรามีความกล้าหาญพอที่จะเผชิญหน้ากับความจริง เราจะพบ “ไออุ่น” ที่รอเราอยู่เสมอ เหมือนที่ฉันได้พบในวันนี้ที่หัวใจของฟินแลนด์
หมายเหตุ
นิยายชุด Snow White Trilogy ของ Salla Simukka ประกอบด้วย 3 เล่ม คือ Red as Blood (แดงดุจเลือด): เล่มแรกที่เปิดตัว ลูมิกกิ กับการเข้าไปพัวพันกับขบวนการค้ายาในฟินแลนด์ เล่ม 2 As White as Snow (ขาวดั่งหิมะ) เล่มนี้ลูมิกกิเดินทางไปพักผ่อนที่เมืองปราก (Prague) ประเทศเช็ก แต่กลับต้องหนีการตามล่าจากลัทธิประหลาด และ เล่มจบ Black as Ebony (ดำดั่งมะเกลือ) เล่มจบที่ลูมิกกิกลับมาฟินแลนด์ และถูกตามรอยโดยบุคคลลึกลับที่รู้จักความลับในอดีตของเธอ

