“200 YEARS JOURNEY THROUGH THAI MODERN ART HISTORY” จากขรัวอินโข่ง ถึง Crybaby

7
Memory House

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป (หอศิลปเจ้าฟ้า) และ The Art Auction Center ชวนเสพความงามแห่งห้วงเวลาจากเรื่องเล่าในตำราและคำเล่าขานที่สืบต่อกันมาในนิทรรศการ 200 YEARS JOURNEY THROUGH THAI MODERN ART HISTORY ร้อยเรียงเรื่องราวกว่า 2 ศตวรรษของประวัติศาสตร์ศิลป์จากขรัวอินโข่ง (ราวรัชกาลที่ 4) ถึงปัจจุบัน

คัดสรรงานศิลปะระดับประเทศที่หาชมยากกว่า 100 ชิ้นจากคอลเล็กชันของ กรกมล และ พิริยะ วัชจิตพันธ์ นักสะลมงานศิลปะ และผู้ก่อตั้ง The Art Auction Center บริษัทประมูลศิลปะอันดับ 1 ของประเทศไทย ที่รวบรวมผลงานศิลปะอันทรงคุณค่ามานับสิบปี ด้วยแนวคิด “พิพิธภัณฑ์ศิลปะเพื่อสาธารณะ” ก่อนจะเปิดโอกาสให้คนรักงานศิลป์ได้ชื่นชมผลงานศิลปะของศิลปินชั้นครูจนถึงศิลปินรุ่นใหม่ ที่ต่างก็สร้างชื่อเสียงให้ศิลปะไทยโด่งดังไกลในต่างแดน

ร่วมออกเดินทางผ่านประวัติศาสตร์ศิลป์สมัยใหม่ของไทย ผ่านศิลปะสยามในยุคล่าอาณานิคม (Colonial Era) เคลื่อนสู่ปฐมบทของศิลปะสมัยใหม่ในประเทศไทย (Modern Art) จากผลงานจิตรกรรมล้ำค่าของ “ขรัวอินโข่ง” ฝีแปรงและลายเส้นอันเปี่ยมพลังของ “ถวัลย์ ดัชนี” สู่งานศิลป์ของศิลปินยุคใหม่อย่าง “มอลลี่-นิสา ศรีคำดี” (Crybaby) ตลอดจนงานจิตรกรรมและประติมากรรมอันประณีตงดงามของศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศไทยแทบทุกท่านอย่างครบครัน ท่ามกลางงานศิลปะนับร้อยที่คุณจะได้รื่นรมย์อย่างใกล้ชิด เราได้คัดสรร 8 ผลงานศิลปะหาชมยากที่จัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้มาฝาก1.จิตรกรรมของขรัวอินโข่ง

พระสงฆ์แห่งวัดราษฎร์บูรณะหรือ “วัดเลียบ” ที่เกิดในสมัยรัชกาลที่ 3 บวชเณรตั้งแต่เด็กจนอายุมากก็ยังไม่ยอมบวชพระจึงถูกเรียกว่า “เณรโค่ง” (เณรตัวใหญ่) ต่อมาคำว่า ‘โค่ง’ เพี้ยนเป็น ‘โข่ง’ ซึ่งมีความหมายเดียวกัน เมื่อบวชเป็นพระจึงถูกเรียกขานว่า “ขรัวอินโข่ง” (ขรัว หมายถึง พระที่มีพรรษาและความรู้มาก) ด้วยใกล้ชิดกับวัดมาตั้งแต่เด็กจึงสนใจงานศิลปะ ช่วงแรกขรัวอินโข่งฝึกฝนงานศิลปะไทยแบบประเพณีนิยม ที่ส่วนใหญ่ยึดแบบแผนดั้งเดิมที่มีมาตั้งแต่อาณาจักรสุโขทัย อยุธยา สืบเนื่องมาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์ ไม่เน้นความสมจริงตามธรรมชาติ ภาพจะดูแบนๆ ระบายด้วยสีเรียบๆ ไม่ใส่แสงเงา

หากแต่ขรัวอินโข่งกลับเลือกใช้โทนสีทึมๆ ครึ้มๆ สร้างเป็นบรรยากาศ บรรจงวาดตัวละคร ตึกรามบ้านช่องเป็นแบบตะวันตกทั้งหมด ยกเว้นเพียงธงประจำชาติสยามรูปช้างสีขาวบนพื้นแดงที่โบกปลิวดูเด่นเป็นสง่าอยู่บนเรือกลไฟที่แล่นสู้คลื่น ส่วนประกอบอื่นๆ ในภาพแทบจะไม่มีอะไรที่บ่งบอกความเป็นไทยเลย แล้วขรัวอินโข่งผู้ไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศนำแรงบันดาลใจมาจากไหน? งานจิตรกรรมชิ้นนี้จึง

ไม่ได้เป็นแค่ภาพวิวสไตล์ตะวันตกดาดๆ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานอันบ่งชี้ว่า ณ ช่วงเวลานั้นศิลปินสยามได้ก้าวข้ามผ่านกรอบปฏิบัติอันเข้มงวดของศิลปะแบบไทย ประเพณีที่สืบทอดต่อกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปีก่อนหน้า ศิลปะไทยจึงไม่ย่ำอยู่กับที่เพราะมีศิลปินนามอุโฆษที่เรารู้จักกันดีในชื่อ “ขรัวอินโข่ง”

2.นารายณ์บรรทมสินธุ์

ผลงานจิตรกรรมของพระเทวาภินิมมิต (ฉายเทียมศิลปไชย) หนึ่งในช่างศิลป์คนสำคัญที่ได้ถวายงานแก่ราชสำนักตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทั้งยังเป็นพระอาจารย์ทางด้านศิลปะของในหลวงรัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 ภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2477 เป็นภาพพระนารายณ์ขณะบรรทมมีพระพรหมผุดขึ้นมากลางพระนาภี (สะดือ) ด้านข้างปรากฎภาพพระแม่ลักษมี (พระชายา) ทั้งหมดประทับอยู่บนหลังอนันตนาคราชท่ามกลางเกษียรสมุทร สะท้อนถึงการพัฒนารูปทรงของตัวละครในภาพที่แสดงถึงการเปิดรับหลักการศิลปะตามหลักวิชาของตะวันตก ทั้งในด้านหลักกายวิภาค การสร้างมิติตามหลักทัศนียวิทยา ผสานกับการสร้างบรรยากาศในภาพตามแบบศิลปะตะวันตก ภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์จึงเป็นเสมือนหลักฐานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งของการผสมผสานอิทธิพลจากศิลปะตะวันตกเข้ากับรูปแบบของศิลปะไทยอย่างประณีต

  1. Siamese Cupid

ผลงานจิตรกรรมอันทรงคุณค่าและหาชมยากของกาลิเลโอ คินี (Galileo Chini) ศิลปินที่มีชื่อเสียงของอิตาลี ซึ่งผลงานเป็นที่พอพระทัยของในหลวงรัชกาลที่ 5 จนรัฐบาลไทยเชิญมาทำงานให้ราชสำนักและได้เดินทางข้ามทะเลเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ศิลปินผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านจิตรกรรม เครื่องเคลือบดินเผา ภาพวาดบนกระจกสี รวมถึงงานออกแบบศิลปกรรมเพื่อการตกแต่งสถาปัตยกรรม ผลงานชิ้นนี้สะท้อนการสร้างสัญลักษณ์เป็นภาพตัวแทนตัวละครเทวดาของฝรั่งและเทวดาของไทยมาผสมผสานอยู่ในภาพเดียวกัน สันนิษฐานว่าคินีสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของการประดับอาคาร อาจเป็นบริเวณเหนือซุ้มหน้าต่างหรือซุ้มประตู โดยในช่วงเวลาที่เขาพักนักอยู่ในสยาม นอกจากงานจิตรกรรมประดับโดมพระที่นั่งอนันตสมาคมแล้ว คินียังสร้างงานจิตรกรรมส่วนตัวเป็นภาพสีน้ำมันอีกหลายชิ้น

  1. Girl With the Red Book

มีเซียม ยิบอินซอย ศิลปินชั้นเยี่ยมคนแรกของประเทศไทย ได้สร้างสรรค์ภาพสีน้ำมันชื่อ “วัยรุ่น” ขึ้นมาราวทศวรรษ 2500 แสดงถึงภาพของหญิงสาววัยรุ่นในชุดสีขาวบริสุทธิ์สะอาดตา นอนอ่านหนังสือล้อไปกับแนวนอนของผืนผ้าใบ โลกของหญิงสาวเปิดออกอย่างสดใสร่าเริงเฉกเช่นหนังสือปกแดงในมือของเธอที่ถูกเปิดอ่าน ท่ามกลางดอกไม้และพืชพันธุ์ที่เบ่งบานรายล้อม มีเซียมเขียนภาพแบบทิ้งฝีแปรง

พู่กันที่เขียนขยุกขยิกแสดงถึงกลีบของดอกไม้และใบไม้ ปรากฎกระจายไปทั่วภาพราวกับเส้นสกำลังเต้นระบำรายล้อมตัวหญิงสาวอย่างมีชีวิตชีวา การใช้สีที่กลมกลืนทำให้เรือนร่างของหญิงสาวและแมกไม้แทบจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน มีเพียงดวงตา เส้นผมที่ดำขลับ และหนังสือปกแดงเท่านั้นที่โดดเด่นเห็นชัดอย่างมีนัยสำคัญ ลักษณะการวาดภาพที่งามเกินจริงในจิตรกรรมชิ้นนี้จะมีความคล้ายคลึงกับเอกลักษณ์เฉพาะตัวในงานประติมากรรมของมีเซียม

  1. Despair Eclipse of Intellect

ผลงานไฮไลท์ขนาดใหญ่โตมโหฬารที่สุดจากยุคบุกเบิกที่หาชมยากที่สุดชิ้นนี้ ถวัลย์ ดัชนี ใช้สีดำระบายบนผืนผ้าใบขนาดท่วมหัวจนทั่วเพื่อรองพื้น จากนั้นจึงใช้เกรียงปาดสีน้ำมันเป็นปื้นหนาๆ ทับลงไปให้เกิดเป็นรูปทรงและแสง ภาพบรรยากาศอันวังเวงภายใต้ดวงอาทิตย์ที่ถูกบดบังแสงจนมืดดำ มีไก่ยักษ์สองหัว หัวหนึ่งดวงตาเบิกโพลง ชูคอโก่งขันจนสุดเสียงแสดงถึงความตื่นรู้ ขณะที่อีกหัวกำลังจิกกัดผู้คนที่นอนปิดหูปิดตาเอาแขนก่ายหน้าผากอย่างหมดอาลัยตายอยาก สไตล์และสีสันที่ดูสากลมาก ทำให้ผลงานชิ้นนี้ถูกซื้อไปโดยมิสเตอร์เอเวอร์ผู้จัดการใหญ่ของสายการบิน KLM ประจำประเทศไทย ผู้บังคับบัญชาของ มากาเร็ต ฟันเดอร์ฮุค ซึ่งขณะนั้นทำหน้าที่เป็นแอร์โฮสเตส ในเวลาต่อมาอีกไม่นาน เธอผู้นี้เองที่กลายมาเป็นคู่ชีวิตของถวัลย์ ดัชนี

  1. พระสังข์ทองกับนางรจนา

จิตรกรรมของ จักรพันธุ์ โปษยกฤต ชิ้นนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2525 ด้วยเทคนิคสีน้ำมันบนผืนผ้าใบ เป็นภาพตัวละครที่แต่งองค์ทรงเครื่องสวมบทบาทพระสังข์ทองและนางรจนา ฉากหลังเป็นกระท่อมกลางป่า โครงสีของภาพอบอุ่นด้วยบรรยากาศของแสง เครื่องแต่งกายสอดคล้องตามแบบแผนของตัวละครผสมผสานกับรายละเอียดวิจิตรตามจินตนาการส่วนตัวของศิลปิน ผลงานจิตรกรรมของจักรพันธุ์คล้ายคลึงกับแนวทางการสร้างสรรค์ของศิลปินกลุ่มอิมเพรสชันนิสม์ในยุโรปช่วงปลายศตวรรษที่ 18 รูปร่างหน้าตาของตัวละครและฉากหลังผสมผสานความจริงตามหลักกายวิภาค และทัศนีวิทยาตามแบบตะวันตกกับความงามละมุนละไมในแบบเฉพาะตัวของศิลปิน

  1. Memory House

ผลงาน Memory House ของ อเล็กซ์ เฟส-พัชรพล แตงรื่น ศิลปินที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศไทยและระดับนานาชาติจากการออกแบบคาแร็กเตอร์เด็กหญิงสามตาในชุดกระต่าย ซึ่งเขาได้รับแรงบันดาลใจจากลูกสาว “น้องมาร์ดี” ตาที่สามสะท้อนมุมของศิลปินที่เฝ้ามองสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ลูกสาวกำลังจะเติบโตไปใช้ชีวิต ผลงานขนาดยักษ์ชิ้นนี้จัดแสดงครั้งแรกในนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Bangkok Art Biennale 2020 ที่ศูนย์การเรียนรู้ของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยบ้านไม้หลังเก่าที่มี

ประติมากรรมรูปน้องมาร์ดีขนาดใหญ่อัดแน่นอยู่ภายใน สะท้อนความทรงจำของบ้านวัยเด็กของ Alex Face ภายในบรรจุผลงานจิตรกรรมที่สะท้อนถึงผลกระทบของผู้คนที่มีต่อแม่น้ำเจ้าพระยา

  1. Cry Me A River

ปรากฏการณ์ Crybaby ของ มอลลี่-นิสา ศรีคำดี สร้างกระแสโด่งดังเป็นพลุแตกให้กับวงการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของ Popmart ผลักดันให้มอลลี่ก้าวสู่การเป็นศิลปิน Art Toy ที่มีชื่อเสียงได้รับการยอมรับอย่างสูงไปทั่วโลก กระทั่งนำมาซึ่งการจัดนิทรรศการครั้งแรกในประเทศไทยของมอลลี่ช่วงกลางปี พ.ศ. 2565 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง ท่ามกลางผู้สนใจมาต่อคิวรอเข้าชมนิทรรศการยาวเหยียด ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานชิ้นสำคัญที่จัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้ โดยโผล่พ้นน้ำขึ้นมาคือส่วนศีรษะ แขนทั้งสองข้าง และขาทั้งสองข้างเท่านั้น กล่าวได้ว่าเป็นผลงานชิ้นหลักที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในประเทศไทยของศิลปิน

นอกจากนี้ ภายในนิทรรศการยังมีผลงานอันทรงคุณค่าและหาชมยากให้เลือกชมนับร้อยชิ้น ชนิดที่หากคุณพลาดโอกาสนี้ก็อาจจะน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง นิทรรศการ 200 YEARS JOURNEY THROUGH THAI MODERN ART HISTORY พร้อมเปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 13 กรกฎาคม-31 สิงหาคม 2567 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป (หอศิลปเจ้าฟ้า) ตั้งแต่เวลา 9.00-16.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์และวันอังคาร)