PDPC เผย 3 ช่องทาง เปิดกว้างประชาชนเคลียร์ทุกข้อสงสัย PDPA

Published on

PDPC หรือ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) แจงระดับการตอบข้อหารือกฎหมาย PDPA โดยสำนักกฎหมาย PDPC พบสถิติถึงวันที่ 1 เมษายน 2567 ตอบข้อหารือแล้ว 4,540 เรื่องจาก 4,884 เรื่อง ย้ำชัดประชาชนสามารถเข้าหารือได้ทุกเวลาใน 3 ช่องทาง ยื่นหนังสือ, อีเมล, โทรศัพท์และ Walk-in พร้อมเผยหน่วยงานเร่งยกระดับกระบวนการตอบข้อหารือ โดยเฉพาะเรื่องที่มีความสลับซับซ้อนหรือยังไม่เคยวินิจฉัยมาก่อน เพื่อสร้างความชัดเจนในทุกข้อสงสัย นำพาสู่ประชาชนตระหนักรู้ความสำคัญและสิทธิของข้อมูลส่วนตัว รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในวงกว้าง
พันตำรวจเอก ดร.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เผยว่า การบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือกฎหมาย PDPA ถือเป็นเรื่องใหม่และมีรายละเอียดที่ค่อนข้างมากสำหรับสังคมไทย ไม่ว่าจะกับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงประชาชนผู้เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเอง ที่อาจเกิดประเด็นข้อสงสัย ไปจนถึงความต้องการเรื่องคำปรึกษาเพื่อสร้างความชัดเจนในการดำเนินการ ตลอดจนการปฏิบัติที่ถูกต้องและสอดคล้องกับกฎหมายนั้น จึงทำให้กฎหมาย PDPA ได้กำหนดให้สามารถมีการขอคำแนะนำหรือคำปรึกษาด้านตัวกฎหมายจาก ‘PDPC หรือ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.)’ ได้ตามมาตรา 44 (6) รวมถึงขอให้คณะกรรมการคุ้มครอง
ข้อมูลส่วนบุคคลให้ความเห็น ตีความหรือวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาที่เกิดจากการบังคับใช้กฎหมายได้ตามาตรา 16 (9) และ (10)
“การหารือด้านการใช้กฎหมาย PDPA จะเกิดขึ้นเมื่อสำนักกฎหมาย ภายใต้คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้รับข้อหารือเข้ามา จาก 3 ช่องทาง ที่ประกอบด้วย รูปแบบหนังสือ, ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีเมล, ทางโทรศัพท์และ Walk-in โดยจะมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายนิติกรทำหน้ากลั่นกรองข้อมูลและความสลับซับซ้อนก่อนเป็นอย่างแรก ก่อนวิเคราะห์ข้อเท็จจริงที่ปรากฏ, นำข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาประกอบ พร้อมสรุปความเห็นเบื้องต้นที่เกี่ยวกับแนวทางการตอบ
“ทั้งนี้ สำนักงานกฎหมายจะแบ่งกระบวนการตอบข้อหารือออกเป็น 2 ระดับ ระดับที่หนึ่ง เป็นเรื่องข้อหารือที่ไม่ยุ่งยากหรือมีการวางแนววินิจฉัยไว้แล้ว เราสามารถตอบข้อหารือตามกระบวนการได้เลย ทั้ง ให้บุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญตอบทางโทรศัพท์ หรือให้คณะทำงานที่ปรึกษาตอบทางอีเมล เป็นต้น ส่วนในระดับที่สอง เป็นเรื่องข้อหารือที่มีความสลับซับซ้อนหรือยังไม่เคยวินิจฉัยมาก่อน ข้อหารือนั้นจะต้องนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ หรือเสนอต่อคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อดำเนินการประชุมอย่างเป็นทางการ และวินิจฉัยคำตอบที่ชัดเจนออกมา” พันตำรวจเอก ดร.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ ให้ข้อมูล
โดยตั้งแต่เริ่มต้น มาจนถึงวันที่ 1 เมษายน 2567 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีสถิติตอบข้อหารือและให้คำปรึกษาแยกตามช่องทางที่มีการเข้ามาหารือ ดังนี้
• รูปแบบหนังสือ หารือเข้ามาจำนวน 136 เรื่อง แล้วเสร็จ 57 เรื่อง
• ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีเมล หารือเข้ามาจำนวน 388 เรื่อง แล้วเสร็จ 123 เรื่อง
• ทางโทรศัพท์ หารือเข้ามาจำนวน 4,280 เรื่อง แล้วเสร็จทั้งหมด และ Walk-in หารือเข้ามาจำนวน 80 เรื่อง แล้วเสร็จทั้งหมด
ซึ่งข้อหารือที่พบมากในระยะเวลาที่ผ่านมา เช่น กรณีโดนบุคคลถ่ายรูปหรือถ่ายวิดีโอคลิป ที่เป็นข้อมูลทำให้ระบุตัวบุคคลนั้นได้โดยไม่มีการขอความยินยอมก่อน ไม่ถือว่ามีความผิดตาม PDPA หากพิจารณาได้ว่าการโดนถ่ายรูปหรือถ่ายวิดีโอคลิปดังกล่าว ‘เป็นการทำเพื่อประโยชน์ส่วนตน’ แต่หากรูปหรือคลิปนั้นทำให้เกิดความเสียหายหรือละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว ผู้กระทำก็อาจมีความผิดตามกฎหมายอื่น เช่น พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ได้เช่นกัน / กรณีการติดตั้งกล้องวงจรปิด สามารถแยกได้เป็น ประชาชนทั่วไปติดตั้งที่บ้านของตน หากเป็นการรวบรวมเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือเพื่อกิจกรรมในครอบครัวของบุคคลนั้น จะได้รับการยกเว้นไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับของ PDPA ต่างจากกรณีร้านค้า องค์กร หรือหน่วยงานที่ติดตั้งกล้องวงจรปิดในพื้นที่ ที่ต้องนำ PDPA มาใช้บังคับ เช่น ต้องแจ้งวัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมข้อมูลนั้นประกาศเป็น Privacy Notice เป็นต้น
โดย พันตำรวจเอก ดร.ศิริพล กล่าวอีกว่า ในบางข้อหารือที่มีความยุ่งยากหรือมีความผูกพันกับกฎหมายหรือหน่วยงานอื่น ๆ เช่น กฎหมายข้อมูลข่าวสารทางราชการ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน หรือเรื่องกฎหมายสุขภาพแห่งชาติที่เป็นข้อมูลอ่อนไหว ที่ทาง PDPC จำเป็นต้องเชิญหน่วยงานนั้นเข้ามาร่วมประชุม เพื่อถกเถียงทางข้อทฤษฎี ร่วมค้นคว้าอ้างอิง และใช้ความรอบคอบในการพิจารณาข้อหารือให้มากที่สุด เพราะผลของคำตอบที่ได้จะนำไปสู่การรับรู้ การสร้างความเข้าใจ และลดความเสี่ยงในการทำผิดกฎหมาย PDPA แก่ประชาชนได้ในวงกว้าง
“เราสามารถคิดได้ว่าการตอบข้อหารือนี้ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เป้าหมายของการใช้กฎหมาย PDPA ประสบความสำเร็จ นั่นคือการทำให้ผู้คนตระหนักรู้ว่าข้อมูลของตนเองนั้นเป็นสิ่งสำคัญ และรู้ถึงสิทธิของตนเอง หากข้อมูลนั้นเกิดการถูกละเมิด ขณะเดียวกัน PDPC เอง ก็จะมุ่งพัฒนากระบวนการตอบข้อหารือไม่ให้มีความล่าช้า พร้อมมุ่งเน้นที่ขั้นตอนต่อ ๆ ไปควบคู่ไปด้วย เพื่อให้มั่นใจว่ากฎหมายจะได้รับการบังคับใช้อย่างจริงจัง รวดเร็ว สุภาพอ่อนโยน
เสมอภาคเท่าเทียม ถูกต้องตามหลักการที่ควรจะเป็น”
สำหรับผู้ที่สนใจเข้าถึงข้อมูลข้อหารือที่มีการรวบรวมเป็นแนวทางไว้ สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ www.pdpc.or.th หัวข้อเอกสารเผยแพร่
ผู้ที่ต้องการขอรับคำปรึกษาเกี่ยวกับ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA
• สามารถติดต่อทางโทรศัพท์ ตามหมายเลข 02-114-8504 และ 02-141-6993
• หากเป็นการยื่นร้องเรียนสามารถเข้าไปกรอกแบบฟอร์ม ครร.1 ได้ที่หน้าเว็บไซต์ www.pdpc.or.th
• หากต้องการยื่นเป็นหนังสือหารือ สามารถส่งมาได้ที่อีเมลกลาง saraban@pdpc.or.th

Latest articles

ห้องอาหาร เดอะ ซิลค์โร้ด นำเสนอโปรโมชั่นติ่มซำมื้อกลางวันแบบอิ่มไม่อั้นตลอดสองชั่วโมง

ห้องอาหารจีน เดอะ ซิลค์โร้ด ชวนทุกคนมาลิ้มลองติ่มซำสไตล์กวางตุ้งที่ปรุงสดใหม่ทุกเมนู เสิร์ฟครบทั้งเมนูคลาสสิกและเมนูร่วมสมัยหลากหลายสไตล์ โดย เชฟเชง กัม ซิง และทีมเชฟติ่มซำประจำห้องอาหารเดอะ ซิลค์โร้ด บุฟเฟ่ต์ติ่มมื้อกลางวัน รับประทานได้สองชั่วโมง ในราคา 1,190++ บาทต่อท่าน

ซีพี แอ็กซ์ตร้า ต่อยอด Hidden Taste Thailand Presented by Lotus’s

CP AXTRA ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งค้าปลีก “แม็คโคร–โลตัส” เดินหน้าต่อยอด “Hidden Taste Thailand Presented by Lotus’s” จากรายการแข่งขันทำอาหารสู่การสร้างธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยนำเมนูจากรายการมาพัฒนาเป็นสินค้าภายใต้แบรนด์ของโลตัส ทั้งอาหารกล่องพร้อมทาน (Delica) อาหารแช่แข็ง (Frozen) และเบเกอรี (Bakery) วางจำหน่ายจริงในโลตัส

ช้าง โคลด์ บรูว์ ส่ง “Mini Can” จับกลุ่ม Mass Premium ปลุกตลาดเบียร์ 1.6 แสนล้าน

“ช้าง โคลด์ บรูว์” แจ้งเกิด Chang Cold Brew Mini Can ครั้งแรกของตลาดเบียร์ไทย เพิ่มทางเลือกใหม่ในตลาดเบียร์ Mass Premium ด้วยกระป๋องไซซ์ 250 มล. ขนาดมินิ แบบ On The Go มาพร้อมฝาบรรจุภัณฑ์ Open Lid

ผลสำรวจชี้ Digitalization คือกุญแจยกระดับการผลิต F&B สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ระบบอาหารทั่วโลกยังมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 35% และใช้พลังงานเกือบหนึ่งในสามของการใช้พลังงานทั้งหมด ปัจจัยเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นในการยกระดับการผลิตอาหารให้มีประสิทธิภาพ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และยั่งยืนมากขึ้น

More like this