หมอรามาฯ โต้กลุ่มหนุนสูบบุหรี่ไฟฟ้า เผย WHO ยืนยันไม่มีหลักฐาน

Published on

หมอรามาฯ โต้กลุ่มหนุนสูบบุหรี่ไฟฟ้า เผย WHO ยืนยันไม่มีหลักฐาน บุหรี่แบบให้ความร้อนไม่เผาไหม้ อันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา ด้านหมอประกิต ย้ำบุหรี่ไฟฟ้ายิ่งสูบยิ่งเสี่ยงติดบุหรี่ชนิดอื่นเพิ่ม ทำลายสุขภาพมากกว่าเดิม แถมไม่ช่วยเลิกสูบ

ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านควบคุมยาสูบ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยถึงกรณีที่มีเครือข่ายและเฟซบุ๊กเพจที่เชียร์บุหรี่ไฟฟ้า ออกมาเคลื่อนไหวขอให้รัฐบาลยกเลิกกฎหมายห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า โดยอ้างว่ายาสูบแบบให้ความร้อนไม่ต้องจุดไฟเผาให้เกิดควัน มีความเสี่ยงต่อสุขภาพน้อยกว่าการสูบบุหรี่ธรรมดาอย่างมากนั้น ข้อเท็จจริงคือ องค์การอนามัยโลกได้รายงาน เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2564 สรุปว่า ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันว่าบุหรี่แบบไม่เผาไหม้ช่วยลดความเสี่ยงหรือลดอันตรายจากการสูบบุหรี่ พร้อมเสนอแนะให้รัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายสื่อสารประเด็นนี้ให้สังคมรับทราบ และควรจะห้ามไม่ให้บริษัทผู้ผลิตและกลุ่มผู้สนับสนุนอ้างว่าบุหรี่แบบไม่เผาไหม้อันตรายน้อยกว่าบุหรี่แบบอื่นๆ รวมทั้งห้ามแสดงให้เห็นว่าบุหรี่แบบไม่เผาไหม้เหมาะสมสำหรับใช้เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับช่วยเลิกบุหรี่

“จากรายงานของคณะทำงานศึกษาผลิตภัณฑ์ยาสูบ องค์การอนามัยโลก ได้ศึกษารายละเอียดในแง่มุมต่างๆ ของบุหรี่แบบไม่เผาไหม้ที่น่าสนใจหลายประเด็น เช่น บุหรี่แบบไม่เผาไหม้ไม่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น โรคปอด โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงสารพิษบางชนิดที่พบในบุหรี่แบบไม่เผาไหม้ ไม่เคยพบมาก่อนในบุหรี่แบบเดิม เช่น พบทำให้เซลล์ตับถูกทำลาย ยังไม่พบคนสูบบุหรี่แบบเดิมเปลี่ยนมาสูบบุหรี่แบบไม่เผาไหม้ได้โดยสิ้นเชิง ซึ่งคนส่วนมากจะสูบบุหรี่ทั้งสองอย่างควบคู่กันไป ซึ่งทำให้พบอันตรายต่อสุขภาพได้เพิ่มขึ้น” ดร.พญ.เริงฤดี ระบุ

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า บุหรี่แบบให้ความร้อนจากแบตเตอรี่ไม่มีการเผาไหม้ เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เริ่มวางตลาดที่ประเทศญี่ปุ่นในปี 2557 และในสหรัฐอเมริกาในปี 2560 ต่อมาในปี 2563 องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA) ห้ามผู้ผลิตบุหรี่ชนิดใหม่นี้ อ้างว่าบุหรี่ชนิดนี้ช่วยให้คนเลิกสูบบุหรี่ หรือมีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา แม้ผู้สูบบุหรี่จะได้รับสารพิษน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา และจากการทบทวนรายงานวิจัยที่มีการตีพิมพ์เผยแพร่ ปี ค.ศ. 2008-2018  จากทั้งหมด 100 รายงาน ในจำนวนนี้มี 75 รายงาน ที่มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทบุหรี่ พบว่า สารพิษจากควันบุหรี่ที่ใช้ความร้อนแทนการเผาไหม้ มีน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าอันตรายต่อร่างกายน้อยลง

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ

“จากรายงานต่างๆ ระบุว่า ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์บุหรี่ชนิดใช้ความร้อนจากแบตเตอรี่มี 10-45% เป็นคนที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน โดยมีบุหรี่แบบให้ความร้อนชนิดใหม่ยี่ห้อหนึ่ง กลายเป็นสื่อนำไปสู่การสูบบุหรี่ธรรมดาถึง 20% แต่ช่วยให้เลิกสูบบุหรี่ธรรมดาได้เพียง 11% ถือว่าสัดส่วนคนที่สูบบุหรี่เพิ่มขึ้นมีมากว่าคนที่สามารถเลิกบุหรี่ได้ ขณะที่คนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าชนิดใช้ความร้อนจากแบตเตอรี่แทนการเผาไหม้ ยังคงสูบบุหรี่ธรรมดาด้วยสูงถึง 69% ซึ่งอันตรายจะไม่ลดลง รวมถึงมีการส่งเสริมการขายบุหรี่ไฟฟ้าชนิดใช้ความร้อนจากแบตเตอรี่แทนการเผาไหม้ โดยรวมแล้วนำไปสู่การเพิ่มจำนวนผู้สูบบุหรี่ และรายงานการสำรวจการใช้ยาสูบของวัยรุ่นในโรงเรียนทั่วประเทศสหรัฐฯ พบว่า 2.4% ของวัยรุ่นในสหรัฐฯ หรือ 632,000 คน เคยใช้บุหรี่ไฟฟ้า และอีก 1.6% หรือ 425,000 คน กำลังใช้บุหรี่ไฟฟ้าแบบให้ความร้อนชนิดที่ไม่เผาไหม้” ศ.นพ.ประกิต กล่าว

Latest articles

ใกล้ถึงฤดูระบาดไข้หวัดใหญ่ ป้องกันด้วยวัคซีน เลือกได้ทั้งชนิดพ่นจมูกและชนิดฉีด

โรคไข้หวัดใหญ่ที่หลายคนคิดว่าเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา จริง ๆ แล้วมีความรุนแรงกว่าที่คิด และสามารถลุกลามเป็นปอดอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ สมองอักเสบ และทำให้เสียชีวิตได้

PUMA X Pokémon คอลแลบคอลเล็กชัน ธีมแห่งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์

PUMA จับมือกับ Pokémon ฃวิชวลของแคมเปญที่เชื่อมโยงโลกของ Pokémon เข้ากับสปอร์ตแวร์สไตล์ของ PUMA สะท้อนความคอนทราสต์ระหว่าง Pokémon แห่งดวงอาทิตย์ Espeon และ Pokémon แห่งดวงจันทร์ Umbreon

วิริยะประกันภัย จับมือกลุ่มทิสโก้ สนับสนุนงานวิ่งการกุศล “Family First Neon Run 2026”

เปิดกิจกรรมวิ่งการกุศล “Family First Neon Run 2026” เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพกายใจภายในครอบครัว พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อพลังแห่งความรักและการแบ่งปันโอกาสสู่สังคม โดยรายได้จากการจำหน่ายบัตรโดยไม่หักค่าใช้จ่าย

วว. พัฒนา นวัตกรรม “โยเกิร์ตถั่วชิกพีพร้อมชง” ปฏิวัติอาหารฟังก์ชันไทย

ในยุคที่การดูแลสุขภาพไม่ได้เป็นเพียงกระแสนิยม แต่กลายเป็นวิถีชีวิตหลักของผู้คนทั่วโลก การเฟ้นหาวัตถุดิบจากธรรมชาติที่มีคุณสมบัติเป็น "อาหารฟังก์ชัน" (Functional Food) หรืออาหารที่ให้คุณประโยชน์มากกว่าคุณค่าทางโภชนาการพื้นฐาน จึงเป็นโจทย์สำคัญที่นักวิจัยทั่วโลกให้ความสนใจ

More like this