หยุดอ้าง บุหรี่ไฟฟ้าช่วยเลิกบุหรี่ เตือนหน้าใหม่อย่าหลงกระแส

36

แม้จะมีความชัดเจนในสังคมแล้วว่า บุหรี่ไฟฟ้า เป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาญาจักร ตามประกาศ ของ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2557 แต่ก็ยังเกิดความสับสนในบางกลุ่มบางคนที่สูบบุหรี่ว่า บุหรี่ไฟฟ้า เป็นทางเลือกของคนที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่

Advertisement

กรมควบคุมโรคจึงออกมาชี้แจงเพื่อความชัดเจนในเรื่องนี้ว่า ประชาชนที่ต้องการเลิกบุหรี่ให้ใช้วิธีการบำบัดที่เป็นที่ยอมรับทางการแพทย์ โดยอย่าหลงเชื่อคำโฆษณาเชิญชวนให้เลิกบุหรี่โดยหันไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าทดแทน เนื่องจากขณะนี้กำลังเป็นสินค้าแพร่ระบาดในกลุ่มเด็กและเยาวชนหน้าใหม่เป็นอย่างมาก

นายแพทย์อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีและโฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ปัจจุบันมีการสูบบุหรี่ไฟฟ้าอย่างแพร่หลายในกลุ่มวัยรุ่นไทย ด้วยเหตุเพราะรูปลักษณ์ ค่านิยมและองค์ประกอบที่ดึงดูดใจให้วัยรุ่นหันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้า บางส่วนให้เหตุผลว่าตัดสินใจหาซื้อบุหรี่ไฟฟ้ามาสูบ เพราะเชื่อคำโฆษณาเชิญชวนตามสื่อออนไลน์ว่าเป็นช่องทางหนึ่งในการช่วยเลิกบุหรี่ได้

ทางกรมควบคุมโรค ขอให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานหรือข้อสรุปทางการแพทย์ที่ชี้ชัดว่าสินค้าที่ผู้ขายเรียกว่าเป็นบุหรี่ไฟฟ้านั้น เป็นผลิตภัณฑ์มาตรฐานทางการแพทย์ในการช่วยให้คนเลิกสูบบุหรี่ แต่พบว่าเด็กและเยาวชนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เคยสูบบุหรี่เลย ตัดสินใจซื้อบุหรี่ไฟฟ้ามาทดลองสูบและเสพติดในที่สุด

ในบุหรี่ไฟฟ้ามีสารพิษโดยเฉพาะสารเสพติดอย่างนิโคติน และสารกลุ่มโลหะหนักต่างๆ เช่น โครเมี่ยม นิเคิล และฟอร์มาลดีไฮด์ หรือยาดองศพ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในระดับที่สูงหรือมากกว่าบุหรี่ทั่วไป ซึ่งมีอันตรายและส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ที่สำคัญ สินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่ห้ามนำเข้า หรือขายในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมโรค ขอให้เด็กและเยาวชน รวมทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจบุตรหลาน และตระหนักถึงอันตรายต่อสุขภาพเมื่อสูบบุหรี่ไฟฟ้าหรือสูบบุหรี่ทั่วไป และผลกระทบต่อสุขภาพของคนรอบข้าง

ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการเลิกบุหรี่ สามารถโทรปรึกษาศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ หมายเลข 1600 โทรฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย และเข้ารับบริการได้ที่ คลินิกให้บริการเลิกบุหรี่ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขใกล้บ้านได้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักควบคุมการบริโภคยาสูบ 02-580 9237 หรือสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422