ภาพบรรยากาศงาน Happy Deathday เปลี่ยนวันตายให้กลายเป็นวันสุข

Published on

สวัสดีค่า หากยังจำกันได้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทาง balancemag ได้ประชาสัมพันธ์กิจกรรม งาน Happy Deathday โดยมีทีมงานผู้จัดคือ Peaceful Death องค์กรไม่แสวงผลกำไร (NGO) ที่มีความมุ่งมั่นจะรวบรวมและนำองค์ความรู้ในเรื่องการเผชิญความตายอย่างสงบเผยแพร่ให้กับคนในสังคมไทยได้รับรู้และเปลี่ยนความตายให้กลายเป็นเรื่องที่สามารถพูดได้ทั่วไปของคนทุกช่วงวัยค่ะ

ทาง balancemag เอง ได้มีโอกาสเข้าร่วมงานเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา ขอบอกเลยว่ามีคนสนใจและเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก ทำให้ห้องเสวนาและห้องถ่ายทอดสดอีก 2 ห้อง เต็มแน่นจนต้องยืนกันเลยทีเดียว แสดงให้เห็นว่าคนไทยเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการตายกันเยอะอย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ

วันนี้ balancemag จึงนำภาพบรรยากาศในงาน Happy Deathday (โซนนิทรรศการ) มาฝากกัน ตามมาดูกันได้เลยค่า
.
.
ก้าวแรกเมื่อเข้าสู่นิทรรศการ ก็มาเจอคำถามนี้ “ทำไมคุณถึงกลัวตาย?”

เจอคำถามแรกเข้าไป หลายคนถึงกับสะอึกเลยนะคะ 55
ถัดจากคำถามแรก จะมีโลงไม้ที่ทำเปรียบเสมือนโลงศพไว้สำหรับให้ทุกคนได้ลงไปนอนเพื่อค้นหาคำตอบของการกลัวตาย ซึ่งถ้าอยากรู้เหตุผลที่คนเราไม่อยากตาย เราจะต้องลงไปนอน แล้วลืมตาขึ้นมามองด้านบน เราถึงจะเห็นเหตุผลแต่ละอย่างที่ทำให้เราไม่อยากตายค่ะ

พอลงไปนอนแล้วก็จะเห็นภาพแบบนี้

เป็นรูปแบบการจัดนิทรรศการที่เก๋ไก๋มาก ได้ทั้งซ้อมตายและได้ทราบเหตุผลของการกลัวตายไปในเวลาเดียวกันเลย และนอกจากเหตุผลในรูปแล้ว ยังมีเหตุผลอื่นอีกเช่น เสียดายที่ยังไม่ได้ทำอะไรหลายอย่าง กลัวชีวิตหลังความตาย กลัวการสูญเสียตัวตน เป็นห่วงคนที่ยังอยู่ ซึ่งแต่ละเหตุผลแทงใจคนดูเหลือเกินนน 55

แต่บทสรุปสุดท้ายของการกลัวตายก็คือ ทุกคนล้วนแล้วต้องตายอยู่ดี ..

.

เราจึงต้องมาดูกันต่อว่าถ้าเราเลือกได้ก่อนตาย เราจะเลือกทางไหนให้ตัวเองกัน
ในนิทรรศการมีทางแยกที่เราจะต้องเลือก 2 ทาง อย่างตัวเราเองก่อนจะเดินมาถึงจุดนี้ก็คิดว่าอยากจะไปตามธรรมชาติ ไม่ทรมาน แต่พอเห็นคำว่า “ต้องรอด!” แล้ว รู้สึกหนักใจทีเดียว เชื่อว่าหลายๆ คน ก็อยากจะเลือกโอกาสที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง เดี๋ยวเราลองมาดูกันว่า ทั้งสองทางเลือกจะพาเราไปเจออะไร

ทางเลือกแรก ต้องรอด

เมื่อเดินเข้าไปจะพบเสียงบันทึกการพูดคุยของครอบครัวที่ถกเถียงกันเรื่องการช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้ายว่าควรเป็นไปในแบบใด มีเสียงการโต้เถียง และความไม่พอใจเจือปนอยู่ ซึ่งหากทบทวนประสบการณ์ของแต่ละคน จะพบว่า หากผู้ป่วยระยะสุดท้ายไม่ได้ทิ้งข้อความใดๆ ไว้ ก็มักจะทำให้ครอบครัวต้องเลือกทางที่ไม่รู้ว่าดีพอหรือเปล่าสำหรับผู้ป่วย ซึ่งญาติแต่ละคนก็มีความต้องการแตกต่างกันไม่แปลกเลยที่จะมีความบาดหมางเกิดขึ้นท่ามกลางความทุกข์ของการเจ็บป่วยของผู้ป่วยระยะสุดท้าย และในทางเลือกนี้มีการแสดงคลิป การช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้าย โดยในคลิปจะเป็นหุ่นสาธิตการช่วยเหลือผู้ป่วย ซึ่งหุ่นมีการแสดงท่าทางเจ็บปวดและทรมานจากการช่วยเหลือทางการแพทย์ที่ต้องปั๊มหัวใจเพื่อให้กลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง
.

ทางเลือกที่สอง ต้องไม่ทรมาน
เมื่อเดินเข้าไปจะพบการให้ความรู้ในเรื่องของการทำอย่างไรจึงจะตายดี ซึ่งจะช่วยบอกทั้งความหมายว่าอะไรบ้างคือการตายดี ต้องใช้เครื่องมืออะไรและมีแนวทางใดบ้างเพื่อไปให้ถึงการตายดี โดยจะเน้นให้มีการสื่อสารกันระหว่างผู้ป่วยระยะสุดท้ายและครอบครัวเพื่อหาทางออกในการตายดีที่เหมาะสมกับแต่ละคน และยังมีเครื่องมือที่ช่วยให้การพูดเรื่องความตายง่ายขึ้น นั้นคือ หนังสือเบาใจ ที่ทางผู้จัดงานได้นำมาแจกให้กับผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานทุกคน โดยหนังสือเบาใจเปรียบเสมือนพินัยกรรมชีวิต (living will) ที่จะช่วยบันทึกความต้องการเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ทั้งการดูแลด้านจิตใจ ร่างกาย การเลือกผู้ที่จะตัดสินใจแทน การจัดการร่างกาย และการจัดการงานศพ ซึ่งจะช่วยให้ได้ทั้งทบทวนตัวเอง และปล่อยวางสิ่งที่มีอยู่

จบไปแล้วกับ 2 ทางเลือกที่หนักหนาสาหัสเหลือเกินว่าเราควรจะเลือกทางไหน ดังนั้นทางที่ดีและเหมาะสมกับตัวเราที่สุดก็คือทางที่เราเป็นคนเลือกเอง เราจึงควรหันมาพูดเรื่องความตายกันอย่างเปิดเผยเพื่อให้เราได้ในสิ่งที่เราต้องการ และครอบครัวหรือคนที่เรารักจะได้ไม่ต้องทุกข์ทรมานกับการไม่รู้ว่าควรเลือกทางใดถึงจะดีที่สุดให้กับเราค่ะ
.
.
นอกจากนี้ ทางผู้จัดงานยังมีการให้ข้อมูลเรื่องค่าใช้จ่ายในงานศพ และมีการพูดถึงงานศพในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น งานศพเจ้าสาว (ผู้เสียชีวิตป่วยระยะสุดท้ายก่อนจะได้เข้าพิธีแต่งงาน) หรืองานศพคิตตี้สีชมพู (ผู้เสียชีวิตชอบคิตตี้) ซึ่งทำให้เห็นว่างานศพไม่จำเป็นต้องมีแพทเทินที่เศร้าหมอง ร้องไห้ หดหู่ แต่เราสามารถเลือกได้ด้วยตัวเองว่า อยากให้ออกมาในโทนไหน มูดอะไร และเราสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายของงานด้วยตัวเองตั้งแต่ตอนที่เรายังมีชีวิต สิ่งเหล่านี้จะทำได้หากเราพูดเรื่องการตายให้เป็นเรื่องปกติ เป็นที่ยอมรับ และอาจนำความสุขมาให้ตัวเราและครอบครัวได้มากกว่าการมองว่าความตายเป็นเรื่องอัปมงคลที่ไม่ควรพูดถึง


ก่อนออกจากที่จัดนิทรรศการ เราก็ได้เห็นโปสการ์ดที่ทางทีมงานตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้เขียนสิ่งต่างๆที่เราได้รับ และทางทีมงานจะนำส่งให้ถึงบ้านโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเลยค่ะ!

นอกจากการเดินชมนิทรรศการแล้ว ในโซนนิทรรศการยังมีกิจกรรม พูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับความตายทั้งในด้านพระพุทธศาสนา และด้านการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญ ทั้งแพทย์ พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ และมีอาสาสมัครรับฟังผู้เข้าชมนิทรรศการทั้งแบบกลุ่มและแบบเดี่ยวอีกด้วย ต้องบอกเลยว่าครบการให้บริการตามความต้องการของผู้เข้าชมจริงๆ

และยังมีกระดานดำให้เขียนสิ่งที่จะทำก่อนตายด้วย

และกิจกรรมสุดท้ายที่ให้ทั้งความบันเทิงและข้อคิดเตือนใจในการมองความตายให้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวและพูดถึงได้ทุกช่วงวัยในโซนนิทรรศการก็คือกิจกรรม “ไพ่ไขชีวิต” เป็นกิจกรรมที่ให้ทุกท่านนั่งล้อมวง และหยิบไพ่คำถาม ขึ้นมาและแลกเปลี่ยนกันภายในวง โดยมีคำถามที่เกี่ยวกับความตาย เช่น หากพรุ่งนี้คุณตาย คุณจะขอโทษและขอบคุณใคร , สิ่งไหนที่คุณคิดว่าคุณไม่มีทางทำได้สำเร็จในชีวิตนี้อีกแล้ว หรือ ถ้าคนที่คุณรักป่วยระยะสุดท้ายคุณจะบอกความจริงหรือไม่ ซึ่งคำถามเหล่านี้แม้ว่าจะเป็นคำถามที่ดูซีเรียสและจริงจัง แต่เมื่อแลกเปลี่ยนกันในวงจริงๆ พบว่า ทั้งสนุกสนาน และได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ จากคนอื่นในวงที่เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ถือเป็นกิจกรรมที่ดีและเป็นจุดพีคอีกจุดหนึ่งของงานเลยก็ว่าได้ ซึ่งเกมไพ่ไขชีวิตมีขายภายในงานด้วยนะคะ ตัวเราเองก็แอบซื้อมาหนึ่งสำรับเหมือนกัน 55

จบไปแล้วนะคะ กับการพาทุกคนไปดูบรรยากาศในงาน Happy Deathday โซน นิทรรศการ หวังว่าทุกคนจะเต็มอิ่มและได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ จากการอ่านบทความนี้ และหากใครที่ไม่ได้ไปร่วมงาน แต่ชื่นชอบและอยากทำความรู้จักกับการตายอย่างไรให้มีความสุข ขอแนะนำให้เข้าไปติดได้ในเพจ Peaceful Death จะมีบันทึกไลฟ์สดจากการเสวนา และมีข่าวประชาสัมพันธ์การจัดงานในครั้งต่อๆ ไปค่ะ

ก่อนจบบทความนี้นะคะ ก็หวังว่าการพาทุกคนไปดูบรรยากาศนิทรรศการ Happy Deathdayน่าจะทำให้ทุกคนได้มองความตายในมิติใหม่ ที่ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คิด และอาจไม่ใช่เรื่องทุกข์หรือยุ่งยาก วุ่นวายอย่างที่หลายคนเคยเจอกัน หากเราเพียงแต่เตรียมพร้อมในการวางแผนเสียตั้งแต่วันนี้เพื่อให้การตายของเราเป็นไปในรูปแบบที่เราต้องการ และเป็นในแบบที่เราอยากให้คนที่เรารักจดจำตัวตนของเราก่อนจากกันค่ะ

ถ้าชื่นชม ชื่นชอบ อย่าลืมกดแชร์เพจ balancemag กันนะคะ

ขอขอบคุณ
ภาพจากคุณ Apantree Tanbuasawan (กัลยาณมิตรในงาน Happy Deathday)
Siripong Sawatsuntisuk (เอเจ.กอจอ)
และเพจ Peaceful Death

Latest articles

สสส. เผยวิกฤติสงฆ์ไทย 78% เสี่ยงปัญหาความดันและไขมันในเลือดสูง พร้อมเปิดตัวโครงการ “ตักบาตรคิดถึงสุขภาพพระ”

สสส. เผยข้อมูลสุขภาพพระสงฆ์ไทยทั่วประเทศในปี 2565-2568 พบว่า 78%* ของพระสงฆ์ไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงกับโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับอาหารที่ฉัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไขมันในเลือดสูง ซึ่งพระสงฆ์ที่เข้ารับการตรวจมีภาวะคลอเรสเตอรอลสูงกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร มากถึง 47.84%-55.42% มีโรคความดันโลหิตสูง มียอดผู้ป่วยสูงสุดเป็นอันดับ 1 คือ 73,077 ราย รวมทั้งมีภาวะอ้วนสะสมถึง 35.73%-44.95% ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ก่อให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมา

“เพ็ญภาค” ทรานส์ฟอร์มสู่ผู้ผลิตเครื่องดื่ม RTD และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารครบวงจร

“เพ็ญภาค” ผู้บุกเบิกตลาดยาสมุนไพรและเครื่องดื่มสุขภาพระดับตำนานที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 109 ปี ประกาศปรับทิศทางธุรกิจครั้งใหญ่ ทรานส์ฟอร์มสู่การเป็นผู้ผลิตเครื่องดื่มพร้อมดื่ม (RTD) ทั้งกลุ่มไม่มีแอลกอฮอล์ (Non-Alcohol), มีแอลกอฮอล์ (Alcohol) และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างเต็มรูปแบบ ตอกย้ำภาพลักษณ์เจ้าตลาดเครื่องดื่มสมุนไพรอัดก๊าซซ่าเจนใหม่ที่เข้าถึงไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่อย่างลงตัว

Disrupt Health Impact Fund จับเทรนด์ Women’s Health ลงทุนใน “Osteoboost” จากสหรัฐฯ

กองทุน Disrupt Health Impact Fund ประกาศลงทุนใน Osteoboost สตาร์ทอัพ Women's Health Tech สัญชาติอเมริกัน ผู้พัฒนาอุปกรณ์ wearable ตัวแรกและตัวเดียวที่ได้รับการรับรองจาก FDA เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับชะลอภาวะกระดูกบาง เทคโนโลยี Precision Vibration Therapy ของ Osteoboost ช่วยชะลอการลดมวลกระดูกบริเวณกระดูกสันหลังและสะโพก

AirAsia MOVE ชี้ความต้องการเดินทางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเติบโตต่อเนื่อง

AirAsia MOVE แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวชั้นนำของภูมิภาค เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกด้านการเดินทางประจำไตรมาส 1 ปี 2569 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความต้องการเดินทางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

More like this