เต็ดตรา แพ้ค เดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมขยายความร่วมมือด้านการรีไซเคิล

Published on

เต็ดตรา แพ้ค เปิดเผยรายงานความยั่งยืน ประจำปี 2568 นำเสนอผลการดำเนินงานด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องของบริษัท และบทบาทของความคืบหน้าดังกล่าวในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบอาหารทั่วโลก

ในปี 2568 บริษัทประสบความสำเร็จในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า 34% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2562[1] เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าราว 12 จุดเปอร์เซ็นต์[2] โดยการดำเนินงานภายในของบริษัท เต็ดตรา แพ้คสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 56%[3] และมีสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนสูงถึง 97% ของการใช้พลังงานทั้งหมด

ความก้าวหน้าดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการที่เต็ดตรา แพ้คให้ความสำคัญมากขึ้นในการต่อยอดผลลัพธ์จากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้กลายเป็นความยืดหยุ่นของระบบอาหารในระยะยาว โดยมุ่งเน้นความพยายามและการลงทุนไปยังด้านที่สามารถสร้างคุณค่าในระยะยาวได้มากที่สุด เพื่อสนับสนุนการผลิตอาหารที่มีประสิทธิภาพและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

ปฏิญญา ศิลสุภดล ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืน บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า “ความก้าวหน้าของเราแสดงให้เห็นว่าเส้นทางสู่ความยั่งยืนของเต็ดตรา แพ้ค กำลังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง และเรายังคงมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ที่จะผลักดันการดำเนินงานนี้ให้ก้าวไปไกลยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีที่เป้าหมายระยะยาวของเรากำลังนำไปสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในประเทศไทย ในทุกความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นก้าวเล็ก ๆ หรือใหญ่ ล้วนมีส่วนสนับสนุนเป้าหมายของประเทศในการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงนั้นต้องอาศัยความมุ่งมั่นร่วมกันจากทุกภาคอุตสาหกรรมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรในท้องถิ่น เรากำลังสนับสนุนโครงการริเริ่มต่าง ๆ ที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนในภาพรวมของประเทศไทย”

เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทย

ในฐานะส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนในประเทศไทย เต็ดตรา แพ้คได้ร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรด้านการรีไซเคิลในประเทศ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกในระยะยาว โดยกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วจะถูกเก็บรวบรวม คัดแยก และส่งต่อไปยังบริษัท อีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทย จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานรีไซเคิล เพื่อนำกลับมาแปรรูปเป็นวัสดุรีไซเคิล จากนั้นเยื่อกระดาษรีไซเคิลที่ได้จะถูกส่งต่อไปยังผู้ผลิตอย่าง บริษัท กฤษณ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ จำกัด ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างที่ยั่งยืนชั้นนำของประเทศ เพื่อนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่สร้างคุณค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรหมุนเวียน

สมยศ วัฒน์พานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัทอีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทย จำกัด กล่าวว่า “ไม่มีองค์กรใดสามารถสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนได้เพียงลำพัง ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้เก็บรวบรวมวัสดุ ผู้บริโภค และแบรนด์ต่าง ๆ ร่วมมือกัน ที่อีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทย ภารกิจของเราคือการเปลี่ยนกล่องเครื่องดื่มที่บริโภคแล้วให้กลายเป็นวัสดุใหม่ เรามุ่งเน้นการรีไซเคิลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้วัสดุที่มีคุณค่าเหล่านี้ ทั้งเยื่อกระดาษ พลาสติก และอะลูมิเนียมฟอยล์ ที่ได้จากการรีไซเคิล ถูกนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้อย่างปลอดภัยโดยผู้ผลิตภายในประเทศ”

กฤษณ์ เกรียวสกุล ผู้บริหาร บริษัท กฤษณ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ จำกัด กล่าวเสริม “เป้าหมายของเราคือการทดสอบในกระบวนการผลิตเชิงอุตสาหกรรมว่าเยื่อกระดาษที่ได้จากการรีไซเคิลจากกล่องเครื่องดื่มสามารถให้คุณภาพเทียบเท่ากับวัตถุดิบใหม่ เมื่อเริ่มต้นโครงการใช้วัสดุรีไซเคิลทดแทนในการผลิต โรงงานผลิตกระเบื้องโอฬารของเราใช้เยื่อกระดาษรีไซเคิลผสมในแผ่นกระเบื้องซีเมนต์เพียง 10% จากการใช้เยื่อทั้งหมดเท่านั้น แต่ปัจจุบันเราได้ขยายการใช้งานจนสามารถทดแทนเส้นใยใหม่ ได้มากกว่า 20% โดยเฉลี่ยในกลุ่มผลิตภัณฑ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ของเราและมีแนวโน้มเพิ่มการใช้งานอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือครั้งนี้ช่วยให้เราสามารถต่อยอดคุณค่าของวัสดุที่ได้จากบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว ให้กลับมามีชีวิตใหม่ในรูปแบบวัสดุก่อสร้างคุณภาพเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นกระเบื้องไฟเบอร์ซีเมนต์ อีโค่บล็อก และไม้เทียม”

เต็ดตรา แพ้ค ยังได้จัดทำและเปิดตัวการประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและธรรมชาติแบบบูรณาการในปี 2568 เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจด้านการลงทุน รวมถึงเสริมสร้างระบบอาหารที่มีประสิทธิภาพและมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น โดยผลการประเมินช่วยระบุประเด็นความเสี่ยงและโอกาสที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของการดำเนินงานและห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท พร้อมกำหนดแผนดำเนินงานสำหรับแต่ละประเด็นอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ บริษัทยังได้ปรับปรุงกรอบการดำเนินงานด้านธรรมชาติ (Approach to Nature Framework) ให้สอดคล้องกับองค์ความรู้และบริบทของอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดและปรับปรุงเป้าหมายในประเด็นสำคัญ เพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ตลอดปี 2568 เต็ตตรา แพ้ค ได้เปิดตัวและพัฒนานวัตกรรมและโซลูชันทั้งในระดับโลกและระดับท้องถิ่น เพื่อช่วยให้ลูกค้าลดการใช้สาธารณูปโภค วัสดุ และพลังงานได้มากที่สุด โดยยึดแนวคิด ต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งาน (Total Cost of Ownership: TCO) ซึ่งคำนึงถึงต้นทุนของอุปกรณ์ตลอดทั้งวงจรชีวิต มากกว่าการพิจารณาเพียงต้นทุนเริ่มต้น นอกจากนี้ บริษัทยังได้เปิดตัว Tetra Pak® Factory OS™ ระบบอัตโนมัติและระบบนิเวศดิจิทัลยุคใหม่ ที่ผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะแบบโมดูลาร์ซึ่งสามารถขยายการใช้งานได้ตามความต้องการ เข้ากับความเชี่ยวชาญเชิงลึกด้านอุตสาหกรรมและเครื่องจักร เพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าใจและลดการสูญเสียในกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความมุ่งมั่นในการผลักดันการผลิตอาหารอย่างยั่งยืนยังได้รับการต่อยอดผ่านการขยายเครือข่ายศูนย์นวัตกรรมของเต็ตตรา แพ้คทั่วโลก โดยในปี 2568 บริษัทได้เปิดศูนย์ใหม่หลายแห่ง ทั้งศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ในเมืองโชเลต์ ประเทศฝรั่งเศส ศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีอาหารแห่งอนาคต (Tetra Pak® New Food Technology Development Centre) ในประเทศสวีเดน และศูนย์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้าที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ทดลองนวัตกรรม พัฒนาผลิตภัณฑ์ และขยายกำลังการผลิต ด้วยการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญของเต็ตตรา แพ้ค เพื่อส่งมอบอาหารที่ปลอดภัยสู่ผู้บริโภคทั่วโลก

ความคืบหน้าในปี 2568 แสดงให้เห็นว่า เต็ตตรา แพ้ค ยังคงดำเนินงานได้ตามแผนเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศในระยะยาว โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่าลง 46% ภายในปี 2573 ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 100% ในทุกการดำเนินงานภายในปี 2573 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593

รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 (FY25) ยังระบุถึงความคืบหน้าและความสำเร็จที่สำคัญในด้านต่าง ๆ ดังนี้:

ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์มูลค่าประมาณ 100 ล้านยูโร (ราว 3,700 ล้านบาท) เพื่อยกระดับความยั่งยืนของบรรจุภัณฑ์เต็ตตรา แพ้ค โดยการลงทุนดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนา ชั้นปกป้อง (Barrier) ที่ทำจากกระดาษสำหรับบรรจุภัณฑ์น้ำผลไม้เป็นครั้งแรกของโลก ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ถึง 43% เมื่อเทียบกับบรรจุภัณฑ์ปลอดเชื้อที่ใช้ชั้นอะลูมิเนียมฟอยล์และพอลิเมอร์จากเชื้อเพลิงฟอสซิล

เดินหน้าผลักดันการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในระบบอาหาร ด้วยการลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Industrial Development Organization – UNIDO) ภายในงานการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ (COP30) เพื่อเร่งขยายการพัฒนาและประยุกต์ใช้นวัตกรรมด้านระบบอาหารที่ยั่งยืน

สนับสนุนโครงการโภชนาการในโรงเรียนใน 52 ประเทศ โดยสนับสนุนการจัดส่งนมและเครื่องดื่มในกล่องเต็ตตรา แพ้คให้แก่เด็กกว่า 68 ล้านคน เพิ่มจากปี 2567 ถึง 2 ล้านคน ในอีก 3 ประเทศ

จัดทำการทบทวนเชิงลึกเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนที่มีความสำคัญตลอดห่วงโซ่คุณค่า

ขยายการดำเนินงานด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศผ่านโครงการ Araucaria Conservation Project โดยในปี 2568 เพียงปีเดียว ได้เพิ่มพื้นที่ฟื้นฟูกว่า 1,600 เฮกตาร์ ส่งผลให้พื้นที่ทั้งหมดที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าภายในปีเดียว

[1] ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามขอบเขตที่ 1, 2 และ 3 เมื่อเทียบกับข้อมูลพื้นฐานในปี 2562

[2] ตลอดปี 2567

[3] ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามขอบเขตที่ 1, 2 และการเดินทางเพื่อธุรกิจ เทียบกับปีฐาน 2562

Latest articles

พญาไท–เปาโล x เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ชวนผู้หญิงดูแลสุขภาพก่อนป่วย ผ่าน “MOMGEVITY”

เครือโรงพยาบาลพญาไท และเครือโรงพยาบาลเปาโล ผนึกกำลังเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ เปิดตัวแคมเปญใหญ่ต้อนรับเทศกาลวันแม่ “THE MALL LIFESTORE MOMGEVITY” ดึงศักยภาพทางการแพทย์สู่ศูนย์การค้า หวังสร้าง Health Ecosystem

Thailand Printmaking Festival 2026 สนามเด็กเล่นของภาพพิมพ์

Thailand Printmaking Festival 2026 (TPMF 2026) เทศกาลศิลปะภาพพิมพ์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 2 เปิดฉากอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ณ The Event Hall ชั้น 2 เซ็นทรัลชิดลม กลับมาอีก ครั้งต่อเนื่องเป็นปีที่สอง

SCGP ทุ่มงบ 9,846 ล้านบาท ขยายกำลังการผลิตกระดาษสำหรับผลิตแผ่นยิปซัม

SCGP เดินหน้าลงทุนเชิงกลยุทธ์ ขยายกำลังการผลิตกระดาษสำหรับผลิตแผ่นยิปซัม (Plasterboard Liner) ที่โรงงานในประเทศไทย ด้วยงบประมาณรวม 9,846 ล้านบาท เสริมแกร่งผู้นำตลาดกลุ่มสินค้ามูลค่าสูง

SABINA ส่งนวัตกรรมชุดชั้นใน SMART STRETCH ยืดหยุ่นตามรูปร่าง สางความกังวลเรื่องไซซ์

การพัฒนานวัตกรรม SMART STRETCH เริ่มจากการที่เรามองเห็นโอกาสที่ยังสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่มีความไม่มั่นใจในการตัดสินใจซื้อจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น การวัดไซซ์ที่คลาดเคลื่อน กลัวใส่ได้ไม่พอดี หรือเป็นคนที่ไซซ์ไม่คงที่

More like this