SC Green Mark มาตรฐานใหม่เพื่อที่อยู่อาศัยยั่งยืน เทียบชั้นมาตรฐานสากล

Published on

SC เดินหน้าสานต่อกลยุทธ์หลังประกาศรีแบรนด์ใหญ่ จับมือสถาบันอาคารเขียวไทย ภายใต้มูลนิธิอาคารเขียวไทย พัฒนา SC Green Mark มาตรฐานใหม่เพื่อที่อยู่อาศัยยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องมาตรฐานสากล ขึ้นแท่นอสังหาฯไทยรายแรกที่มีมาตรฐานอาคารเขียวของตัวเอง มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตควบคู่สิ่งแวดล้อม สร้างคุณค่าให้คนและโลก พร้อมวางรากฐานมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทย นำร่องในบ้านเดี่ยวแบรนด์ “แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด” (Grand Bangkok Boulevard) และ “บางกอก บูเลอวาร์ด” (Bangkok Boulevard)
สุดารัตน์ เจริญเกตุมงคล รองกรรมการผู้จัดการ สายงานการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC กล่าวว่า หลังจากการประกาศทิศทาง SC Business Direction 2026 พร้อมการรีแบรนด์ครั้งใหญ่ ตลอดจนแผนการพัฒนามาตรฐานอาคารเขียวขององค์กร บริษัทเดินหน้าเป็นผู้นำกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายแรกที่พัฒนามาตรฐานอาคารเขียวของตนเอง เพื่อสร้างคุณค่าให้ผู้คนและโลก ภายใต้ชื่อ “SC Green Mark” โดยนำร่องพัฒนา SC Green Mark กลุ่มแรก สำหรับโครงการบ้านเดี่ยว ร่วมกับสถาบันอาคารเขียวไทย (TGBI) ภายใต้มูลนิธิอาคารเขียวไทย
“SC Green Mark ไม่ใช่แค่แนวคิด แต่เป็นมาตรฐานที่เราพัฒนาขึ้นเพื่อนำไปใช้จริงในทุกโครงการ โดยอ้างอิงเกณฑ์สากลอย่าง LEED, WELL และ TREES สำหรับกลุ่มโครงการแนวราบ เราได้ร่วมกับสถาบันอาคารเขียวไทยในการพัฒนาและตรวจประเมิน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกองค์ประกอบสามารถสร้างทั้งคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่อาศัย และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้จริง” นางสาวสุดารัตน์กล่าว
ทั้งนี้ SC Green Mark ถือเป็นการต่อยอดแนวคิด SCero Mission (ซีโร่ มิชชัน) โดยได้รับการออกแบบให้เป็นแนวทางกลางสำหรับทีมออกแบบ วิศวกร ผู้รับเหมา และฝ่ายจัดซื้อ เพื่อทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่กระบวนการออกแบบ การก่อสร้าง การอยู่อาศัย ไปจนถึงการจัดการของเสีย เพื่อสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนทั้งต่อผู้อยู่อาศัย สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ครอบคลุม 4 มิติหลัก ได้แก่
  1. Environmental Impact Reduction – ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการออกแบบพื้นที่และภูมิสถาปัตยกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และส่งเสริมการใช้วัสดุที่สามารถหมุนเวียน (Circularity) มีความทนทาน และลดของเสียในระยะยาว
  2. Energy & Water Efficiency – ลดการใช้พลังงานและทรัพยากร ออกแบบอาคารให้ใช้พลังงานธรรมชาติสูงสุด (Passive Design) ลดการพึ่งพาเครื่องปรับอากาศ พร้อมเลือกใช้วัสดุและอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน รวมถึงระบบสุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ และส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น Solar Roof
  3. Well-Being and Quality of Life – ยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาวะ ออกแบบพื้นที่ให้เอื้อต่อสุขภาพกายและใจ เช่น การระบายอากาศที่ดี การรับแสงธรรมชาติอย่างเหมาะสม พื้นที่สีเขียวสำหรับการพักผ่อน และการเลือกใช้วัสดุและผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น Low-VOC พร้อมสนับสนุนวิถีชีวิตที่ดีในทุกช่วงวัย
  4. Innovation – นวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยยุคใหม่ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยยกระดับการอยู่อาศัย อาทิ ระบบ Smart Home ระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะ ระบบแจ้งเตือนการบำรุงรักษาผ่านแอปพลิเคชัน รวมถึงเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย เช่น Face Recognition และ AI Security
เบื้องต้น จะนำร่อง SC Green Mark ในกลุ่มโครงการแบรนด์ แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด (Grand Bangkok Boulevard) และบางกอก บูเลอวาร์ด (Bangkok Boulevard) โดยจะขยายให้ครอบคลุมทุกเซ็กเมนท์ ภายในปี พ.ศ 2570
ด้าน รศ.สิริวัฒน์ ไชยชนะ ประธานมูลนิธิอาคารเขียวไทย กล่าวว่า มูลนิธิฯ มีบทบาทในการร่วมพัฒนาและตรวจประเมินมาตรฐาน SC Green Mark เพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์อาคารเขียวของประเทศไทย และเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากล โดยการทำงานร่วมกับ SC ในครั้งนี้ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของภาคเอกชนที่ลุกขึ้นมาพัฒนามาตรฐานของตนเองอย่างจริงจัง
“ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานอาคารเขียวของไทยจากระดับแนวคิดสู่การปฏิบัติจริง โดย SC Green Mark เป็นโมเดลที่สะท้อนว่าการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สามารถสร้างสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต และความคุ้มค่าทางธุรกิจได้ในเวลาเดียวกัน” รศ.สิริวัฒน์กล่าว
นอกจากนี้ การพัฒนามาตรฐานดังกล่าวยังมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และเตรียมความพร้อมภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยต่อแนวโน้มด้านความยั่งยืนในอนาคต ทั้งในมิติของกฎระเบียบ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Financing) และความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
สำหรับสถาบันอาคารเขียวไทย เป็นหน่วยงานอิสระ ไม่แสวงหากำไร ดำเนินงานภายใต้มูลนิธิอาคารเขียวไทย เกิดขึ้นจากการรวมตัวของกลุ่มอาสาสมัครที่ประกอบด้วยสถาปนิกและวิศวกรจากสมาคมวิชาชีพ 2 แห่ง คือ สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ต้องการให้มีหน่วยงานด้านอาคารเขียวของไทย ทำหน้าที่พัฒนาองค์ความรู้ และจัดทำมาตรฐาน รวมทั้งหลักเกณฑ์อาคารเขียวของไทยขึ้นมาใช้เอง ลดความเสียเปรียบด้านการค้าและเศรษฐกิจของประเทศ

Latest articles

สสส. เผยวิกฤติสงฆ์ไทย 78% เสี่ยงปัญหาความดันและไขมันในเลือดสูง พร้อมเปิดตัวโครงการ “ตักบาตรคิดถึงสุขภาพพระ”

สสส. เผยข้อมูลสุขภาพพระสงฆ์ไทยทั่วประเทศในปี 2565-2568 พบว่า 78%* ของพระสงฆ์ไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงกับโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับอาหารที่ฉัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไขมันในเลือดสูง ซึ่งพระสงฆ์ที่เข้ารับการตรวจมีภาวะคลอเรสเตอรอลสูงกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร มากถึง 47.84%-55.42% มีโรคความดันโลหิตสูง มียอดผู้ป่วยสูงสุดเป็นอันดับ 1 คือ 73,077 ราย รวมทั้งมีภาวะอ้วนสะสมถึง 35.73%-44.95% ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ก่อให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมา

“เพ็ญภาค” ทรานส์ฟอร์มสู่ผู้ผลิตเครื่องดื่ม RTD และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารครบวงจร

“เพ็ญภาค” ผู้บุกเบิกตลาดยาสมุนไพรและเครื่องดื่มสุขภาพระดับตำนานที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 109 ปี ประกาศปรับทิศทางธุรกิจครั้งใหญ่ ทรานส์ฟอร์มสู่การเป็นผู้ผลิตเครื่องดื่มพร้อมดื่ม (RTD) ทั้งกลุ่มไม่มีแอลกอฮอล์ (Non-Alcohol), มีแอลกอฮอล์ (Alcohol) และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างเต็มรูปแบบ ตอกย้ำภาพลักษณ์เจ้าตลาดเครื่องดื่มสมุนไพรอัดก๊าซซ่าเจนใหม่ที่เข้าถึงไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่อย่างลงตัว

Disrupt Health Impact Fund จับเทรนด์ Women’s Health ลงทุนใน “Osteoboost” จากสหรัฐฯ

กองทุน Disrupt Health Impact Fund ประกาศลงทุนใน Osteoboost สตาร์ทอัพ Women's Health Tech สัญชาติอเมริกัน ผู้พัฒนาอุปกรณ์ wearable ตัวแรกและตัวเดียวที่ได้รับการรับรองจาก FDA เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับชะลอภาวะกระดูกบาง เทคโนโลยี Precision Vibration Therapy ของ Osteoboost ช่วยชะลอการลดมวลกระดูกบริเวณกระดูกสันหลังและสะโพก

AirAsia MOVE ชี้ความต้องการเดินทางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเติบโตต่อเนื่อง

AirAsia MOVE แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวชั้นนำของภูมิภาค เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกด้านการเดินทางประจำไตรมาส 1 ปี 2569 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความต้องการเดินทางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

More like this