ดร.หญิง-ศิริบูรณ์ แชร์บทเรียนเฉียดวิกฤต ประสบการณ์ติดเชื้อดื้อยาจากการใช้ยาปฏิชีวนะ  

Published on

หลายคนอาจเคยคิดว่าบาดแผลเล็ก ๆ เป็นเพียงเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นรอยขีดข่วนแผลถลอก หรือแผลจากสัตว์เลี้ยงที่คุ้นเคย จึงมักเชื่อว่าการทำแผลเบื้องต้นหรือใช้ยาทั่วไปก็เพียงพอให้อาการค่อย ๆ ดีขึ้น แต่ในความเป็นจริงบาดแผลเล็ก ๆ เหล่านี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความเสี่ยงด้านสุขภาพที่หลายคนคาดไม่ถึง โดยเฉพาะปัญหาเชื้อดื้อยา ซึ่งกำลังกลายเป็นภัยเงียบที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วโลก และอาจเกิดขึ้นได้จากพฤติกรรมการใช้ยาโดยขาดความเข้าใจ

ประเด็นเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับหลายคน จนกระทั่งได้เกิดขึ้นกับตัวเอง ดังเช่นประสบการณ์ของ “หญิง–ศิริบูรณ์ ณัฐพันธ์” พิธีกรและผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ที่เคยเผชิญภาวะติดเชื้อดื้อยาจากเหตุการณ์ที่เริ่มต้นเพียงบาดแผลเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันจากเจ้าสี่ขาแสนรู้ ก่อนจะค่อย ๆ กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เธอตระหนักว่า ปัญหาเชื้อดื้อยาอาจใกล้ตัวกว่าที่หลายคนคิด และการรู้เท่าทันเรื่องการใช้ยาอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

จากสุนัขกัด สู่จุดเริ่มต้นของวิกฤตไม่คาดคิด

ดร.ศิริบูรณ์ ณัฐพันธ์ เล่าย้อนถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นระหว่างที่เล่นกับสุนัขที่เลี้ยงไว้ โดยไม่ได้ระมัดระวังมากนัก รวมถึงไม่คาดคิดว่าสุนัขที่เลี้ยงไว้อาจจะอารมณ์ไม่ดี จึงถูกกัดเข้าที่นิ้วอย่างแรง เกิดเป็นบาดแผลขนาดใหญ่และลึก เมื่อเกิดเหตุขึ้นจึงรีบปฐมพยาบาลเบื้องต้นทันที ก่อนเดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ทำแผลและประเมินอาการอย่างละเอียด ระหว่างนั้นได้เข้ารับการรักษา ทั้งการเย็บแผล รับยาฆ่าเชื้อ ยาแก้ปวด ยาลดอาการบวม รวมถึงวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และวัคซีนบาดทะยักตามแนวทางทางการแพทย์ โดยคาดหวังว่าอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ

แต่ปรากฏว่าเมื่อเวลาผ่านไปเกือบสัปดาห์ อาการก็ไม่ดีขึ้น ทั้งมีเลือดซึมออกมาจากบาดแผล เกิดอาการบวมและเริ่มเป็นสีม่วง แพทย์จึงให้ยาฆ่าเชื้อผ่านเส้นเลือด แต่สุดท้ายอาการยังไม่ดีขึ้น ในตอนนั้นคิดว่ามีแนวโน้มติดเชื้ออย่างแน่นอน จึงตัดสินใจเข้าตรวจวินิจฉัยกับแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการตรวจอย่างละเอียด และเป็นที่ชัดเจนว่า อาการที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะติดเชื้อจาก “น้ำลายสุนัข” แต่เกิดจากการติด “เชื้อดื้อยา” ส่งผลให้ยาที่ใช้ไม่ตอบสนองกับร่างกาย

จากความไม่รู้ สู่กระบวนการรักษาที่ยาวนาน

ดร.ศิริบูรณ์ เผยต่อว่า หลังจากที่ทราบว่าตัวเองติดเชื้อดื้อยา จึงได้เข้ารับการรักษาตามกระบวนการ มีการเปลี่ยนตัวยาเพื่อให้ตอบสนองต่อการรักษา ก่อนที่อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ มีการปรับการรักษาให้เหมาะสม ลดการใช้ยา จนสุดท้ายไม่ต้องรับประทานยาแล้วหลังจากที่อยู่ในกระบวนการรักษาอาการดังกล่าวมานานเป็นเดือน โดย ดร.ศิริบูรณ์ ยังเผยความกังวลที่ผ่านมาด้วยว่า ในตอนนั้นไม่ได้ขอประวัติการใช้ยาของโรงพยาบาลว่ามีการใช้อะไรไปบ้าง ทำให้พลาดโอกาสในการรับรู้ข้อมูลในการรักษา รวมถึงทำให้พลาดไม่ได้แก้ไขปัญหาให้ตรงจุด แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วจะมีการขอประวัติการรักษาในตอนที่เข้ารับการรักษากับแพทย์เฉพาะทาง แต่ถ้าหากทราบไวกว่านี้ก็คงไม่ต้องเข้ารับการรักษาที่ยืดเยื้อเป็นเดือน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพกายและใจของตัวเองเลย

สื่อสารร่วมกันให้เข้าใจ ปิดแก๊ป “แพทย์-ผู้ป่วย” ลดความเสี่ยงเกิดโรค

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่อาจอธิบายได้ด้วยปัจจัยทางด้านร่างกายของผู้ป่วยเพียงอย่างเดียวว่าจะตอบสนองต่อการใช้ยาเพื่อการรักษาหรือไม่ แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึง “ช่องว่างเล็ก ๆ” ในกระบวนการรักษาที่อาจส่งผลใหญ่กว่าที่คิด โดยเฉพาะเรื่องการสื่อสารข้อมูลระหว่างผู้ให้การรักษากับคนไข้ ที่ยังไม่ครบถ้วนหรือทันท่วงทีเพียงพอ ดร.ศิริบูรณ์ มองว่า จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจที่ตรงกันทั้งสองฝ่าย บุคลากรทางการแพทย์ควรอธิบายแนวทางการใช้ยาและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นอย่างชัดเจนด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้ศัพท์เฉพาะทางเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง

ขณะเดียวกัน ผู้ป่วยเองก็ต้องกล้าที่จะซักถาม ติดตามข้อมูลการรักษา และทำความเข้าใจเกี่ยวกับยาที่ได้รับ รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน เพราะในยุคที่เชื้อโรคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การสื่อสารที่ชัดเจนและได้รับข้อมูลที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยป้องกันไม่ให้บาดแผลหนึ่งลุกลามจนกลายเป็นการรักษาที่ยืดเยื้อเกินความจำเป็น ทั้งนี้ การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดก็เป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการรักษา และเมื่อผู้ป่วยมีความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว ความรู้นั้นย่อมสามารถต่อยอดไปสู่การแบ่งปัน สร้างความตระหนักรู้เรื่องการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในวงกว้าง ซึ่งจะเป็นอีกแรงสำคัญในการรับมือกับปัญหาเชื้อดื้อยาในระดับสังคม

บาดแผลที่สอนให้รู้จัก “ใช้ยาอย่างรู้เท่าทัน”

เมื่อถามว่า หากย้อนเวลากลับไปได้ อยากจะบอกอะไรกับตัวเอง ดร.ศิริบูรณ์ ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า จงใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท เพราะเรื่องทั้งหมดเกิดจากความชะล่าใจของตัวเองที่ยื่นมือให้กับลูกสุนัขที่กำลังโกรธ ใครจะคิดว่าจากอุบัติเหตุที่เคยคิดว่าเป็นเรื่องเล็กจะลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ นอกจากนี้ อีกบทเรียนสำคัญที่อยากฝากไว้ คือการรู้เท่าทันและสังเกตร่างกายของตัวเองอยู่เสมอ หากมีอาการผิดปกติและไม่ดีขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์เพิ่มเติม

“สุดท้ายนี้ อยากให้ประชาชนทุกคนใช้ยาเท่าที่จำเป็น และเหมาะสมกับอาการ ไม่ใช่เจ็บป่วยอะไรก็ใช้ยาฆ่าเชื้อ หรือยาปฏิชีวนะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากยาแต่ละกลุ่มก็มีความแตกต่างกัน และที่สำคัญคือ เราจะสามารถป้องกันโรคต่าง ๆ รวมถึงการติดเชื้อดื้อยาได้ หากเราดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองให้แข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำและพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะเมื่อร่างกายแข็งแรง โอกาสเผชิญโรคที่ไม่คาดคิดก็ย่อมลดลงตามไปด้วย” ดร.ศิริบูรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

Latest articles

Spotify ขับเคลื่อน Courtside Culture ในประเทศไทย

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จำนวนเพลย์ลิสต์ออกกำลังกายที่ผู้ฟังชาวไทยสร้างบน Spotify เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการเติบโตของ Courtside Culture ตั้งแต่กีฬาเทนนิสไปจนถึงพาเดล ผู้ฟังชาวไทยเลือกใช้ Spotify เป็นส่วนหนึ่งในการเติมพลังทุกการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นการวอร์มอัป ระหว่างแข่งขัน หรือคูลดาวน์เพื่อฟื้นฟูร่างกายหลังจบเกม

ออริจิ้น ประกาศร่วมทุน Hotel101 (HBNB) บริษัทจดทะเบียนใน Nasdaq

ออริจิ้น ผนึก Hotel101 Global (HBNB) บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น Nasdaq ใน New York ตั้งบริษัทร่วมทุน พัฒนาโรงแรม Hotel 101 Bangkok ทำเลยุทธศาสตร์ใหม่ย่านดอนเมือง พร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการเดินทางที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

FedEx เผยผลสำรวจ 41% ของธุรกิจ APAC ยังไม่พร้อม หลัง EU ยกเลิกเกณฑ์ยกเว้นภาษีนำเข้า

เฟดเอ็กซ์ คอร์ปอเรชั่น (Federal Express Corporation) หนึ่งในบริษัทขนส่งด่วนรายใหญ่ที่สุดของโลก มุ่งมั่นเสริมความแข็งแกร่งในการสนับสนุนธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ในการรับมือกับการยกเลิกเกณฑ์ยกเว้นอากรนำเข้าขั้นต่ำ (De Minimis) ของสหภาพยุโรป ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา

แกร็บฟู้ด เผยคนไทยแห่ใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 สร้างยอดเดลิเวอรีทะลุ 500 ล้านบาทในครึ่งเดือน

แกร็บ แอปสั่งอาหารอันดับหนึ่งในประเทศไทย เผยโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและกระตุ้นการใช้จ่ายในธุรกิจอาหาร-เครื่องดื่มอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนผ่านยอดสั่งอาหารเดลิเวอรีจากร้านที่ร่วมโครงการฯ ทะลุ 500 ล้านบาทเพียงครึ่งเดือน

More like this