แพทย์เผยเตรียมรับมือคนไทยอ้วน

Published on

ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดและรักษาโรคอ้วน เผยเนื่องในวันอ้วนโลกวันที่  4 มีนาคมของทุกปี ว่าในปัจจุบันมีคนไทยมีภาวะโรคอ้วนมากกว่า 1 ใน 3 (“น้ำหนักเกิน” ค่า BMI > 25 kg/m) โดยในกลุ่มนี้มีเกือบ 7 ล้านคนเป็นโรคอ้วนทุพพลภาพ (ค่า BMI > 30 kg/m) การรักษาโรคอ้วนด้วยการผ่าตัดกระเพาะ ถือเป็นอีกวิธีในการต่อสู้กับภาวะโรคอ้วนรุนแรง ที่จะทำให้ลดภาวะของโรคแทรกซ้อนที่ร้ายแรงต่าง ๆ ที่เกิดจากความอ้วน

นพ.นรนนท์  บุญยืน ศัลยแพทย์ผ่าตัดผ่านกล้องและโรคอ้วน โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ เปิดเผยว่า ทุกวันที่ 4 มีนาคมของทุกปีเป็นวันอ้วนโลก ปัจจุบันมีคนอ้วนมากกว่า 800 ล้านคนทั่วทุกมุมโลก โดยโรคอ้วนเป็นภาวะที่มีการสะสมของไขมันในร่างกายมากเกินปกติ โดยเกณฑ์การวินิจฉัยภาวะอ้วนทำได้ง่าย ๆ คือการวัดดัชนีมวลกายหรือ BMI (Body Mass Index) โดยคำนวณจากน้ำหนักตัวหารด้วยความสูง(เมตร) ยกกำลังสอง หน่วยเป็นกิโลกรัมต่อตารางเมตร (kg/m2) โดยทั่วไปแล้วสำหรับคนไทยถ้ามีดัชนีมวลกายตั้งแต่ 25 ขึ้นไป จะถือว่าเป็นโรคอ้วน แต่ถ้าเกิน 30 ขึ้นไป ถือว่าเป็นโรคอ้วนรุนแรงหรือโรคอ้วนทุพพลภาพ

โดยในปัจจุบันประชากรที่เป็นโรคอ้วนทั่วโลกมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สำหรับประเทศไทย มีประชากรกว่า 1 ใน 3 มีภาวะโรคอ้วนและประชากรเกือบ 7 ล้านคนเป็นโรคอ้วนทุพพลภาพ (BMI มากกว่า 30) โรคอ้วนเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีพลังงานมากเกินกว่าที่ร่างกายใช้ ทำให้เกิดการสะสมในรูปแบบของไขมันในร่างกาย นอกจากพฤติกรรมการรับประทานแล้ว ยังมีปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคอ้วนได้อีกหลายประการ เช่น โรคเกี่ยวกับฮอร์โมนบางชนิด พันธุกรรม ลักษณะการทำงานสภาพแวดล้อมและสังคมรอบตัว  เป็นต้น

นพ.นรนนท์ กล่าวว่าโรคอ้วนมีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพทุกระบบของร่างกาย เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคแทรกซ้อนที่ร้ายแรง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด อัมพฤกษ์อัมพาต โรคเบาหวาน โรคความดัน ไขมันในเลือดสูง ไขมันพอกตับ นอนกรน ภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นขณะนอนหลับ โรคข้อเสื่อมก่อนวัย ภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ภาวะมีบุตรยาก มะเร็งบางชนิด เป็นต้น อาจนำมาซึ่งการเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร นอกจากนี้โรคอ้วนยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ความมั่นใจ การทำงาน รวมถึงส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจของประเทศ โดยสำหรับประเทศไทยมูลค่าทางเศรษฐกิจและสาธารณสุขที่ต้องจ่ายจากโรคอ้วนมากกว่า 12,000 ล้านบาทต่อปี

นพ.นรนนท์  บุญยืน

การรักษาโรคอ้วน มีวัตถุประสงค์เพื่อลดน้ำหนัก เพื่อทุเลาและรักษาโรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น และช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต ความมั่นใจในบุคลิกภาพของผู้ป่วย การรักษาโรคอ้วน ควรได้รับการดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เริ่มจากหาสาเหตุของโรคอ้วน ตรวจหาโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากความอ้วน แนวทางการรักษาเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร การเลือกอาหาร การออกกำลังกาย การติดตามน้ำหนัก มวลไขมัน/กล้ามเนื้อ การใช้ยาลดน้ำหนักที่ปลอดภัยอย่างถูกวิธี  การทำหัตถการผ่านกล้อง ไปจนถึงการผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งในผู้ป่วยโรคอ้วนแต่ละคน อาจมีแนวทางการรักษาแตกต่างกัน

ทั้งนี้ขึ้นกับความรุนแรงของโรคอ้วน น้ำหนักและโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ด้วย การผ่าตัดลดน้ำหนักเป็นการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงทางเดินอาหารผ่านการส่องกล้อง เพื่อลดปริมาตรของกระเพาะอาหารและปรับฮอร์โมนทางเดินอาหาร (ลดฮอร์โมนหิว เพิ่มฮอร์โมนอิ่ม) การผ่าตัดสามารถลดน้ำหนักได้มากกว่าการลดน้ำหนักวิธีการอื่น ๆ ในเวลาอันสั้นกว่า และช่วยให้โรคแทรกซ้อนต่างๆ ดีขึ้น รวมถึงโอกาสกลับมาอ้วนซ้ำยังน้อยกว่าการลดน้ำหนักแบบอื่นเช่นกัน ผู้ป่วยโรคอ้วนที่เหมาะสมแก่การรักษาโรคอ้วนด้วยการผ่าตัดตามแนวทางเวชปฏิบัติในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคอ้วนด้วยการผ่าตัดแห่งประเทศไทย พ.ศ.2564 ได้แก่ ผู้ที่มี BMI มากกว่า 37.5 หรือผู้ที่มี BMI มากกว่า 32.5 ร่วมกับมีโรคแทรกซ้อนจากความอ้วนอย่างน้อย 1 โรค

การผ่าตัดลดน้ำหนัก มีหลายวิธีในปัจจุบัน ได้แก่

1) แบบสลีฟ (Sleeve Gastrectomy) เป็นการตัดแต่งกระเพาะให้เล็กลงเป็นทรงกระบอก เหลือปริมาตร 15-20% จากปริมาตรเดิม และมีผลให้ฮอร์โมนความหิว (Ghrelin) ลดลง

ข้อดี

– สามารถช่วยลดน้ำหนักได้ 60-70% ของน้ำหนักส่วนเกิน (Excess weight loss) ในช่วง 1 ปีหลังผ่าตัด

– โอกาสขาดวิตามิน แร่ธาตุน้อยกว่าวิธีบายพาส

(แต่ยังจำเป็นต้องได้รับการทดแทน)

– การผ่าตัดใช้เวลาน้อยกว่าวิธีอื่น

ข้อเสีย

– ไม่เหมาะกับผู้ที่เป็นกรดไหลย้อนรุนแรง

– ผลแทรกซ้อนหลังผ่าตัด : โอกาสแนวผ่าตัดมีเลือดออก รั่วซึม ตีบตัน น้อยกว่า 1-3% อาจจำเป็นต้องผ่าตัดซ้ำเพื่อแก้ไข

– เกิดภาวะกรดไหลย้อนหลังผ่าตัดได้ ประมาณ 15-20 %

2) แบบบายพาส (Roux en Y Gastric Bypass) เป็นการตัดแต่งกระเพาะให้เป็นกระเปาะ ให้มีปริมาตรประมาณ 20-30 ซีซี และตัดต่อลำไส้เล็กส่วนต้นขึ้นมารับอาหารแทน ส่งผลให้ ปริมาณอาหารที่ทานได้ลดลง การดูดซึมอาหารลดลง ควบคุมฮอร์โมนทางเดินอาหารได้ดี ฮอร์โมนอินซูลินทำงานดีขึ้น วิธีนี้จะไม่ได้นำกระเพาะออกมาภายนอก แต่จะเปลี่ยนทางเดินอาหารแทน

ข้อดี

– ลดน้ำหนักได้มาก  สามารถช่วยลดน้ำหนักได้ 70-80% ของน้ำหนักส่วนเกิน (Excess weight loss) ในช่วง 1 ปีหลังผ่าตัด

– ช่วยให้การทำงาน ฮอร์โมนอินซูลินดีขึ้น ผลลัพธ์ในการรักษาเบาหวานดีกว่าแบบสลีฟ

– ควบคุมฮอร์โมนความอิ่ม (GLP-1) ออกฤทธิ์นานขึ้น

– เหมาะกับผู้ป่วยโรคอ้วนที่มีภาวะกรดไหลย้อน

ข้อเสีย

– อาจเกิดกลุ่มอาการที่เรียกว่า Dumping syndrome เนื่องจากอาหารเข้าสู่ลำไส้เล็กเร็วเกินไป จำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการทางอาหารให้ถูกวิธีหลังผ่าตัด

– เนื่องจากอาหารไม่ผ่านกระเพาะเลย ทำให้ขาดแร่ธาตุบางชนิดที่ดูดซึมในกระเพาะอาหาร เช่น ธาตุเหล็ก วิตามินB12 จำเป็นต้องได้รับการทดแทนอย่างเคร่งครัด

– ไม่สามารถตรวจส่องกล้องทางปาก (Gastroduodenoscopy) เพื่อตรวจดูรอยโรคในกระเพาะอาหารเดิมได้ เช่น การตรวจหามะเร็งกระเพาะ จึงจำเป็นต้องมีการตรวจส่องกล้องกระเพาะเพื่อคัดกรองรอยโรคก่อนการผ่าตัดทุกราย

– มีโอกาสเกิดแผลบริเวณจุดตัดต่อ ระหว่างกระเพาะกับลำไส้เล็ก (Marginal Ulcer)

– โอกาสเกิดไส้เลื่อนภายใน (Internal Hernia) เนื่องจากมีการผ่าเปลี่ยนทิศทางลำไส้

3) แบบสลีฟพลัส เป็นเทคนิคการผ่าตัดแบบ วิธีสลีฟรวมกับมีการตัดต่อลำไส้เล็ก แบ่งเป็นหลายวิธีย่อยๆ โดยนิยมทำมากขึ้น โดยเฉพาะในชาวเอเชีย ผลลัพธ์การลดน้ำหนักและการรักษาเบาหวานดีเทียบเท่าแบบบายพาส และสามารถลดข้อเสียของวิธีบายพาสได้มาก

การผ่าตัดลดน้ำหนัก ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับทั่วโลก มีความปลอดภัยสูง ผลแทรกซ้อนต่ำ ได้ผลลัพธ์การลดน้ำหนัก และลดโรคแทรกซ้อนได้ดี แต่อาจไม่ได้เหมาะสมกับผู้ป่วยโรคอ้วนในทุกราย ผู้ที่เข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัด ควรมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน ควรได้รับการดูแลและแนะนำโดยและรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ป่วยต้องมีความเข้าใจการรักษาและตั้งใจที่จะรักษาโรคอ้วนอย่างจริงจัง หลังการผ่าตัดต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร ออกกำลังกาย ทานวิตามิน แร่ธาตุทดแทนตามคำแนะนำ รวมถึงติดตามการรักษาต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อผลลัพธ์คือ ชีวิตใหม่ที่มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตดีขึ้น

Latest articles

Spotify ขับเคลื่อน Courtside Culture ในประเทศไทย

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จำนวนเพลย์ลิสต์ออกกำลังกายที่ผู้ฟังชาวไทยสร้างบน Spotify เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการเติบโตของ Courtside Culture ตั้งแต่กีฬาเทนนิสไปจนถึงพาเดล ผู้ฟังชาวไทยเลือกใช้ Spotify เป็นส่วนหนึ่งในการเติมพลังทุกการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นการวอร์มอัป ระหว่างแข่งขัน หรือคูลดาวน์เพื่อฟื้นฟูร่างกายหลังจบเกม

ออริจิ้น ประกาศร่วมทุน Hotel101 (HBNB) บริษัทจดทะเบียนใน Nasdaq

ออริจิ้น ผนึก Hotel101 Global (HBNB) บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น Nasdaq ใน New York ตั้งบริษัทร่วมทุน พัฒนาโรงแรม Hotel 101 Bangkok ทำเลยุทธศาสตร์ใหม่ย่านดอนเมือง พร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการเดินทางที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

FedEx เผยผลสำรวจ 41% ของธุรกิจ APAC ยังไม่พร้อม หลัง EU ยกเลิกเกณฑ์ยกเว้นภาษีนำเข้า

เฟดเอ็กซ์ คอร์ปอเรชั่น (Federal Express Corporation) หนึ่งในบริษัทขนส่งด่วนรายใหญ่ที่สุดของโลก มุ่งมั่นเสริมความแข็งแกร่งในการสนับสนุนธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ในการรับมือกับการยกเลิกเกณฑ์ยกเว้นอากรนำเข้าขั้นต่ำ (De Minimis) ของสหภาพยุโรป ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา

แกร็บฟู้ด เผยคนไทยแห่ใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 สร้างยอดเดลิเวอรีทะลุ 500 ล้านบาทในครึ่งเดือน

แกร็บ แอปสั่งอาหารอันดับหนึ่งในประเทศไทย เผยโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและกระตุ้นการใช้จ่ายในธุรกิจอาหาร-เครื่องดื่มอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนผ่านยอดสั่งอาหารเดลิเวอรีจากร้านที่ร่วมโครงการฯ ทะลุ 500 ล้านบาทเพียงครึ่งเดือน

More like this