รู้เท่าทันสัญญาณแห่งวัย กับโรคจอตาเสื่อมชนิดเปียก

Published on

โรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ เป็นอีกปัญหาสุขภาพสำหรับคนสูงวัย เพราะเป็นอีกสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การสูญเสียการมองเห็น ดังนั้น การป้องกัน ดูแล และตระหนักรู้จึงมีความจำเป็นอย่างมากเพื่อถนอมดวงตาไว้ใช้ได้ยาวนานที่สุด

เมื่อเร็ว ๆ นี้ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย (RCOPT) ได้จัดกิจกรรมเสวนาผ่านช่องทาง Clubhouse คลับสุขภาพตาดี (Thai Ophthalmologists) ในหัวข้อ ‘ความเสื่อมจอประสาทตาตามอายุที่ไม่อาจเลี่ยงทำอย่างไรดี?’ โดยมีนายแพทย์คณินท์ เหลืองสว่าง ผู้เชี่ยวชาญสาขาจอตาและน้ำวุ้นตา และทีมจักษุแพทย์หลากหลายสาขา ร่วมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับโรคจอตาเสื่อมแก่ผู้ที่สนใจ

นายแพทย์คณินท์ เหลืองสว่าง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาจอตาและน้ำวุ้นตา เปิดเผยว่า จากผลสำรวจสำหรับโรคจอตาเสื่อมนั้นอุบัติการณ์ของโรคในประเทศไทยมักพบในผู้สูงวัยที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป โดยพบในกลุ่มนี้สูงถึง 12% ของผู้ป่วยทั้งหมด และมักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยระยะแรกอาจไม่มีอาการแสดง จนระยะท้าย ๆ จะมีอาการตามัว สูญเสียการมองเห็นตรงกลางภาพ อาจมองเห็นภาพบิดเบี้ยวหรือสีผิดปกติ โดยมักไม่มีอาการปวดตาใดๆ

โรคจอตาเสื่อมยังแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ จอตาเสื่อมชนิดแห้ง (Dry AMD) ซึ่งพบได้มากถึง 80-90% ในผู้ป่วยจอตาเสื่อมตามวัยทั้งหมด โดยอาการสูญเสียการมองเห็นเป็นแบบไม่รุนแรง การดำเนินโรคเป็นไปอย่างช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไป และจอตาเสื่อมชนิดเปียก (Wet AMD) ที่แม้จะพบได้น้อยประมาณ 10-15% ของผู้ป่วยทั้งหมด หากแต่อาการของโรคเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่า และหากไม่รักษาจะนำไปสู่การตาบอดได้สูง และนั่นย่อมส่งผลเป็นอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตของผู้สูงวัยหากต้องเผชิญกับสภาพร่างกายที่มีข้อจำกัดเช่นนั้น เมื่อต้องทำกิจกรรมที่ต้องใช้สายตา เช่น อ่านหนังสือ ขับรถ และการมองในระยะไกล

โรคจอตาเสื่อมชนิดเปียก มีการดำเนินโรคที่รวดเร็วและรุนแรง แต่หากตรวจพบในช่วงแรก ๆ ส่วนใหญ่จะสามารถควบคุมไม่ให้ลุกลามได้ด้วยการรักษาวิธีต่าง ๆ เช่น การฉายเลเซอร์ และการฉีดยา Anti-VEGF เข้าน้ำวุ้นตา เป็นต้น โดยจักษุแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาและแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

อาการของผู้ป่วยโรคจอตาเสื่อมชนิดเปียก คือจะมีเส้นเลือดงอกใหม่ผิดปกติใต้จอตา ทำให้มีเลือดออก หรือสารน้ำรั่วบริเวณใต้จอตาและในจอตา ทำให้ผู้ป่วยมองเห็นได้ไม่ชัดเจน ทั้งนี้สาเหตุในทางการแพทย์ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคได้หลายอย่าง อาทิ อายุ พันธุกรรม การสูบบุหรี่ โรคความดันโลหิตสูง และการรับแสงยูวีเป็นประจำ เป็นต้น

ด้านการรักษาในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการที่รักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ แต่สามารถช่วยชะลออาการ ลดความรุนแรงและป้องกันการสูญเสียการมองเห็น เช่น การฉีดยากลุ่ม Anti-VEGF เข้าน้ำวุ้นตา การรักษาด้วยเลเซอร์ หรืออาจใช้หลายวิธีรักษาร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากร่างกายของผู้ป่วยแต่ละรายมีการตอบสนองที่แตกต่างกัน ดังนั้น ก่อนเริ่มการรักษาจึงควรมีการพูดคุยปรึกษากันระหว่างจักษุแพทย์ ผู้ป่วย และญาติ เพื่อเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุด ผู้ป่วยส่วนมากมักมีคำถามว่าต้องฉีดยาบ่อยแค่ไหน หรือการมองเห็นยังดีอยู่ ทำไมต้องฉีดยา

“สำหรับผู้ป่วย แม้ว่าสายตาจะดีขึ้นหลังการรักษาแล้วแต่หากยังตรวจพบว่ามีสารน้ำในตา ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ถึงการดำเนินไปของโรคจอตาเสื่อม ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้โรคกลับมาเป็นมากกว่าเดิม หรือไม่ให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นในระยะยาว โดยแพทย์อาจเลือกใช้ยาที่มีประสิทธิภาพในการลดสารน้ำในตา และยาที่สามารถยืดระยะเวลาการฉีดยาได้นานขึ้น ซึ่งผู้ป่วยเองควรมีการติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ” นายแพทย์คณินท์ กล่าว

พันโทนายแพทย์ศีตธัช วงศ์กุลศิริ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาจอตาและน้ำวุ้นตา เปิดเผยว่า สำหรับทางเลือกในการรักษาด้วยยาแบบฉีดเข้าวุ้นตานั้น ซึ่งล้วนมีประสิทธิภาพและราคาที่แตกต่างกัน โดยการเลือกใช้ยาแต่ละชนิดจะขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ผู้รักษา ส่วนข้อแนะนำในการใช้ยารักษาแบบฉีดนั้นแนะนำให้รับการรักษาและฉีดยาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ และป้องกันการสูญเสียการมองเห็น ในปัจจุบันมีการพัฒนายาใหม่ๆ ที่มีฤทธิ์ยาวนานขึ้นในการควบคุมโรค เพื่อลดภาระในเรื่องความถี่ของการฉีดยาทั้งต่อผู้ป่วย ผู้ดูแล และค่าใช้จ่ายของระบบสาธารณสุข โดยรูปแบบการรักษาหรือระยะห่างในการฉีดยานั้นอาจขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษาเพื่อให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย”

สิ่งที่สำคัญและไม่ควรละเลยคือการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ โดยบุคคลทั่วไปควรได้รับการตรวจสุขภาพตาทุก 2-4 ปี และผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ควรได้รับการตรวจจอตาอย่างน้อยปีละครั้ง แม้จะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ และด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาการทำให้การตรวจสุขภาพตามีพัฒนาการไปมาก สามารถตรวจได้หลายวิธี เช่น เครื่องถ่ายภาพจอตาแบบตัดขวาง (OCT) ซึ่งสามารถตรวจได้ง่าย รวดเร็ว ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด ทั้งยังสามารถติดตามการรักษาได้อย่างแม่นยำอีกด้วย

สำหรับการเสวนาออนไลน์ทาง Clubhouse คลับสุขภาพตาดี โดยราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย (RCOPT) ที่จัดขึ้นเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลรักษาสุขภาพดวงตา โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนั้นผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายการย้อนหลังได้ทางเพจ Facebook สุขภาพตา โดย ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย All About Eye by RCOPT หรือฟังคลิปเสียงย้อนหลังได้ที่ YouTube Channel, Spotify และ Apple Podcasts

Latest articles

สมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ ตั้งข้อสังเกตเหตุอาคาร AEON Mall ถล่ม

อาคาร AEON Mall ซึ่งถล่มไปนั้น เป็นอาคาร 2 ชั้น เมื่อดูภาพการถล่ม พบว่าการถล่มเกิดขึ้นที่บริเวณชั้นสองของอาคาร และถล่มหลังจากเกิดแผ่นดินไหวไปแล้วประมาณชั่วโมงครึ่ง ซึ่งดูจากลักษณะการถล่มแล้ว ไม่คล้ายรูปแบบการถล่มที่พบจากแผ่นดินไหวทั่วไป

โอซีซี ร่วมจัดกิจกรรมเวิร์กชอปเตรียมความพร้อมละครเวที RAMA D’RAMA ครั้งที่ 19

กิจกรรมเวิร์กชอปถ่ายทอดเทคนิคการแต่งหน้าเพื่อการถ่ายภาพนิ่ง ด้วยเครื่องสำอาง KMA พร้อมกับการสอนทำผมและการเซตผมโดยช่างผมเทคนิคเชียนส์จาก Wella Professionals Thailand

เติมสีสันให้แก้มสวยละมุนอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วย Cloudy Blush จาก KMA

เครื่องสำอาง KMA ในเครือ โอซีซี แนะนำ Cloudy Blush บลัชออนเนื้อบางเบา เกลี่ยง่าย ไม่เป็นคราบ เม็ดสีชัดติดทน พร้อมด้วยเทคโนโลยี Soft Focus Powder ความละเอียดระดับไมโคร

คต. ปลื้ม Think Rice Think Thailand สำเร็จตามเป้า สร้างยอดขายกว่า 80 ล้านบาท

กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ประกาศความสำเร็จการจัดงาน “Thai Rice Roadshow: Think Rice Think Thailand” ณ นครกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 17–19 กรกฎาคม 2569

More like this