ม.อ.คว้ารางวัลสุดยอดนวัตกรรมประจำปี 2563 ผลงานอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียม

Published on

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) สุดเจ๋ง ผลงานอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียม คว้ารางวัลสุดยอดนวัตกรรมของประเทศไทยประจำปี 2563 ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม หลังนำยางพารามาใช้ประโยชน์ทางด้านการแพทย์ เพิ่มมูลค่ายางพาราและลดการนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์ พร้อมจับมือ สปสช. เพิ่มการผลิตสินค้าเพื่อวางจำหน่ายและแจกจ่ายให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศ

ผศ.นพ.วรวิทย์ วาณิชย์สุวรรณ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเผยว่า ผลงานอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมของคณะแพทยศาสตร์ ม.อ. ได้รับรางวัลชนะเลิศสุดยอดนวัตกรรมของประเทศไทย ประจำปี 2563 ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ประเภทหน่วยงานรัฐ จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และรางวัลที่น่าลงทุนที่สุด จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยผลงานดังกล่าวเป็นชุดอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมที่ทำมาจากยางพารา หรือ Thai Colostomy Bag สำหรับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ ซึ่งเป็นการนำยางพารามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าราคายางอันเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศอีกทั้งยังช่วยลดการนำเข้าสินค้าทางการแพทย์ได้อีกทางหนี่ง

สำหรับอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียม ประกอบด้วย แป้นติดผิวหนังและถุงรองรับสิ่งขับถ่าย เป็นนวัตกรรมที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อนำมาใช้กับผู้ป่วยที่มี ‘ทวารเทียม’ จะต้องขับถ่ายอุจจาระทางรูเปิดของลำไส้ที่ผนังช่องท้องซึ่งไม่มีหูรูดเหมือนทวารหนัก ดังนั้นจะมีของเสียไหลทั้งอุจจาระและผายลมออกมาได้ตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียม และบางรายจำเป็นต้องใช้ไปตลอดชีวิต

ขณะเดียวกัน ผู้ป่วยแต่ละรายมีทวารเทียมที่แตกต่างกัน คณะแพทยศาสตร์ ม.อ. ได้ผลิตอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมด้วยกัน 3 ขนาด ได้แก่ 45 มิลลิเมตร 60 มิลลิเมตรและ 70 มิลลิเมตร เพื่อวางจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไป โรงพยาบาลในภาครัฐทั่วประเทศ รวมถึงจัดจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อความสะดวกและลดการเดินทางของผู้ป่วย โดยมีราคาถูกกว่าครึ่งหนึ่งของสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ

“ด้วยจำนวนผู้ป่วยที่มีทวารเทียมในปัจจุบันที่มีกว่า 54,000 ราย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้มีความต้องการใช้อุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมที่สูงขึ้น แต่อุปกรณ์ดังกล่าวมีความขาดแคลนและมีราคาแพง เนื่องจากต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ ทำให้ผู้ป่วยบางรายไม่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ได้และมีความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน เราจึงพัฒนาอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียม โดยใช้ยางพาราที่ผลิตได้เองภายในประเทศ มาผลิตเป็นสินค้าเพื่อลดต้นทุนและรับออกแบบให้เหมาะกับผิวและผนังหน้าท้องของคนไทย เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย” ผศ.นพ.วรวิทย์ กล่าว

ในอนาคต คณะแพทยศาสตร์ ม.อ. จะร่วมมือกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อขยายกำลังการผลิตให้เพียงพอต่ออัตราการใช้ โดยใช้เกณฑ์ความต้องการใช้ชุดถุงทวารเทียมของผู้ป่วยจริงของประเทศไทยต่อปีอยู่ที่ 3,240,000 ชุดต่อปี โดยจะแจกจ่ายให้กับโรงพยาบาลทุกแห่งภายในประเทศ รวมถึงจะขยายการผลิตให้มีกระบวนการผลิตตามวิถีฮาลาลเพื่อสร้างความมั่นใจในการรับบริการให้แก่ผู้ป่วยชาวมุสลิมอีกด้วย

Latest articles

Spotify ขับเคลื่อน Courtside Culture ในประเทศไทย

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จำนวนเพลย์ลิสต์ออกกำลังกายที่ผู้ฟังชาวไทยสร้างบน Spotify เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการเติบโตของ Courtside Culture ตั้งแต่กีฬาเทนนิสไปจนถึงพาเดล ผู้ฟังชาวไทยเลือกใช้ Spotify เป็นส่วนหนึ่งในการเติมพลังทุกการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นการวอร์มอัป ระหว่างแข่งขัน หรือคูลดาวน์เพื่อฟื้นฟูร่างกายหลังจบเกม

ออริจิ้น ประกาศร่วมทุน Hotel101 (HBNB) บริษัทจดทะเบียนใน Nasdaq

ออริจิ้น ผนึก Hotel101 Global (HBNB) บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น Nasdaq ใน New York ตั้งบริษัทร่วมทุน พัฒนาโรงแรม Hotel 101 Bangkok ทำเลยุทธศาสตร์ใหม่ย่านดอนเมือง พร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการเดินทางที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

FedEx เผยผลสำรวจ 41% ของธุรกิจ APAC ยังไม่พร้อม หลัง EU ยกเลิกเกณฑ์ยกเว้นภาษีนำเข้า

เฟดเอ็กซ์ คอร์ปอเรชั่น (Federal Express Corporation) หนึ่งในบริษัทขนส่งด่วนรายใหญ่ที่สุดของโลก มุ่งมั่นเสริมความแข็งแกร่งในการสนับสนุนธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ในการรับมือกับการยกเลิกเกณฑ์ยกเว้นอากรนำเข้าขั้นต่ำ (De Minimis) ของสหภาพยุโรป ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา

แกร็บฟู้ด เผยคนไทยแห่ใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 สร้างยอดเดลิเวอรีทะลุ 500 ล้านบาทในครึ่งเดือน

แกร็บ แอปสั่งอาหารอันดับหนึ่งในประเทศไทย เผยโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและกระตุ้นการใช้จ่ายในธุรกิจอาหาร-เครื่องดื่มอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนผ่านยอดสั่งอาหารเดลิเวอรีจากร้านที่ร่วมโครงการฯ ทะลุ 500 ล้านบาทเพียงครึ่งเดือน

More like this