เผยรายงานระบบยา สู่ทิศทางการเข้าถึงอย่างมีประสิทธิภาพ

Published on

สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และเครือข่ายภาคี ร่วมจัดการประชุมย่อยวิชาการคู่ขนานในงานประชุมนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2563 หัวข้อ “Ensuring effective access to essential medicines in Thai UHCซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานพัฒนาระบบยาที่ผ่านมาของประเทศไทย ตลอดจนการขยายเครือข่ายความร่วมมือ  พร้อมกำหนดทิศทางการดำเนินงานที่สอดรับกับสถานการณ์ปัญหาและการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เพื่อสร้างความมั่นใจการเข้าถึงยาที่มีประสิทธิภาพในหลักประกันสุขภาพไทย  

นพ.นพพร ชื่นกลิ่น

นพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า ระบบหลักประกันสุขภาพไทย ได้รับการยกย่องจากนานาชาติ ว่าเป็นระบบที่ดีติดอันดับโลกการจัดการเพื่อให้เกิดการเข้าถึงยาจำเป็น เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงการรักษาอย่างถ้วนหน้า เท่าเทียม ไม่เกิดภาวะล้มละลายจากรายจ่ายสุขภาพ เป็นหัวใจสำคัญของระบบประกันสุขภาพ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลสถานการณ์ระบบยาฯ พบว่า มูลค่าการบริโภคยาของประเทศไทยคิดเป็นร้อยละ 41 ของค่าใช้จ่ายสุขภาพ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงมากและแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจากข้อมูลสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ (ค่ายา ค่ารักษา) ต่อค่าใช้จ่ายของครัวเรือนทั้งหมด (GDP) พบว่า ปี 2557 ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ (ค่ายา ค่ารักษา) มีมูลค่า 409,313 ล้านบาท ขณะที่ข้อมูลมูลค่าการผลิตและนำเข้ายาประจำปี 2558 มีมูลค่ายารวม 162,914 ล้านบาท ดังนั้น การใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จำเป็นต้องมีองค์ความรู้ควบคู่กับการจัดการที่เหมาะสม ดังตัวอย่างที่ดำเนินการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่มีการจัดการของระบบที่ดีตั้งแต่การคัดเลือกยาที่มีประสิทธิผล คุ้มค่า เข้าในสิทธิประโยชน์ มีการจัดหาและกระจายยาที่มีประสิทธิภาพ และส่งเสริมการใช้ยาสมเหตุผล ผลคือทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาจำเป็นได้ แม้จะเป็นยาราคาแพงหรือเป็นยาหายาก และราคายาของระบบลดลงมาก

“สวรส. จึงได้ผลักดันให้เกิดการทบทวนสถานการณ์และสังเคราะห์เหตุปัจจัยที่มีผลต่อการดำเนินงานของระบบยาของประเทศไทย โดยรายงานระบบยาของประเทศไทย ในครั้งนี้เป็นรายงานฯ ฉบับที่ 3 ประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญๆ และผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับระบบยาของประเทศ ได้ร่วมกันพัฒนาให้สอดคล้องกับบริบทของระบบสุขภาพไทย โดย สวรส. จะทำหน้าที่ขับเคลื่อนองค์ความรู้ชุดนี้ไปสู่การพัฒนาระบบสุขภาพและสุขภาพที่ดีของคนไทยต่อไป” นพ.นพพร กล่าว

ทางด้าน ดร.ภญ.นพคุณ ธรรมธัชอารี ผู้จัดการงานวิจัย สวรส. เปิดเผยว่า ในการประชุมฯ ได้เปิดตัว “รายงานระบบยาของประเทศไทย 2563” ซึ่งนับเป็นข้อมูลสำคัญของการรายงานสถานการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับระบบยาในประเทศไทยที่จัดทำขึ้นเป็นครั้งที่ 3 โดย สวรส. ได้สนับสนุนให้มีการจัดทำรายงานระบบยาของประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2537 โดยการพัฒนาร่วมกันของคณะกรรมการจัดทำรายงานระบบยาของประเทศไทย ซึ่งกรอบแนวคิดดัดแปลงมาจาก Pharmaceutical Systems Strengthening framework ของ Systems for Improved Access to Pharmaceuticals and Services (SIAPS)  และแบบจำลองระบบยาของหน่วยปฏิบัติการวิจัยเภสัชศาสตร์สังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสาระสำคัญเพื่อรายงานข้อมูลระบบยา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบสุขภาพ มีเป้าหมายผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีของคนไทย โดย “ยา” ครอบคลุมถึง ยาสำเร็จรูปประเภทยาเคมี วัคซีน ชีววัตถุ วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ยาเสพติด ยาแผนโบราณ และยาสมุนไพร นำเสนอภายใต้องค์ประกอบหลักของระบบยา คือ ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลผลิต/ผลลัพธ์ รวมทั้งองค์ประกอบสนับสนุน คือ ระบบอภิบาลและการเงินการคลัง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบยา โดยแต่ละองค์ประกอบต่างมีความเชื่อมโยงกัน ภายใต้บริบทแวดล้อมทั้งในและต่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งระบบยายังครอบคลุมภาคอุตสาหกรรม และการบริการสุขภาพ จึงเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่หลากหลายในระดับชาติ องค์กร และบุคคล ได้แก่ ภาครัฐ เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ องค์การเภสัชกรรม ภาคผู้ให้บริการ เช่น สถานบริการสุขภาพทั้งภาครัฐและเอกชน โรงงานผลิตยา บริษัทยา องค์กรไม่แสวงผลกำไร และองค์กรวิชาชีพ และภาคชุมชน เช่น ผู้ป่วย ผู้บริโภค รวมทั้งภาคประชาสังคม

นอกจากนั้น องค์ประกอบของระบบยาเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนที่จำเป็นต้องมาร่วมทบทวนการทำงานและกำหนดทิศทางในอนาคต เพื่อปรับการตัวให้สอดรับกับสถานการณ์และความเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายในระบบสุขภาพและปัจจัยแวดล้อมทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งล้วนมีอิทธิพลและส่งผลกระทบต่อระบบยา เช่น นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า บัญชียาหลักแห่งชาติ มาตรฐานการผลิตตามหลักเกณฑ์ PIC/S GMP การประกาศบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาของกระทรวงสาธารณสุข มติสมัชชาสหประชาชาติประกาศเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน การปรับปรุงความตกลงทางการค้าภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ที่เกี่ยวกับระบบยา การปรับตัวอย่างต่อเนื่องในระบบยานั้นเพื่อให้อยู่รอดและดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน สามารถบรรลุเป้าหมายทั้งในระดับประเทศและสากล

ทั้งนี้ ในการประชุมได้นำประเด็นต่างๆ ซึ่งเป็นหัวข้อย่อยในรายงานระบบยาฯ ดังกล่าวมาแลกเปลี่ยนในการประชุม อาทิเช่น “เพิ่มการเข้าถึงยารักษาโรคมะเร็งแบบจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (targeted therapy)” โดย ภญ.เนตรนภิส สุชนวนิช ที่ปรึกษาโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ได้กล่าวว่า จากรายงานประมาณการมูลค่าการตลาดของยามะเร็งในระดับโลกได้คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 4.12 พันล้านบาท ในปี 2561 เป็น 6.68 พันล้านบาท ในปี 2567 โดยมีผลการศึกษาในไต้หวัน ระหว่างปี 2552–2555 ระบุว่ามูลค่าการจำหน่ายยารักษาโรคมะเร็ง ในยาเคมีบำบัดมีแนวโน้มที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่มูลค่ายารักษาโรคมะเร็งแบบจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (targeted therapy) เพิ่มขึ้นจาก 6.24% ในปี 2552 เป็น 12.29% ในปี 2555 ดังนั้นจากข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่า อุบัติการณ์โรคมะเร็งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยกลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาแบบดั้งเดิมมีแนวโน้มลดลง ขณะที่กลุ่มยารักษาโรคมะเร็งแบบจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง มีแนวโน้มและมูลค่าการใช้ที่เพิ่มขึ้นตามอุบัติการณ์โรคมะเร็งอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สิทธิประโยชน์ด้านยาในระบบหลักประกันสุขภาพของไทย มีรายการยารักษาโรคมะเร็งแบบจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง ในปี 2562 จำนวน 7 รายการ จาก 28 รายการ มีมูลค่าในการจัดหา 743 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 50.12% ของมูลค่าการจัดซื้อยาบัญชี จ(2) ทั้งหมด สิ่งที่น่าสนใจ คือ การพัฒนาระบบการเข้าถึงยารักษาโรคมะเร็งแบบจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง เป็นประเด็นที่ควรได้รับการสนับสนุน โดยยังคงมีความท้าทายในด้านการบริหารจัดการความคุ้มค่าและยั่งยืน ซึ่งแน่นอนว่าประสิทธิภาพของการรักษาที่เพิ่มขึ้นและจะเป็นวิวัฒนาการที่ก้าวกระโดดในอีกขั้นหนึ่งของระบบหลักประกันสุขภาพไทย หลังจากที่ต่างชาติเคยให้การยอมรับไทยอย่างกว้างขวางมาแล้ว ในด้านประสิทธิภาพการเข้าถึงยาในระบบหลักประกันสุขภาพ

สำหรับ การประชุมครั้งนี้ยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลในประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ สถานการณ์การเข้าถึงและการใช้ยาในระบบหลักประกันสุขภาพ การส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในบริบทที่แตกต่างกัน  เศรษฐศาสตร์การเมืองมีผลต่อการเข้าถึงยาในประเทศไทยและทั่วโลก ?  การเข้าถึงยาราคาแพงและเทคโนโลยีใหม่ๆ ตลอดจนชีววัตถุต่างๆ เป็นต้น

Latest articles

การ์ทเนอร์คาดปี 69 ยอดใช้จ่าย AI ทั่วโลกพุ่งแตะ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์

การ์ทเนอร์คาดปี 69 ยอดใช้จ่าย AI ทั่วโลกพุ่งแตะ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ ชี้โครงสร้างพื้นฐาน AI โตไม่หยุด ดันเม็ดเงินสะพัดเพิ่ม 401 พันล้านดอลลาร์ หลังบริษัทเทคฯ เร่งวางรากฐานให้ AI

Gartner Says Worldwide AI Spending Will Total $2.5 Trillion in 2026

AI Infrastructure Drives AI Spending; Adds $401 Billion in Spending as Technology Providers Continue to Build Out AI Foundations

โบลท์ (Bolt) มอบส่วนลดสูงสุด 50% เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

ระหว่างวันที่ 1-8 กุมภาพันธ์ 2026 ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร สามารถใช้ส่วนลดสำหรับบริการ มอเตอร์ไซค์ของ Bolt เพื่อเดินทางไปยังหน่วยเลือกตั้ง โบลท์ (Bolt) แพลตฟอร์มเรียกรถชั้นนำ เตรียมมอบส่วนลดโดยสารสำหรับบริการมอเตอร์ไซค์เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนในกรุงเทพมหานครสามารถเดินทางไปยังคูหาเลือกตั้งได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และประหยัดมากขึ้น ในวันเลือกตั้ง...

มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ชวนชอป “D.I.Y. LOVE COLLECTION” รวมไอเดียของขวัญวาเลนไทน์

มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ผู้นำธุรกิจค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้านและสินค้าไลฟ์สไตล์ ต้อนรับเทศกาลแห่งความรัก ชวนทุกคนส่งต่อความรู้สึกดีๆ ผ่านสินค้า “D.I.Y. LOVE COLLECTION รวมไอเดียของขวัญแทนใจ”(1) ในวันวาเลนไทน์ คัดสรรของขวัญและของตกแต่งจำนวน 38 รายการ ในราคาถูกคุ้มเสมอ

More like this