ดื่มได้ ดื่มดี ดื่มแค่ไหน ดื่มอย่างไร ร่วมไข 6 ข้อสงสัยคาใจคอกาแฟ

Published on

กาแฟเป็นอีกหนึ่งไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันของคนไทย ไม่ว่าจะในยามเช้าที่ต้องการความกระปรี้กะเปร่า ยามบ่ายที่อยากพักสายตาละสมองมาสร้างไอเดียใหม่ๆ หรือแม้แต่ทุกช่วงของการเดินทาง โต๊ะเจรจาทางธุรกิจ งานประชุมสัมมนา หรือแม้แต่การนัดพบของกลุ่มเพื่อนฝูง รวมทั้งการใช้เวลากับตัวเองพร้อมกาแฟถ้วยโปรดในวันพักผ่อน  

แต่กาแฟก็เป็นเครื่องดื่มที่มักมีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลดีหรือผลเสียมานาน  เพราะนอกจากสามารถหาดื่มได้ง่ายและเป็นเครื่องดื่มที่ปรุงแต่งรสชาติได้หลากหลายตามใจผู้บริโภคแล้ว การดื่มกาแฟยังกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าอีกด้วย จึงทำให้กาแฟได้รับความนิยมแพร่หลายทั่วโลก

ส่วนประกอบของ “กาแฟ” ที่มีผลต่อสุขภาพคือ “คาเฟอีน” และ “สารต้านอนุมูลอิสระ” ซึ่งเป็นสารที่คอยปกป้องเซลล์ในร่างกายของเราให้ปลอดภัยจากสารพิษ หรือการอักเสบ ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระนี้มักจะอยู่ในกาแฟชนิด “อาราบิก้า” แบบที่ไม่ได้กรองกากกาแฟ ส่วนคาเฟอีนนั้นพบได้ในกาแฟทุกรูปแบบ

วันนี้จึงขอไขข้อสงสัยจาก “กาแฟ” ในแง่มุมของผลต่อสุขภาพให้มากขึ้น จากข้อมูลโดย ทีมแพทย์โรงพยาบาลในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด

1.การดื่มกาแฟช่วยให้เราอายุยืนขึ้นจริงหรือไม่?

มีงานวิจัยตีพิมพ์ใน  Annals of Internal Medicine แนะนำว่า การดื่มกาแฟ 3 ถ้วยต่อวัน อาจสามารถยืดอายุของเราให้ยาวขึ้นได้ เนื่องจากพบว่ากลุ่มที่ดื่มกาแฟเช่นนี้นั้นมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ รวมถึงโรคหัวใจน้อยลง โดยการศึกษานี้รวบรวมกลุ่มผู้เข้าร่วมงานวิจัยได้ถึง 500,000 คนจาก 10 ประเทศในทวีปยุโรป ยาวนานถึง 16 ปี แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ในงานวิจัยนี้ไม่ได้แยกแยะผู้ป่วยตามแนวทางการใช้ชีวิตประจำวันและเศรษฐานะทางสังคม ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลผิดพลาดได้ นอกจากนี้ งานวิจัยยังตัดผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวหลายอย่างออกไปด้วย จึงทำให้ผู้เข้าร่วมวิจัยส่วนใหญ่มักจะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงอยู่แล้วนั่นเอง

2.การดื่มกาแฟช่วยเพิ่มพลังและความสดชื่นให้เราได้จริงหรือไม่?

กาแฟช่วยให้ผู้ดื่มหลายคนรู้สึกไม่เหนื่อยล้าและสดชื่นมากขึ้น อันเนื่องมาจากสารคาเฟอีนนั่นเอง เมื่อสารคาเฟอีนเข้าสู่กระแสเลือดและสมองในขนาดที่เหมาะสม จะออกฤทธิ์ในการกระตุ้นเซลล์ประสาทให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  ทั้งในด้านความจำ อารมณ์ และการเรียนรู้สิ่งต่างๆ นอกจากนี้ มีบางงานวิจัยพบว่า การดื่มกาแฟในขนาดที่เหมาะสมก่อนออกกำลังกาย จะช่วยให้ออกกำลังกายได้ดีและนานขึ้นถึงร้อยละ 11-12 เลยทีเดียว

3.การดื่มกาแฟลดความอ้วนได้หรือไม่?     

มีงานวิจัยพบว่า สารคาเฟอีนในกาแฟนั้นสามารถเพิ่มอัตราการเผาผลาญสารเคมีในร่างกายได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งหมายความว่ากาแฟนั้นน่าจะสามารถช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกายได้  จึงอาจนำไปสู่การใช้การดื่มกาแฟในการลดความอ้วนได้ แต่ทั้งนี้ยังต้องรอผลสรุปจากงานวิจัยอื่นๆ เพิ่มเติม

4.การดื่มกาแฟมีผลอย่างไรต่อโรคในระบบประสาท?

มีหลายงานวิจัยพบว่า การดื่มกาแฟสามารถช่วยปกป้องเราจากโรคที่เกิดจากการเสื่อมถอยของระบบประสาท ยกตัวอย่างเช่น โรคความจำเสื่อมและอัลไซเมอร์ โดยงานวิจัยเหล่านี้ได้รับการตีพิมพ์อย่างต่อเนื่อง มีการศึกษาที่น่าสนใจในประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นชาวเอเชียเหมือนกับบ้านเราพบว่า ในคนญี่ปุ่นกว่า 8,000 คน คนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ พบการเกิดโรคพาร์กินสันน้อยกว่าคนที่ไม่ดื่มถึง 5 เท่า โดยมีการเก็บข้อมูลนานถึง 30 ปี แต่ข้อเท็จจริงนี้ใช้ได้กับผู้ชาย เนื่องจากฮอร์โมนเพศในผู้หญิง (เอสโตรเจน) จะไปแย่งกันเกิดปฏิกิริยากับคาเฟอีน หรือสตรีวัยทองที่กลับไปรับประทานฮอร์โมนเอสโตรเจน ก็จะพบว่าเกิดเป็นโรคพาร์กินสันมากกว่าคนที่ไม่ได้รับประทานฮอร์โมนนี้ ในทางการแพทย์สันนิษฐานว่า คาเฟอีนจะไปทำให้สารสื่อประสาท โดปามีน ถูกขนส่งไปออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น

5.การดื่มกาแฟลดการเกิดโรคเบาหวานได้จริงหรือไม่?

มีงานวิจัยพบว่า การดื่มกาแฟทำให้มีโอกาสการเกิดโรคเบาหวานลดลง โดยพบว่าคนที่ดื่มกาแฟ 6-7 ถ้วยต่อวัน พบโรคเบาหวานน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ดื่ม โดยเชื่อว่าสารต้านอนุมูลอิสระในกาแฟ เป็นตัวทำให้การดื้ออินซูลินลดลง ทำให้ไม่ค่อยพบโรคเบาหวาน และสารต้านอนุมูลอิสระนั้นคือ phenolic chlorogenic acid

6.เราดื่มกาแฟได้มากเท่าไหร่และกาแฟมีอันตรายหรือความเสี่ยงใดๆ ต่อสุขภาพหรือไม่?            

ยังไม่มีข้อกำหนดหรือข้อห้ามใดๆ สำหรับปริมาณกาแฟที่ควรดื่มสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับหญิงตั้งครรภ์นั้นควรจำกัดปริมาณคาเฟอีนไม่ให้เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะมีรายงานว่ามีการแท้งมากกว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ดื่ม นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าลูกที่เกิดมีน้ำหนักแรกคลอดน้อยและตัวเล็กกว่าอายุครรภ์อีกด้วย  สารคาเฟอีนมีฤทธิ์คล้ายยาขับปัสสาวะ จึงอาจทำให้ผู้ดื่มกาแฟปัสสาวะมากขึ้นและเร็วขึ้น อีกทั้งมีรายงานว่าในผู้ที่ดื่มกาแฟมากๆ บางครั้งอาจเกิดอาการหน้ามืด เป็นลม มือสั่น และนอนไม่หลับได้ หากเกิดอาการเช่นนี้บ่อยๆ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ นอกจากนี้ กาแฟมักได้รับการปรุงแต่งอย่างหลากหลาย อาจมีการเติมน้ำตาล น้ำเชื่อม นม และอื่นๆ ซึ่งอาจมีผลในการเพิ่มแคลอรี่ส่วนเกินให้ผู้ดื่มได้มาก ผู้ดื่มที่มีโรคประจำตัวที่อาจได้รับผลกระทบควรคำนึงถึงเรื่องนี้ไว้ด้วยเช่นกัน

เพียงเท่านี้ คอกาแฟก็สามารถกำหนดปริมาณการดื่มในแต่ละวันได้ง่ายๆ ควบคู่ไปกับการมีสุขภาพดี หรือสามารถขอคำปรึกษาจากทีมแพทย์โรงพยาบาลในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด (โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ (จังหวัดสมุทรปราการ) โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ (จังหวัดนครสวรรค์) โรงพยาบาลพิษณุเวช (จังหวัดพิษณุโลก) และโรงพยาบาลสหเวช (จังหวัดพิจิตร)) และสามารถติดตามสาระดีๆ เกี่ยวกับการแพทย์ได้ที่ www.princhealth.com

Latest articles

แพทย์วิมุต เตือนวัยทำงานอย่ามองข้าม “กรดไหลย้อน-โรคกระเพาะ” เสี่ยงโรคระบบทางเดินอาหารส่วนบนเรื้อรัง

“โรคระบบทางเดินอาหารส่วนบน” กำลังคุกคามคนวัยทำงานอย่างเงียบ ๆ ที่น่ากังวลคือ โดยหลายคนเริ่มต้นจากอาการใกล้ตัวอย่างกรดไหลย้อนหรือโรคกระเพาะ ที่มักถูกมองว่าเป็นเพียงอาการชั่วคราวและปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา ทั้งที่หากเกิดการอักเสบเรื้อรังต่อเนื่อง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรครุนแรง เช่น มะเร็งหลอดอาหารและมะเร็งกระเพาะอาหารได้

เพาเวอร์บาย ปลุกตลาดทีวีไทยรับบอลโลก 2026 ดันแคมเปญ “Champion Deals”

เพาเวอร์บาย ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ดึงกระแสบอลโลก 2026 เร่งชิงตลาดทีวีไทยผ่านกลยุทธ์ “Moment Marketing” เปิดตัวแคมเปญ “Champion Deals” จับอินไซต์คอบอลยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ Home Entertainment ภายในบ้านมากขึ้น

LINE MAN ร่วม ไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ชูจุดแข็งแชมป์คนละครึ่งเดลิเวอรี

LINE MAN ขานรับนโยบายภาครัฐ ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เดินหน้ากระตุ้นการใช้จ่ายและฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากต่อเนื่อง ตอกย้ำบทบาทแพลตฟอร์มที่อยู่เคียงข้างทั้งร้านอาหาร ไรเดอร์ และผู้บริโภคทั่วประเทศ ต่อยอดความสำเร็จจากโครงการ “คนละครึ่ง พลัส”

เจาะลึกกองทุน DE สนับสนุนไอเดียสู่การใช้งานจริง 

กองทุน DE  ภายใต้การดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้กำหนดแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมุ่งใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยเน้นการส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

More like this