JERA Cloud ผู้พัฒนาระบบ Cloud และ POS สำหรับบริหารจัดการธุรกิจความงามและสุขภาพ ภายใต้การบริหารของ LINE MAN Wongnai เปิดข้อมูลภาพรวม “T-Beauty” จากข้อมูลการใช้บริการจริงของลูกค้ากว่า 960,000 คน ในคลินิกความงามที่ใช้ JERA Cloud กว่า 850 แห่งทั่วประเทศ ช่วงมกราคม–กันยายน 2569 พบลูกค้าต่างชาติใช้บริการคลินิกความงามไทยเพิ่มขึ้น 70% ในรอบ 2 ปี “ยกกระชับด้วยเครื่องและศัลยกรรม” เติบโตสูงสุด เทรนด์ “ปลูกผม” และ “งานผิวแบบธรรมชาติ” เติบโตสวนกระแส แนะคลินิกสร้างการเติบโตระยะยาวด้วย “ระบบสมาชิก”
ต่างชาติใช้บริการคลินิกความงามไทยเพิ่ม 70% ใช้จ่ายต่อคนเกือบ 2 เท่าของคนไทย
เอกลักษณ์ วิริยะโกวิทยา กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจ Merchant Digital Solutions, LINE MAN Wongnai ผู้บริหาร JERA Cloud ให้ข้อมูลว่า มาตรฐานคลินิกความงามไทยได้รับการยอมรับในระดับโลกมากขึ้น สังเกตได้จากจำนวนลูกค้าต่างชาติที่เพิ่มขึ้น 70% ภายใน 2 ปี (ระหว่างปี 2567 ถึงปี 2569) ในขณะที่ลูกค้าชาวไทยเติบโตเพียง 23%
- ลูกค้าสัญชาติตะวันตกโตสูงสุด: Top 5 กลุ่มลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการคลินิกความงามไทยเพิ่มขึ้นสูงสุดคือ สหราชอาณาจักร (เติบโต 4.7 เท่า), ฝรั่งเศส (4.4 เท่า), สหรัฐอเมริกา (4 เท่า), ออสเตรเลีย (3.5 เท่า) และสิงคโปร์ (3.4 เท่า)
- ลูกค้าต่างชาติกำลังซื้อสูงกว่าคนไทยเกือบ 2 เท่า: ชาวสิงคโปร์มียอดใช้จ่ายเฉลี่ยสะสมต่อคนสูงสุดในช่วง 9 เดือนที่ 26,400 บาทตามด้วยชาวอเมริกัน (22,500 บาท) และชาวลาว (22,100 บาท) ในขณะที่ลูกค้าไทยอยู่ที่ 13,400 บาทต่อคน โดยบริการที่ลูกค้าต่างชาติใช้จ่ายมากที่สุดเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายทั้งหมดคือบริการกลุ่ม ‘ดูแลรูปร่างและงานผิว’ อย่างการกระชับสัดส่วนและ Skin Booster (ฉีดบำรุงผิว)
- เทรนด์ความงามมาแรงในกลุ่มลูกค้าต่างชาติปี 2569 ได้แก่ “ยกกระชับด้วยเครื่อง” ที่มียอดใช้จ่ายเติบโต 29% “ศัลยกรรม” เติบโต 26% และ ทรีตเมนต์ผิวหน้า เติบโต 19% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี สะท้อนความนิยมในบริการที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ในคลินิกความงามไทย สวนทางกับบริการ “กายภาพบำบัดและแพทย์แผนไทย” ที่มียอดใช้จ่ายลดลง 38% และ “IV Drip วิตามิน” ลดลง 22%
ตลาดคนไทยชะลอตัว แต่บริการ “งานผิวธรรมชาติ-ปลูกผม” ยังคงเติบโตสวนกระแส
แม้ภาพรวมกำลังซื้อของลูกค้าชาวไทยจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น สะท้อนจากค่าใช้จ่ายด้านบริการความงามรวมที่หดตัวลง 6% ในช่วงไตรมาส 3 แต่ยังคงเห็นโอกาสในกลุ่มบริการบางประเภทที่สามารถต้านทานกระแสเศรษฐกิจได้
- Blue Ocean ตลาดผู้ชายมาแรง ดันดีมานด์ “ปลูกผม” เติบโตพุ่งสูงสุด 16%: แม้ผู้หญิงจะยังเป็นฐานลูกค้าหลักในสัดส่วน 76% แต่กลุ่มผู้ชายเริ่มกลายเป็น Niche Market ที่มีกำลังใช้จ่าย โดยเทรนด์ที่สร้างการเติบโตสูงสุดในตลาดปีนี้คือ บริการดูแลเส้นผมและ “ปลูกผม” ที่มียอดใช้จ่ายเติบโตสูงสุดถึง 16% ซึ่งพบว่าผู้ชายเข้าทำบริการนี้มากกว่าผู้หญิงถึงกว่า 3 เท่า รวมถึงบริการฟื้นฟูร่างกายอย่างกายภาพบำบัดที่ผู้ชายเข้าใช้บริการมากกว่าผู้หญิงถึง 2 เท่า ส่วนผู้หญิงยังคงเน้นดูแลผิวพรรณ กำจัดขน และงานฉีดเป็นหลัก นอกจากนี้ เมื่อคลินิกมีระบบสมาชิก ลูกค้าผู้ชายตอบรับชัดเจนที่สุด โดยสมาชิกผู้ชายใช้จ่ายมากกว่าลูกค้าผู้ชายทั่วไปถึง 68% และกลับมาใช้บริการบ่อยกว่า 43% ซึ่งสูงที่สุดในทุกกลุ่มลูกค้า สะท้อนว่าลูกค้าผู้ชายสะท้อนว่าลูกค้าผู้ชายเป็นกลุ่มที่ภักดีที่สุดเมื่อคลินิกมีระบบสมาชิกในการปลดล็อกกำลังซื้อระยะยาวของลูกค้ากลุ่มนี้
- เทรนด์ความงาม “ผิวสวยแบบธรรมชาติ” โตสวนตลาด: เทรนด์ความงามมาแรงในกลุ่มลูกค้าชาวไทยปี 2569 คือบริการที่เน้นงานผิวและสามารถดูแลได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องใช้ทุนสูงนัก ส่งผลให้ยอดใช้จ่ายในกลุ่ม “ทรีตเมนต์ผิวหน้า” เติบโต 9% และ “Skin Booster” เติบโต 7% ในขณะที่บริการกลุ่มที่ใช้ทุนสูงเพื่อปรับรูปหน้าหรือศัลยกรรม อย่างเช่น เลเซอร์ ฟิลเลอร์ และการยกกระชับด้วยเครื่อง กลับมียอดใช้จ่ายลดลง
- Gen X คือตัวแบกกำลังซื้อวัยผู้ใหญ่ เน้นบริการกลุ่มต้านริ้วรอย: เมื่อแบ่งตามช่วงวัยพบว่า วัยทำงาน (Gen Y อายุ 30-45 ปี) คือฐานลูกค้าหลักที่เข้าคลินิกมากที่สุดถึง 44% แต่กลุ่มที่ช่วยขับเคลื่อนรายได้หลักและมีกำลังซื้อสูงสุดกลับเป็นวัยผู้ใหญ่ (Gen X อายุ 46-61 ปี) ที่มียอดใช้จ่ายเฉลี่ยสูงถึง 20,300 บาท มากกว่ากลุ่มวัยรุ่น (Gen Z อายุ 14-29 ปี) ถึงกว่า 2 เท่า โดยพฤติกรรมลูกค้าจะแตกต่างไปตามวัยอย่างชัดเจน กลุ่มวัยรุ่น (Gen Z) มีสัดส่วนเลือกทำทรีตเมนต์ผิวหน้าและเลเซอร์สูงที่สุด วัยทำงาน (Gen Y) เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับงานฉีดอย่างโบท็อกซ์และฟิลเลอร์ ขณะที่เทรนด์ของ Gen X และวัย 62 ปีขึ้นไป จะให้น้ำหนักไปที่บริการกลุ่มต้านความชราและฟื้นฟูสุขภาพอย่างการยกกระชับด้วยเครื่องและกายภาพบำบัด คือฐานลูกค้าหลักที่เข้าคลินิกมากที่สุดถึง 44% แต่กลุ่มที่ช่วยขับเคลื่อนรายได้หลักและมีกำลังซื้อสูงสุดกลับเป็นวัยผู้ใหญ่ (Gen X อายุ 46-61 ปี) ที่มียอดใช้จ่ายเฉลี่ยสูงถึง 20,300 บาท มากกว่ากลุ่มวัยรุ่น (Gen Z อายุ 14-29 ปี) ถึงกว่า 2 เท่า โดยพฤติกรรมลูกค้าจะแตกต่างไปตามวัยอย่างชัดเจน กลุ่มวัยรุ่น (Gen Z) มีสัดส่วนเลือกทำทรีตเมนต์ผิวหน้าและเลเซอร์สูงที่สุด วัยทำงาน (Gen Y) เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับงานฉีดอย่างโบท็อกซ์และฟิลเลอร์ ขณะที่เทรนด์ของ Gen X และวัย 62 ปีขึ้นไป จะให้น้ำหนักไปที่บริการกลุ่มต้านความชราและฟื้นฟูสุขภาพอย่างการยกกระชับด้วยเครื่องและกายภาพบำบัด
ลูกค้าประจำคือทางรอด สมาชิกเปย์หนักกว่าลูกค้าทั่วไป 63%
เอกลักษณ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ในปีที่ตลาดชะลอ คลินิกไม่จำเป็นต้องเร่งหาลูกค้าใหม่ให้มากขึ้นเสมอไป แต่ต้องทำให้ลูกค้าที่เดินเข้ามาแล้วกลับมาอีก ข้อมูลชี้ว่าวันแรกที่ลูกค้าเข้าร้านคือจังหวะที่สำคัญที่สุด เพราะสมาชิก 87% สมัครตั้งแต่ครั้งแรกที่มาคลินิก และเมื่อสมัครแล้ว ยอดใช้จ่ายใน 6 เดือนถัดมาเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า”
JERA Cloud ได้เชื่อมระบบ POS ของคลินิกเข้ากับ LINE OA ให้ลูกค้าสมัครสมาชิก นัดหมาย และเช็กแต้มได้เองโดยไม่ต้องดาวน์โหลดแอป ขณะที่คลินิกกำหนดระดับสมาชิก ส่วนลด และกติกาการสะสมแต้มได้เอง โดยข้อมูลทั้งหมดเชื่อมกับยอดขายหน้าร้านแบบเรียลไทม์
*ข้อมูลจากคลินิกกว่า 850 แห่งที่ใช้ระบบ JERA Cloud และยอดใช้จ่ายเป็นการวิเคราะห์จากค่าบริการที่ไม่รวมค่ายา

