สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมกับ สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงไทย หรือ IFPI Thailand จัดงาน Thailand’s Music Economy Spotlight 2026 เวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลและมุมมองเกี่ยวกับเศรษฐกิจดนตรี ทิศทางของอุตสาหกรรมเพลงโลก โอกาสใหม่ในการสร้างรายได้ ตลอดจนความท้าทายและการเตรียมความพร้อมของอุตสาหกรรมเพลงไทยในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ณ ห้อง Virtual Media Lab ชั้น 4 TCDC กรุงเทพฯ อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก
การจัดงานครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง CEA ซึ่งมีบทบาทในการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ กับ IFPI Thailand ซึ่งมีความเชี่ยวชาญและเครือข่ายในอุตสาหกรรมสิ่งบันทึกเสียงทั้งในประเทศไทยและระดับสากล โดยมีเป้าหมายเพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ ค่ายเพลง ศิลปิน ผู้เชี่ยวชาญ และผู้กำหนดนโยบาย ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและมุมมองด้านการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม พร้อมมองหาโอกาสในการพัฒนา Music Ecosystem ของประเทศไทย ให้เติบโต แข่งขันได้ และเชื่อมโยงสู่ตลาดสากลอย่างยั่งยืน ภายในงานประกอบด้วย 3 หัวข้อสำคัญที่สะท้อนทั้งภาพปัจจุบัน โอกาสทางธุรกิจ และอนาคตของอุตสาหกรรมเพลง
เริ่มต้นด้วย Session 1: Music Industry Outlook 2026 เปิดภาพรวมและทิศทางของอุตสาหกรรมเพลงโลกและไทยผ่านข้อมูลและบทวิเคราะห์จาก IFPI โดย คุณชญาภัช แสงทับทิม ผู้จัดการทั่วไป IFPI Thailand เผยภาพรวมว่า “ในปี 2025 อุตสาหกรรมสิ่งบันทึกเสียงโลกมีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 31.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 6.4% ต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 และขยายตัวกว่า 2.3 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2015 สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมดนตรียังคงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีการเติบโตอย่างยั่งยืน และกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินกับแฟนเพลง” คุณชญาภัชกล่าวเสริมถึงแนวโน้มสำคัญในปี 2025 ว่าแม้สตรีมมิงแบบสมาชิก (Subscription Streaming) จะเป็นแหล่งรายได้หลัก แต่การเกิดขึ้นของ Superfan Economy และช่องทางจำหน่ายตรงถึงผู้บริโภค (Direct-to-Consumer) ได้เข้ามาเพิ่มมูลค่าจากกลุ่มแฟนเพลงที่มีความผูกพันสูง ควบคู่ไปกับการที่สินค้ากายภาพ (Physical) อย่างแผ่นเสียงไวนิลและซีดีที่กลับมาเป็นที่นิยมและกลายเป็นสินค้าสะสม นอกจากนี้ ภูมิภาคเอเชียยังคงมีการเติบโตที่โดดเด่น นำโดยจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ สำหรับประเทศไทย แนวโน้มเหล่านี้สะท้อนโอกาสสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมเพลง ทั้งด้านการส่งออกดนตรี การสร้างระบบเศรษฐกิจแฟนคลับ การพัฒนาการบริหารจัดการลิขสิทธิ์ และการผลักดันเพลงไทยให้เป็นอีกหนึ่งพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่สำคัญของประเทศอย่างแท้จริง
ต่อด้วย Session 2: Music Economy & Revenue Opportunities ชวนมองให้ไกลกว่ารายได้จากแพลตฟอร์มสตรีมมิง เพื่อค้นหาโอกาสและแหล่งรายได้ที่ศิลปินและค่ายเพลงอาจยังไม่เคยรู้หรือยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ผ่านมุมมองของ Music Publisher ค่ายเพลง และศิลปิน ซึ่งร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ในการสร้างโอกาสเติบโตสู่ตลาดสากล
คุณทัชระ ล่องประเสริฐ จาก Sony Music Publishing ชี้ให้เห็นความสำคัญของการต่อยอดมูลค่าของลิขสิทธิ์เพลงในหลากหลายมิติ “โดยหลักแล้วลิขสิทธิ์เพลงสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ลิขสิทธิ์ในสิ่งบันทึกเสียง และลิขสิทธิ์ในดนตรีกรรม ซึ่งเราสามารถสร้างรายได้จากสองสิ่งนี้ได้แยกกัน” พร้อมให้ความเห็นว่า Music Publisher มีบทบาทสำคัญในการเป็นนักบริหารจัดการสิทธิในดนตรีกรรม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างโอกาสให้เพลงถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวาง “สิ่งสำคัญคือเราต้องเข้าใจก่อนว่า ลิขสิทธิ์ในสิ่งบันทึกเสียงและลิขสิทธิ์ในดนตรีกรรม ทั้งสองส่วนนี้ มีผู้ดูแลหรือองค์กรจัดเก็บที่ดูแลแยกส่วนกัน ดังนั้นผู้เป็นเจ้าของต้องมีความเข้าใจ เพื่อให้เพลงสามารถสร้างมูลค่าผ่าน Ecosystem อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพสูงสุด” รวมทั้งการนำเพลงไปแปล เรียบเรียงภาษาใหม่ และการนำเพลงไปทำซ้ำเพื่อประกอบภาพยนตร์ โฆษณา เกม คอนเทนต์ต่างๆ ในรูปแบบ Synchronization ซึ่งปัจจุบันก็ได้รับความนิยมเช่นกัน ทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับคอนเทนต์ไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ด้าน คุณดนัย ธงสินธุศักดิ์ จาก LOVEiS Entertainment & JUICEY เผยมุมมองว่า “จุดเริ่มต้นหลักคือเพลงที่ดี จุดต่อมาคือแล้วใครคือผู้ฟัง” เพราะการสร้างผลงานเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องเข้าใจกลุ่มผู้ฟังและอาศัยความร่วมมือของ Ecosystem ในอุตสาหกรรมเพลง ทั้ง Distributor, Publisher และพันธมิตรต่าง ๆ ที่ช่วยผลักดันให้เพลงเข้าถึงตลาดและสร้างรายได้ได้หลากหลายช่องทาง อย่างไรก็ตาม ยังมีรายได้อีกจำนวนไม่น้อยที่อาจ “ตกหล่นโดยที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอยู่” หากไม่มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยบริหารจัดการสิทธิอย่างครบถ้วน คุณดนัยย้ำว่า “กลยุทธ์หลักคือการไม่ท้อ” และการสร้างสรรค์ผลงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง คือหัวใจสำคัญในการก้าวสู่เวทีระดับสากล
ขณะที่ศิลปิน เจมส์ อลิน วี ได้แบ่งปันประสบการณ์ว่า การก้าวสู่เวทีระดับสากลเริ่มต้นจากการสร้างผลงานที่มีคุณภาพ ควบคู่กับการพัฒนาตัวเองและเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ เพราะเมื่อโอกาสมาถึง เราจะได้ทำมันได้อย่างเต็มที่
ปิดท้ายด้วย Session 3: The Future & Challenges of the Thai Music Industry in the AI Era กับการแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องอนาคตและความท้าทายของอุตสาหกรรมเพลงในยุค AI โดยคุณ Mira Chatt, Regional Director, Asia จาก IFPI กล่าวถึงความสำคัญของ Data และ Transparency พร้อมย้ำว่าการพัฒนาหรือสร้างสรรค์ผลงานด้วย AI ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพเรื่องลิขสิทธิ์ การขออนุญาตใช้ข้อมูลจากเจ้าของสิทธิ และการเปิดเผยข้อมูลที่ใช้พัฒนาโมเดล AI เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ส่งเสริมนวัตกรรม ควบคู่กับการเติบโตของอุตสาหกรรมเพลงอย่างยั่งยืน
ด้าน คุณทักษอร สมบูรณ์ทรัพย์ ผู้อำนวยการกองสิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวถึงความสำคัญของการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมเทคโนโลยี AI และการคุ้มครองสิทธิของผู้สร้างสรรค์ โดยชี้ว่าแม้ AI จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่คุณค่าของความคิดสร้างสรรค์และอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ยังคงเป็นสิ่งที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ พร้อมฝากข้อคิดถึงผู้สร้างสรรค์ว่า ในยุคที่ AI สามารถเข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยสร้างสรรค์ผลงานได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษา “ความเป็นมนุษย์” และเอกลักษณ์ของผู้สร้างสรรค์ไว้ในผลงาน เพราะสิ่งเหล่านี้คือคุณค่าที่แท้จริงที่หล่อหลอมให้ผลงานมีเอกลักษณ์ มีความหมาย และสามารถสร้างความผูกพันกับผู้ฟังได้ในระยะยาว
งาน Thailand’s Music Economy Spotlight 2026 จึงเป็นเวทีที่สะท้อนทั้งข้อมูล แนวโน้ม และโอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมเพลง ตั้งแต่การสร้างสรรค์ผลงาน การบริหารสิทธิ การสร้างรายได้ การขยายสู่ตลาดต่างประเทศ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของ AI พร้อมเปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้คนในอุตสาหกรรม ร่วมกันขับเคลื่อน Music Ecosystem ของประเทศไทยให้เติบโตแข็งแรงและยั่งยืนทั้งในระดับประเทศและสากล

