หมดยุคทองที่ดิน CBD แนะ ‘แลนด์ลอร์ด’ เลิกฝืนหั่นราคาขาย ด้านกำลังซื้อคอนโดฯ ทรุดหนัก

Published on

คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ เผยตลาดที่ดินทำเลทองพลิกกลับเป็นของ “ผู้ซื้อ” เต็มตัว หลังค่ายอสังหาฯ รุมกดราคาต่ำกว่าป้ายเกือบครึ่ง ชี้ผลกระทบจากหนี้ครัวเรือนพุ่ง-แบงก์ปฏิเสธสินเชื่อ สกัดกำลังซื้อคอนโดฯดิ่ง วงจรราคาพีคสิ้นสุดลงแล้ว แนะเจ้าของที่ดินปรับแผนด่วน เปลี่ยนขายขาดมาเป็น “ปล่อยเช่าระยะยาว” ดึงกระแสเงินสด พร้อมลดภาระภาษีที่ดินรกร้าง

ขณะเดียวกันกำลังซื้อคอนโดมิเนียม ไตรมาส 2/2569 เผชิญมรสุมเศรษฐกิจรอบทิศ หลังคนไทยขาดความเชื่อมั่น ผวาผลกระทบสงครามโลกผันผวนจนแห่ชะลอการใช้เงิน บีบรายย่อยเบรกแผนเปิดโครงการ ขณะที่กลุ่มทุนใหญ่ปรับกลยุทธ์หนีตาย ดันราคาเฉลี่ยพุ่งสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2563 เหตุเบนเข็มเกาะแนวรถไฟฟ้าจับกลุ่มพรีเมียมกระเป๋าหนัก หวังลดความเสี่ยงยอดกู้ไม่ผ่าน

วรัตถ์ สิริศักดานุกูล ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายตลาดทุนและการลงทุน คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย เปิดเผยถึงข้อมูลสำคัญในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ราคาที่ดินในเขตศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) และพื้นที่โดยรอบ ถูกขับเคลื่อนด้วยการแข่งขันกว้านซื้อของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อทำโครงการคอนโดมิเนียม จนราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม วัฏจักรราคาที่ดินระดับสูงสุดได้สิ้นสุดลง ตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 และยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับสู่จุดเดิมได้ เนื่องจากตลาดอสังหาริมทรัพย์เผชิญมรสุมเศรษฐกิจรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อที่หดตัว หนี้ครัวเรือนระดับสูง และอัตราการปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงินที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค

สัญญาณเตือนแลนด์ลอร์ด ตลาดเป็นของผู้ซื้อ หั่นราคาขายสู้ไม่ไหว แนะ “ปล่อยเช่าระยะยาว” คือ ทางออก

ปัจจัยลบดังกล่าวที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่ดินในราคาสูงเหมือนอดีตได้ หลายรายจำเป็นต้องต่อรองราคาต่ำลงเพื่อรักษาอัตรากำไรให้อยู่รอด สะท้อนได้ชัดเจนจากทำเลติดถนนใหญ่ช่วง BTS บางจาก ถึง BTS อุดมสุข ที่เจ้าของที่ดินยังตั้งราคาขายสูงถึง 900,000 – 1,000,000 บาทต่อตารางวา แต่ดีเวลลอปเปอร์ กลับยื่นเสนอซื้อจริงต่ำกว่า 600,000 บาทต่อตารางวา ทั้งสิ้น

วรัตถ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปรากฏการณ์นี้เป็นสัญญาณชัดเจนว่าราคาที่ดินไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นอีกต่อไป หากเจ้าของที่ดินจำเป็นต้องขายในวันนี้ อาจต้องยอมตัดใจขายต่ำกว่าราคาที่ต้องการ ดังนั้น ในมุมมองการบริหารสินทรัพย์ กลยุทธ์ “ปล่อยเช่าระยะยาว 10 – 30 ปี” จึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าการขายขาดในภาวะที่ตลาดเป็นของผู้ซื้อ เพราะนอกจากจะไม่ต้องลดราคาขายแล้ว ยังช่วยสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ โดยที่กรรมสิทธิ์ยังคงอยู่ ยิ่งไปกว่านั้น ยังช่วยลดภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากอัตราที่ดินรกช้างว่างเปล่าได้อย่างมหาศาล ถือเป็นกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ที่สุดในภาวะตลาดชะลอตัว

กำลังซื้อคอนโดมิเนียม Q2/2569 ในประเทศชะลอตัว หวั่นปัจจัยโลกผันผวน

ด้านกำลังซื้อคอนโดมิเนียม  สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย เผยข้อมูล ณ ไตรมาส 2/2569 พบว่า กำลังซื้อของคนไทยชะลอตัวลงอย่างชัดเจนตามสภาวะเศรษฐกิจ เนื่องจากขาดความเชื่อมั่นต่อปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความผันผวนของสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงราคาน้ำมันและค่าครองชีพ แม้ผู้บริโภคจะเริ่มปรับตัวได้บ้าง แต่ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กดดันภาระค่าใช้จ่าย

การชะลอตัวดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดคอนโดมิเนียม ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่และก่อหนี้ผูกพันระยะยาว สะท้อนได้จากอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ยังคงพุ่งสูง ท่ามกลางภาวะที่ยังไม่มีนโยบายหรือมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ชัดเจนเพิ่มเติมจากภาครัฐ

ขณะที่การเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่ในไตรมาส 2/2569 มีจำนวนรวมประมาณ 2,332 ยูนิต ลดลงราว 67% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) อย่างไรก็ตาม ภาพรวมครึ่งแรกของปี 2569 มีการเปิดตัวสะสมอยู่ที่ประมาณ 9,501 ยูนิต ซึ่งยังคงเติบโตเพิ่มขึ้น 42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)

สำหรับแนวโน้มตลอดทั้งปี 2569 คาดการณ์ว่ายอดเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่อาจสูงกว่าเป้าหมายเดิมที่เคยประเมินไว้ตอนต้นปีที่ 17,000 ยูนิต เนื่องจากผู้ประกอบการบางรายเริ่มทยอยเปิดขายและเปิดเผยแผนพัฒนาโครงการใหม่มากขึ้น โดยประเมินว่าตัวเลขรวมทั้งปีมีความเป็นไปได้ที่จะขยับขึ้นไปแต่ไม่เกิน 20,000 ยูนิต ทั้งนี้ ยังคงต้องจับตาปัจจัยลบระดับโลกที่อาจกลับมาทวีความรุนแรงอีกครั้ง โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

ราคาขายเฉลี่ยพุ่งสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2563 เหตุหนีไปจับกลุ่มพรีเมียม-แนวรถไฟฟ้า

หากเจาะลึกถึงทำเลที่ตั้งของคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ในไตรมาส 2/2569 กว่า 90% ตั้งอยู่ตามแนวรถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท (นอกเขต CBD) ส่วนที่เหลือกระจายตัวอยู่ในพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯ ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยในไตรมาสนี้พุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 150,420 บาทต่อตารางเมตร หรือเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนถึง 78.4% ปัจจัยนี้ดันให้ราคาขายเฉลี่ยช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ทะยานสู่ 120,360 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งนับเป็นสถิติที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา

แม้ตลาดจะอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่การที่ราคาขายเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้น เป็นเพราะผู้ประกอบการหันไปโฟกัสกลุ่มผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อสูง เพื่อหนีปัญหาการขอสินเชื่อที่กู้ผ่านยากในกลุ่มระดับราคาล่าง ประกอบกับทำเลที่เลือกเปิดโครงการ ล้วนอยู่ใกล้หรือในระยะเดินถึงสถานีรถไฟฟ้า ซึ่งการขยายตัวของโครงข่ายรถไฟฟ้าสู่พื้นที่รอบนอกนี้ ได้ฉุดให้ต้นทุนที่ดินสูงขึ้น และผลักดันให้ราคาขายคอนโดมิเนียมต้องปรับตัวสูงขึ้นตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รายย่อยเบรกแผน – ดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่ปรับตัว เน้น “สร้างเสร็จพร้อมอยู่” สกัดกลุ่มเก็งกำไร

ภาพโครงการเปิดขายใหม่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ขับเคลื่อนโดยผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์ฯ เกือบ 100% โดยมีโครงการจากดีเวลลอปเปอร์นอกตลาดเพียง 68 ยูนิต จากทั้งหมด 9,501 ยูนิต สะท้อนว่า ผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็กเลือกที่จะชะลอการเปิดโครงการใหม่ เพื่อรอดูทิศทางตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง รวมถึงมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์จากภาครัฐขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มปรับกลยุทธ์หันมาเปิดขายโครงการสร้างเสร็จพร้อมอยู่ (Ready to Move) รูปแบบคอนโดมิเนียมขนาดเล็ก ยูนิตไม่มากนัก ในระดับราคา 180,000 บาทต่อตารางเมตรขึ้นไป ทั้งนี้ ในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา แทบไม่มีการเปิดตัวคอนโดมิเนียมนอกแนวรถไฟฟ้า เนื่องจากผู้ประกอบการต้องการเจาะกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) ที่ต้องการโอนกรรมสิทธิ์ แทนกลุ่มเก็งกำไรระยะสั้น นอกจากนี้ หลายรายยังรุกแก้ปัญหาและลดความเสี่ยงด้านยอดปฏิเสธสินเชื่อ ด้วยการคัดกรองความพร้อมด้านเครดิตล่วงหน้า หรือออกแคมเปญประเภท “ผ่อนก่อนอยู่” เพื่อช่วยดันยอดโอนให้ราบรื่นขึ้น

ในด้านกลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติ ภาพรวมไตรมาส 2/2569 ปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อชาวจีนที่หดตัวลงอย่างมาก และยังไม่มีกลุ่มอื่นเข้ามาทดแทนได้เต็มกำลัง แม้จะมีผู้ซื้อชาวเมียนมาเข้ามาบ้าง แต่ก็เป็นเพียงสัดส่วนน้อย ส่วนกลุ่มชาวรัสเซียนั้น แม้จะมีการเติบโตสูง ในภูเก็ตและพัทยา แต่ในกรุงเทพมหานครยังไม่มีบทบาทมากนัก

สำหรับชาวต่างชาติสัญชาติอื่นๆ แม้จะมีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยการหายไปของกลุ่มผู้ซื้อชาวจีนได้ ขณะที่กลุ่มผู้ซื้อจากตะวันออกกลางซึ่งเคยเป็นกระแสข่าว ก็ยังไม่มีการขยายตัวอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 สุรเชษฐ กล่าวสรุปปิดท้าย

Latest articles

คนไทย 1.6 ล้านคนมีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว รพ.วิมุต ชู PFA รักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ  

Atrial Fibrillation (AF) เป็นภาวะที่หัวใจห้องบนเต้นเร็วและไม่เป็นจังหวะ ส่งผลให้การสูบฉีดเลือดทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ อาการที่พบได้มีตั้งแต่ใจสั่น หัวใจเต้นรัวหรือสะดุด เหนื่อยง่าย เวียนศีรษะ หน้ามืด ไปจนถึงแน่นหน้าอก จุดยากของ AF คืออาการอาจเกิดขึ้นเพียงเป็นช่วง ๆ ผู้ป่วยบางรายแทบไม่มีอาการ

Thai energy sector turns to AI as cost and demand pressures reshape investment priorities

Thailand's biggest energy groups have already spent a few years reshaping their portfolios to reduce costs and increase their resilience, including consolidating with rival assets to pool production facilities and reduce operational costs

ไดเปปไทด์ คอลลาเจน พลัส สูตรใหม่ จัดโปรลดพิเศษเพียง 29 บาท ที่เซเว่นฯ

“บีไชน์ ไดเปปไทด์ คอลลาเจน พลัส สูตรใหม่” เพิ่มปริมาณ แต่ไม่ขึ้นราคา ขนาดบรรจุซอง 13,000 มก. จัดโปรโมชั่น ลดราคาพิเศษช่วงเปิดตัวใหม่ เพียงซองละ 29 บาท (จากราคาปกติ 39 บาท)

พรีเมียร์ลีก JAS และสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ  ต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลในไทย

การละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ใช่เรื่องที่ไม่มีผู้ได้รับผลกระทบ มันสร้างความเสียหายต่อผู้บริโภค บั่นทอนธุรกิจที่ถูกกฎหมาย และทำให้รายได้ที่ควรนำไปสนับสนุนการลงทุนเพื่อพัฒนาวงการฟุตบอลและเศรษฐกิจท้องถิ่นลดลง

More like this