กระทรวงสาธารณสุข จัดงานวิชาการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 18 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม รวมถึงประเด็นสุขภาพแม่และเด็กที่มีความสำคัญต่อระบบสาธารณสุขไทย โดยมีบุคลากรด้านสาธารณสุขจากทั่วประเทศให้ความสนใจเข้าร่วมงาน
ในโอกาสเดียวกันนี้ ดานอน ประเทศไทย ในฐานะภาคเอกชนที่ทำงานสนับสนุนประเด็นสุขภาพเด็กและการป้องกันภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia: IDA) ร่วมกับกรมอนามัยอย่างต่อเนื่อง ได้ร่วมจัดแสดงบูธนิทรรศการเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia: IDA) และสาธิตการใช้เครื่องมือตรวจหาความเสี่ยงภาวะ IDA แบบไม่ต้องเจาะเลือด ซึ่งภาวะ IDA เป็นหนึ่งในภาวะขาดสารอาหารที่พบบ่อยในเด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปี แต่มักถูกละเลย ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ ภาวะ IDA อาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต พัฒนาการทางร่างกาย และพัฒนาการทางสมอง
เวทีวิชาการชี้ให้เห็น “ภาวะซีด” (ภาวะโลหิตจาง) ประเด็นท้าทายด้านสาธารณสุขที่ต้องเฝ้าระวังตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต ภายใต้กรอบการจัดงานของกรมอนามัย หนึ่งในหัวข้อบนเวทีวิชาการในครั้งนี้ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นสุขภาพเด็กที่มีผลกระทบในระยะยาว โดยเฉพาะ ภาวะซีดหรือภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในความท้าทายด้านสาธารณสุขของประเทศไทย เนื่องจากสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่มีอาการแสดงชัดเจน และอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กในระยะยาว หากไม่ได้รับการเฝ้าระวังตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต
ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นแลกเปลี่ยนในเวทีเสวนาทางวิชาการหัวข้อ “ซีดในเด็กปฐมวัย โลหิตจางในวัยเยาว์ โลกไม่เศร้า เราช่วยได้ (Anemia in early childhood: the world isn’t, we can)” ซึ่งสะท้อนให้เห็นสถานการณ์ภาวะโลหิตจางในเด็กไทย แนวทางการคัดกรอง และการดูแลเชิงป้องกันที่เหมาะสมกับบริบทของระบบบริการสุขภาพ เป็นหนึ่งในประเด็นด้านโภชนาการและพัฒนาการเด็กที่ยังคงต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่มีอาการแสดงชัดเจน และอาจส่งผลต่อพัฒนาการในระยะยาว หากไม่ได้รับการเฝ้าระวังและจัดการอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
การเสวนาดังกล่าว ทางกรมอนามัยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านกุมารเวชศาสตร์ ได้แก่ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงลัดดา เหมาะสุวรรณ อาจารย์พิเศษ สาขาวิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงสุชาอร แสงนิพันธ์กูล สาขาวิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งได้ร่วมแบ่งปันข้อมูลสำคัญที่พ่อแม่ควรรู้เกี่ยวกับภาวะโลหิตจาง โดยเฉพาะจากการขาดธาตุเหล็กซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้มากในเด็กเล็กช่วงวัย 0–5 ปี โดยหลายครอบครัวอาจไม่ทราบ เพราะลูกอาจไม่แสดงอาการเด่นชัด
แต่ขาดธาตุเหล็กโดยไม่รู้ตัว โดย ศ.เกียรติคุณ พญ. ลัดดา ได้เปิดเผยข้อมูลตัวเลขที่น่ากังวลจากโครงการสำรวจด้านโภชนาการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครั้งที่ 2 (Southeast Asia Nutrition Survey II – SEANUTS II) ที่เก็บข้อมูลระหว่างปี 2563-2564 และได้รับการตีพิมพ์ในปี 2566 ที่พบว่า เด็กไทยอายุ 6-11 เดือน และ 1–3.9 ปี มีภาวะโลหิตจางสูงถึงร้อยละ 56.6 และ 35.2 ตามลำดับ ซึ่งร้อยละ 62-81 ของเด็กวัย 6 เดือนถึง 3 ปีที่มีภาวะโลหิตจาง สาเหตุหลักมาจากการขาดธาตุเหล็ก
ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในวัยทารก แม้จะไม่เห็นอาการชัดเจนในช่วงแรก แต่หากไม่ได้รับการรักษาแก้ไข จะส่งผลต่อพัฒนาการทางสมอง โดยอาจทำให้ระดับ IQ ลดลงได้ถึง 5-10 จุด ซึ่งส่งผลอย่างถาวรต่อการเรียนรู้ของเด็กๆ และการเสริมธาตุเหล็กอาจไม่ได้เพิ่มระดับ IQ ได้สูงเท่าระดับข้างต้น การให้อาหารตามวัยแก่ทารกที่ถูกต้องเหมาะสมและการตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางจึงมีความสำคัญยิ่ง
รศ. พญ.สุชาอร อธิบายว่า การตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางตั้งแต่ระยะแรกมีความสำคัญมาก โดยแนะนำให้ตรวจด้วยวิธีเจาะเลือดเพื่อดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count : CBC) หรือค่าฮีโมโกลบิน (Hemoglobin : Hb) หรือค่าฮีมาโตคริต (Hematocrit : Hct) ในช่วงอายุ 6-12 เดือน และ 3-5 ปี ตามคำแนะนำของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานที่ช่วยคัดกรองภาวะโลหิตจางได้ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กๆ ที่มีน้ำหนักและความยาวค่อนข้างน้อย พฤติกรรมเลือกรับประทานอาหาร หรือมีประวัติธาลัสซีเมียในครอบครัว พร้อมเสริมว่าหากเห็นว่าเด็กๆ ซีด แสดงว่าภาวะโลหิตจางส่งผลกระทบมากแล้ว จึงควรตรวจคัดกรองตั้งแต่ก่อนมีอาการ
แม้การเจาะเลือดจะเป็นวิธีมาตรฐานในการตรวจภาวะโลหิตจาง แต่ก็อาจเป็นขั้นตอนที่สร้างความกังวลให้กับเด็กเล็กและผู้ปกครองจำนวนไม่น้อย ทั้งนี้ในงานวิจัยหนึ่งของ รศ.พญ.สุชาอร (Suchaorn S et al., 2025) ได้นำเครื่องมือที่วัดระดับฮีโมโกลบินผ่านปลายนิ้วโดยไม่ต้องเจาะเลือดมาใช้ ซึ่งช่วยให้การตรวจประเมินเป็นมิตรต่อเด็กและผู้ปกครองมากขึ้น การศึกษาดังกล่าวพบว่าจากเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีจำนวน 2,000 คน มีความเสี่ยงภาวะโลหิตจาง
มากกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนทั้งหมด ซึ่งงานวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีนี้ในการช่วยคัดกรองกลุ่มเสี่ยงได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อนำไปสู่การตรวจยืนยันและรักษาต่ออย่างเหมาะสมต่อไป
ด้าน ศ.เกียรติคุณ พญ. ลัดดา ชี้ให้เห็นบทบาทของพ่อแม่ในการดูแลโภชนาการที่ทำได้ง่ายในชีวิตประจำวัน เช่น การส่งเสริมให้เด็กได้รับอาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็กและโปรตีนคุณภาพดี อาทิ ตับ เลือดสัตว์ เนื้อแดง รวมทั้งผักใบเขียว ควรรับประทานร่วมกับผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เพื่อช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กของร่างกาย นอกจากนี้ ยังแนะนำให้พ่อแม่นำอาหารจากสำรับของครอบครัวมาปรับรูปแบบและรสชาติให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก เพื่อให้เด็กคุ้นเคยกับอาหารหลากหลาย ได้รับสารอาหารครบถ้วน และสามารถรับประทานร่วมกับครอบครัวได้อย่างเหมาะสม อีกทั้ง เน้นย้ำถึงความสำคัญของการได้รับยาน้ำเสริมธาตุเหล็กในเด็กอายุ 6 เดือน – 5 ปี ตามมาตรการป้องกันภาวะโลหิตจางของกรมอนามัย
วิทยากรทั้ง 2 ท่าน ได้ฝากข้อคิดสำคัญว่า การป้องกันภาวะโลหิตจางสามารถเริ่มต้นได้จากเรื่องใกล้ตัว ทั้งการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของภาวะโลหิตจาง การเลือกรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงและมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน การได้รับธาตุเหล็กเสริมตามคำแนะนำของบุคลากรสาธารณสุข และการเข้ารับการตรวจคัดกรองตามช่วงวัยอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เด็กไทยเติบโตแข็งแรง มีพัฒนาการสมวัย และมีศักยภาพในการเรียนรู้อย่างเต็มที่
สนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวคิดการคัดกรองที่เหมาะสมกับบริบทการทำงานด้านสาธารณสุข
จากประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นในเวทีวิชาการ ดานอน ประเทศไทย ได้มีส่วนร่วมในงานผ่าน พื้นที่นิทรรศการให้ความรู้ เพื่อสนับสนุนการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับ ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (IDA) และแนวคิดการเฝ้าระวังความเสี่ยงในเด็กปฐมวัยแก่บุคลากรทางการแพทย์และหน่วยงานภาครัฐที่เข้าร่วมงาน
ภายในพื้นที่ดังกล่าว มีการ สาธิตการตรวจคัดกรองความเสี่ยงภาวะโลหิตจาง ด้วยเครื่องมือแบบไม่ต้องเจาะเลือด ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ดานอน ประเทศไทย สนับสนุนให้แก่กรมอนามัยในรูปแบบการยืม จำนวน 9 เครื่อง ภายใต้ความร่วมมือในโครงการ “เด็กฉลาดด้วยธาตุเหล็ก (Smart Kids with Iron)” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้เห็นภาพแนวทางการคัดกรองความเสี่ยงสำหรับ
เด็กปฐมวัย โดยไม่ต้องเจาะเลือดสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว และสอดคล้องกับบริบทของระบบบริการสุขภาพ
เครื่องมือดังกล่าว ปัจจุบันได้นำไปสนับสนุนการเฝ้าระวังและการคัดกรองความเสี่ยงภาวะโลหิตจาง ในเครือข่ายศูนย์อนามัยของกรมอนามัยในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ได้แก่ ศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่ ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ ศูนย์อนามัยที่ 5 ราชบุรี ศูนย์อนามัยที่ 6 ชลบุรี ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา ศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี ศูนย์อนามัยที่ 11 นครศรีธรรมราช ศูนย์อนามัยที่ 12 ยะลา และสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง เพื่อช่วยให้เด็กไทยได้รับการตรวจคัดกรองความเสี่ยงภาวะโลหิตจาง ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และได้รับการดูแลด้านโภชนาการที่เหมาะสม
บทบาทภาคเอกชนในฐานะผู้สนับสนุนระบบสุขภาพเด็ก
การร่วมจัดนิทรรศการของดานอน ประเทศไทยในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของภาคเอกชนในการสนับสนุนการทำงานของกรมอนามัยและบุคลากรด้านสาธารณสุข ผ่านการแบ่งปันองค์ความรู้ การสนับสนุนแนวคิดเชิงป้องกัน และการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเด็นสุขภาพเด็กที่มีความสำคัญในเชิงนโยบายและการปฏิบัติ ตามแนวทางการดำเนินงานของทางบริษัทฯ ที่เรียกว่า Danone Impact Journey ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพผ่านการดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและการสนับสนุนโภชนาการที่เหมาะสมมาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต”
“ดานอนเชื่อว่า สุขภาพที่ดีของเด็กต้องเริ่มต้นจากการดูแลและป้องกันตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต” แดนิช ราห์มัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดานอน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยและลาว กล่าว “การดูแลเชิงป้องกันด้วยการตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและการให้ความรู้แก่บุคลากรทางการแพทย์และผู้ดูแล จึงเป็นหัวใจสำคัญของการส่งเสริมสุขภาพเด็กในระยะยาว ดานอนจึงรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสได้ทำงานร่วมกับกรมอนามัยและภาคสาธารณสุข ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนแนวคิดการดูแลเชิงป้องกัน และเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนได้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพตั้งแต่ก้าวแรกของชีวิต”

