ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังผันผวนและต้นทุนการดำเนินธุรกิจอยู่ในระดับสูง “สภาพคล่อง” กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ชี้วัดความอยู่รอดและความสามารถในการเติบโตของธุรกิจ SME มากกว่าตัวเลขกำไรเพียงอย่างเดียว เพราะแม้ธุรกิจจะมีโอกาสทำรายได้ แต่หากเงินสดหมุนเวียนไม่เพียงพอ ก็อาจสะดุดได้ในทุกจังหวะสำคัญ finbiz by ttb จึงรวบรวม 3 แนวทางสำคัญที่ผู้ประกอบการควรเร่งดำเนินการ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านสภาพคล่องและเลือกใช้ “สินเชื่อ SME” ได้อย่างเหมาะสม ช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคงในภาวะที่ความไม่แน่นอนยังเป็นโจทย์ใหญ่ของผู้ประกอบการไทย
รายงานวิเคราะห์จากหลายกรณีทั่วโลกสะท้อนว่า 38% ของธุรกิจที่ต้องยุติกิจการ มีสาเหตุหลักจากภาวะเงินสดขาดมือ หรือสภาพคล่องไม่เพียงพอ ไม่ใช่เพียงเพราะผลประกอบการขาดทุน สะท้อนชัดว่า “เงินสดในมือ” คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจประคองตัวและเดินหน้าต่อได้ SME จำนวนไม่น้อยยังเผชิญภาวะ Working Capital Trap หรือการต้องพึ่งพาเงินทุนระยะสั้นที่มีต้นทุนสูงเพื่อประคองธุรกิจ ท่ามกลางต้นทุนที่ผันผวนและรอบรับชำระเงินที่ยาวขึ้น จนกำไรที่ควรเก็บไว้ต่อยอดธุรกิจค่อย ๆ ถูกลดทอนไปกับภาระดอกเบี้ย
สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สะท้อนตรงกันว่า SME ไทยยังมีศักยภาพในการเติบโต แต่ข้อจำกัดด้านสภาพคล่องยังเป็นแรงกดดันสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้ประกอบการต้องรับมือทั้งต้นทุน การแข่งขัน และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกันจากรายงาน ttb SME Insight พบว่า หนึ่งในจุดท้าทายสำคัญของผู้ประกอบการไทย คือการมุ่งแก้ปัญหาระยะสั้นเพื่อให้อยู่รอด แต่ยังวางแผนสภาพคล่องเพื่อการเติบโตในระยะยาวไม่มากพอ ส่งผลให้หลายธุรกิจขาดความพร้อมเมื่อต้องเผชิญความเสี่ยงหรือโอกาสที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว
3 แนวทางที่ผู้ประกอบการ SME ควรทำ เพื่อเสริมสภาพคล่องและใช้สินเชื่ออย่างมีประสิทธิภาพ
1) สำรองเงินสดให้เพียงพอ เพื่อไม่ให้ธุรกิจสะดุด
ผู้ประกอบการไม่ควรบริหารธุรกิจจากตัวเลขกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ความสำคัญกับการบริหาร “เงินสด” อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่รอบเก็บหนี้ยาวขึ้น หรือยอดขายไม่สม่ำเสมอ ธุรกิจจึงควรมีเงินทุนหมุนเวียนสำรองไว้เป็นกันชน เพื่อรองรับสถานการณ์ที่เงินเข้าไม่ทันเงินออก และช่วยให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้โดยไม่สะดุด
2) จัดโครงสร้างเงินทุนใหม่ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยที่ไม่จำเป็น
หลายธุรกิจมีรายได้เติบโตแต่กลับเผชิญภาวะตึงตัวทางการเงิน เพราะยังพึ่งพาแหล่งเงินทุนระยะสั้นที่มีต้นทุนสูง การปรับโครงสร้างเงินทุนให้เหมาะสมโดยเปลี่ยนไปใช้แหล่งเงินทุนระยะยาวที่มีต้นทุนต่ำ จะช่วยลดภาระดอกเบี้ย รักษาสภาพคล่อง และเพิ่มพื้นที่ให้ธุรกิจสามารถวางแผนการเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น
3) เตรียมวงเงินสินเชื่อไว้ล่วงหน้า ก่อนถึงเวลาจำเป็น
หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อย คือการเริ่มมองหาแหล่งเงินทุนเมื่อธุรกิจเริ่มมีปัญหาแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริง ธุรกิจที่สามารถรับมือความไม่แน่นอนและคว้าโอกาสได้ทัน มักเป็นธุรกิจที่มีวงเงินพร้อมใช้และวางแผนสภาพคล่องไว้ล่วงหน้า การเตรียมวงเงินสินเชื่อก่อนถึงเวลาจำเป็นจึงไม่ใช่แค่การป้องกันความเสี่ยง แต่ยังเป็นการเพิ่มความคล่องตัวในการตัดสินใจทางธุรกิจด้วยธุรกิจที่วางแผนสภาพคล่องล่วงหน้าเท่านั้น จึงจะสามารถรับมือกับความไม่แน่นอน และสามารถคว้าโอกาสได้ทัน ฉะนั้นธุรกิจที่อยู่รอด ไม่ใช่ธุรกิจที่หาเงินได้ทัน แต่คือธุรกิจที่ “มีเงินพร้อมใช้” ดังนั้น การมีวงเงินสินเชื่อพร้อมใช้จึงเป็นมากกว่าการเตรียมตัว แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจ “ซื้อเวลา” รักษาความต่อเนื่อง และไม่พลาดโอกาสสำคัญในการเติบโต
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเพิ่มความคล่องตัวทางการเงิน ทีทีบี เอสเอ็มอี สมาร์ท พลัส (ttb sme smart plus) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของ “สินเชื่อ SME” ที่ออกแบบให้ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจหลากหลายรูปแบบ โดยอนุมัติวงเงินสูงสุด 333% ของหลักประกันสำหรับสินเชื่อต่างประเทศ และสูงสุด 200% ของหลักประกันสำหรับสินเชื่อในประเทศ ภายใต้ความร่วมมือของโครงการ Quick Big Win ภายใต้มาตรการ SMEs Credit Boost ของธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมกับโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ของธนาคารออมสิน เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารสภาพคล่องได้อย่างมีประสิทธิภาพและเติบโตอย่างยั่งยืน
ในยุคที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ ธุรกิจที่เติบโตได้อย่างต่อเนื่องอาจไม่ใช่ธุรกิจที่มีกำไรสูงสุด แต่คือธุรกิจที่มีสภาพคล่องเพียงพอและพร้อมใช้เมื่อโอกาสมาถึง การเลือกแหล่งเงินทุนและวางแผนใช้ “สินเชื่อ SME” อย่างเหมาะสม จึงเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเดินหน้าธุรกิจได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

