AirAsia MOVE ชี้ความต้องการเดินทางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเติบโตต่อเนื่อง

Published on

AirAsia MOVE แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวชั้นนำของภูมิภาค เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกด้านการเดินทางประจำไตรมาส 1 ปี 2569 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความต้องการเดินทางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากการเดินทางภายในภูมิภาคที่แข็งแกร่ง ครอบคลุมตลาดสำคัญ ได้แก่ มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

แม้ว่าความเชื่อมั่นและความต้องการเดินทางของผู้บริโภคยังอยู่ในระดับสูง แต่สถานการณ์ความตึงเครียดในหลายพื้นที่ทั่วโลกได้เพิ่มปัจจัยความไม่แน่นอน ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมการจองในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจโลกที่ผู้บริโภคมีความระมัดระวังมากขึ้น

ข้อมูลการจองในไตรมาส 1 ปี 2569 สะท้อนแนวโน้มสำคัญดังต่อไปนี้
● การเดินทางภายในภูมิภาคยังคงเป็นหัวใจหลัก – กว่า 89% ของการจองทั้งหมดเป็นการเดินทางภายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตอกย้ำบทบาทของภูมิภาคนี้ในฐานะเส้นทางการเดินทางที่สำคัญของโลก

● ตลาดที่มีการจองสูงสุด – นักเดินทางจากมาเลเซียและไทยเป็นกลุ่มที่มีปริมาณการจองสูงที่สุดบนแพลตฟอร์ม

● การวางแผนการเดินทางระยะสั้นมากขึ้น – ระยะเวลาการจองล่วงหน้าเฉลี่ยอยู่ที่ 14–30 วัน สะท้อนถึงพฤติกรรมที่ยืดหยุ่นและตัดสินใจเดินทางใกล้วันมากขึ้น

● จุดหมายปลายทางยอดนิยมในอาเซียน – กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย, กรุงเทพฯ ประเทศไทย, บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย

● จุดหมายปลายทางยอดนิยมนอกอาเซียน – คุนหมิง ประเทศจีน, โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น, นิวเดลี ประเทศอินเดีย

● ความสนใจจากนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศ – นักเดินทางจากยุโรปและทวีปอเมริกายังคงเลือกเดินทางมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยประเทศไทยและบาหลีเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของกลุ่มนี้

ข้อมูลเชิงลึกจากตลาดสำคัญในอาเซียน
มาเลเซีย: ศูนย์กลางของครอบครัวและนักเดินทางดิจิทัล
มาเลเซียยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางการเดินทางของภูมิภาค โดยสิ่งที่ขับเคลื่อนการเดินทางในประเทศนี้มาจากนักเดินทางที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีและการเดินทางแบบครอบครัวในหลายช่วงวัย
● กลุ่มมิลเลนเนียลมีสัดส่วนสูงสุด รองลงมาคือ Gen Z
● การเดินทางแบบครอบครัวคิดเป็น 65%
● ระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 4.2 วัน
● จองล่วงหน้าเฉลี่ย 28 วัน
● ใช้จ่ายสูงในหมวดอาหารและกิจกรรมสำหรับครอบครัว

ไทย: นักเดินทางดิจิทัลที่เน้นความคุ้มค่า
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการใช้งานดิจิทัลสูงที่สุดในภูมิภาค โดยนักเดินทางให้ความสำคัญกับความสะดวกและความคุ้มค่า
● มิลเลนเนียลคิดเป็น 48% และ Gen Z 25%
● การเดินทางแบบ Solo Traveller (เดินทางท่องเที่ยวคนเดียว) คิดเป็น 35% และแบบคู่ 30%
● ระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 3.8 วัน
● จองล่วงหน้าเฉลี่ย 21 วัน (สั้นที่สุดในภูมิภาค)
● นิยมจองแบบแพ็กเกจ พร้อมใช้จ่ายด้านช้อปปิ้งและไลฟ์สไตล์สูง

อินโดนีเซีย: การเติบโตของ Gen Z และนักเดินทางแบบ Solo Traveller
อินโดนีเซียมีการเติบโตอย่างรวดเร็วจากนักเดินทางรุ่นใหม่ที่เดินทางอย่างอิสระ
● นักเดินทางแบบมิลเลนเนียล 35% สูงกว่า Gen Z ที่ 32%
● นักเดินทางแบบ Solo Traveller คิดเป็น 58% เพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน
● ระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 3 วัน
● จองล่วงหน้าเฉลี่ย 25 วัน
● ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ ใช้จ่ายกับอาหารและกิจกรรมมากกว่าที่พัก

ฟิลิปปินส์: นักเดินทางพักยาวและวางแผนล่วงหน้า
ฟิลิปปินส์กำลังเติบโตในฐานะตลาดสำคัญของการเดินทางระยะยาว
● มิลเลนเนียล 40% และ Gen X 35%
● การเดินทางแบบครอบครัวคิดเป็น 55%
● ระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 6.8 วัน (ยาวที่สุดในภูมิภาค)
● จองล่วงหน้าเฉลี่ย 35 วัน
● ใช้จ่ายสูงในโรงแรมระดับกลางถึงระดับบน

คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยว
AirAsia MOVE แนะนำให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมเพื่อตอบโจทย์นักเดินทางที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากขึ้น ดังนี้
● ออกแบบข้อเสนอเฉพาะกลุ่ม – พัฒนาสินค้า แพ็กเกจท่องเที่ยวและบริการที่ตอบโจทย์ความกังวลด้านค่าใช้จ่าย เช่น การยกเว้นค่าบริการสำหรับนักเดินทางท่องเที่ยวคนเดียว (Solo Traveller) ในอินโดนีเซีย การออกแพ็กเกจท่องเที่ยวสำหรับครอบครัวในมาเลเซียและฟิลิปปินส์ หรือกิจกรรมแบบเลือกซื้อเฉพาะรายการสำหรับนักเดินทางไทย

● เพิ่มความยืดหยุ่นในการจอง – สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคผ่านบริการล็อกราคา การรับประกันราคาล่วงหน้า และนโยบายเปลี่ยนแปลงการเดินทางที่ยืดหยุ่น

● สร้างแพ็กเกจที่เน้นประสบการณ์ – ผสานที่พักและกิจกรรมต่าง ๆ เช่น อาหารท้องถิ่น เวิร์กช็อป และกิจกรรมเฉพาะพื้นที่ เพื่อตอบโจทย์นักเดินทางรุ่นใหม่

● ใช้กลยุทธ์ราคาหลายระดับ – นำเสนอสินค้าหลากหลายระดับราคา ตั้งแต่ตัวเลือกประหยัดจนถึงระดับพรีเมียม เพื่อรองรับกำลังซื้อและความต้องการที่แตกต่างกัน

Latest articles

สสส. เผยวิกฤติสงฆ์ไทย 78% เสี่ยงปัญหาความดันและไขมันในเลือดสูง พร้อมเปิดตัวโครงการ “ตักบาตรคิดถึงสุขภาพพระ”

สสส. เผยข้อมูลสุขภาพพระสงฆ์ไทยทั่วประเทศในปี 2565-2568 พบว่า 78%* ของพระสงฆ์ไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงกับโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับอาหารที่ฉัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไขมันในเลือดสูง ซึ่งพระสงฆ์ที่เข้ารับการตรวจมีภาวะคลอเรสเตอรอลสูงกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร มากถึง 47.84%-55.42% มีโรคความดันโลหิตสูง มียอดผู้ป่วยสูงสุดเป็นอันดับ 1 คือ 73,077 ราย รวมทั้งมีภาวะอ้วนสะสมถึง 35.73%-44.95% ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ก่อให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมา

“เพ็ญภาค” ทรานส์ฟอร์มสู่ผู้ผลิตเครื่องดื่ม RTD และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารครบวงจร

“เพ็ญภาค” ผู้บุกเบิกตลาดยาสมุนไพรและเครื่องดื่มสุขภาพระดับตำนานที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 109 ปี ประกาศปรับทิศทางธุรกิจครั้งใหญ่ ทรานส์ฟอร์มสู่การเป็นผู้ผลิตเครื่องดื่มพร้อมดื่ม (RTD) ทั้งกลุ่มไม่มีแอลกอฮอล์ (Non-Alcohol), มีแอลกอฮอล์ (Alcohol) และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างเต็มรูปแบบ ตอกย้ำภาพลักษณ์เจ้าตลาดเครื่องดื่มสมุนไพรอัดก๊าซซ่าเจนใหม่ที่เข้าถึงไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่อย่างลงตัว

Disrupt Health Impact Fund จับเทรนด์ Women’s Health ลงทุนใน “Osteoboost” จากสหรัฐฯ

กองทุน Disrupt Health Impact Fund ประกาศลงทุนใน Osteoboost สตาร์ทอัพ Women's Health Tech สัญชาติอเมริกัน ผู้พัฒนาอุปกรณ์ wearable ตัวแรกและตัวเดียวที่ได้รับการรับรองจาก FDA เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับชะลอภาวะกระดูกบาง เทคโนโลยี Precision Vibration Therapy ของ Osteoboost ช่วยชะลอการลดมวลกระดูกบริเวณกระดูกสันหลังและสะโพก

เครียดหลบใน ภาวะหมดไฟของคนทำงาน สัญญานอันตรายที่แตกต่างในองค์กร

รายงาน Workplace Happiness Report ประจำปี 2568 จาก Jobsdb by SEEK เผยถึงตัวเลขจากการตอบแบบสำรวจว่า มีเพียง 43% เท่านั้นที่พึงพอใจกับระดับความเครียดของตนเองในการทำงาน

More like this