โรค NCDs คร่าชีวิตคนไทยพุ่ง 81% ผลสำรวจสุขภาพ ปี 68 พบ คนไทย 3.2 ล้านคน เสี่ยงป่วย NCDs เหตุจากพฤติกรรมสุขภาพ กินอาหารหวาน มัน เค็ม-ดื่มเหล้า-สูบบุหรี่-ไม่ออกกำลังกาย อึ้ง! คนวัยทำงานเมืองกรุง 1 ใน 11 คน ป่วยโรคเบาหวาน สสส.-มจธ. ผนึกกำลัง พัฒนา “แอปพลิเคชัน SAANSOOK” เครื่องมือส่งเสริมการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมระดับบุคคล-องค์กร พร้อมต่อยอดสร้างคอมมูนิตี้วัยทำงานยุคใหม่ใส่ใจสุขภาพ-ลดป่วย NCDs
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 21 พ.ค. 2569 ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว “แอปพลิเคชันสานสุข (SAANSOOK)” เครื่องมือดิจิทัลส่งเสริมการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ช่วยยกระดับการดูแลสุขภาพให้เป็นเรื่องง่าย พร้อมต่อยอดสู่การสร้างคอมมูนิตี้การมีสุขภาพดีแบบองค์รวมที่สมดุล และลดความเสี่ยงคนวัยทำงานป่วยโรคไม่ติดต่อ (NCDs)
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า คนไทยเสียชีวิตจากโรค NCDs สูงเป็นอันดับ 1 คิดเป็น 81% จากสาเหตุของการเสียชีวิตทั้งหมด จากผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 ปี 2567-2568 โดยสสส. และมหาวิทยาลัยมหิดล พบคนไทย 3.2 ล้านคน เสี่ยงป่วยโรค NCDs สาเหตุจากพฤติกรรมสุขภาพ เช่น บริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และขาดการออกกำลังกาย คนวัยทำงานซึ่งถือเป็นกำลังที่สำคัญในการพัฒนาประเทศจำนวนหนึ่งต้องเผชิญกับการเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรด้วยโรค NCDs สอดคล้องกับรายงานผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะการทำงานกับพฤติกรรมสุขภาพและโรคไม่ติดต่อในกรุงเทพมหานคร ปี 2568 โดยมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ พบคนวัยทำงานในกรุงเทพฯ 4 ล้านคน ใช้เวลาทำงานเกิน 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ขาดการออกกำลังกาย รับประทานผักและผลไม้ต่ำที่สุดในประเทศ ที่น่าสนใจยังพบอีกว่าคนวัยทำงาน 1 ใน 11 คน ป่วยเป็นโรคเบาหวาน และจำนวนหนึ่งไม่รู้ตัวว่าตัวเองป่วย
“สสส. ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี พัฒนานวัตกรรม แอปพลิเคชัน SAANSOOK เพื่อขับเคลื่อนงานปรับสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการอยู่อย่างมีสุขภาวะดีและแก้ไขปัญหาการเจ็บป่วยโรค NCDs โดยเฉพาะในกลุ่มคนวัยทำงาน ภายใต้ยุทธศาสตร์ DOPA-Driven Strategy (Data-Driven, Outcome-Driven, Partners-Driven และ AI-Driven) โดยแอปพลิเคชันฯ ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือติดตาม ประเมิน และวิเคราะห์พฤติกรรมสุขภาพ 4 ด้าน ได้แก่ การกิน การนอน ออกกำลังกาย และความผ่อนคลาย สร้างแรงจูงใจด้วยกิจกรรมแชลเลนจ์และรางวัล ใช้งานง่าย ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพตนเองแบบองค์รวมได้อย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง
นอกจากนี้ แอปพลิเคชันฯ ยังรองรับการใช้งานในระดับองค์กร ช่วยให้หน่วยงานสามารถนำข้อมูลเชิงลึกไปวิเคราะห์สุขภาพของบุคลากร พร้อมออกแบบกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ แอปพลิเคชันฯ เปิดให้ประชาชนและองค์กรดาวน์โหลดใช้งานฟรีได้แล้วบนระบบ iOS และ Android คาดว่าภายในเดือน ต.ค. ปี 2569 จะมีผู้เข้าใช้งาน 5,000 คน และมีหน่วยงานเข้าร่วมใช้งานมากกว่า 50 องค์กร ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE OA : @SAANSOOKTH และเฟซบุ๊กแฟนเพจ SAANSOOKTH-ดูแลสุขภาพแบบมือโปรกับสานสุข” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว
รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า แอปพลิเคชัน SAANSOOK เป็นเครื่องมือสามัญประจำตัวช่วยดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่สมดุล ผู้ใช้งานสามารถเช็กพฤติกรรมสุขภาพตัวเองได้ง่ายและรวดเร็ว ให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพที่ถูกต้อง พร้อมช่วยวางแผนและกำหนดเป้าหมายการดูแลสุขภาพที่ตอบโจทย์การใช้งาน เช่น การรักษาน้ำหนัก การลดน้ำหนัก หรือการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ โดยแอปพลิเคชันฯ จะมี 5 ฟีเจอร์สำคัญ ได้แก่ 1.Holistic Health at a Glance & Health Score : แสดงสถานะร่างกาย และความสมดุลของสุขภาพในรูปแบบภาพ (Visualization) ที่เข้าใจง่าย พร้อมยกระดับการวิเคราะห์เชิงคุณภาพด้วยแบบประเมินที่พัฒนาร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ช่วยชี้วัดพฤติกรรมและคำแนะนำในการลดความเสี่ยงโรค NCDs ได้อย่างตรงจุด
“2.My Snapshot Diary : ติดตามพฤติกรรมสุขภาพด้วยไดอารี่ภาพถ่าย ที่จะแสดงสถานะ In และ Outtake พลังงานในแต่ละวัน เพื่อให้ผู้ใช้งานทราบปริมาณการกิน และการออกกำลังกายที่เหมาะสม ผู้ใช้งานสามารถตั้งเป้าหมายหรือบันทึกข้อความสร้างแรงบันดาลใจควบคู่กับการสร้างคอลเลกชันภาพถ่ายที่สอดคล้องกับพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อให้เห็นพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของตนเองได้อย่างชัดเจน 3.Personal Guru : ให้ความรู้ แนะนำตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดเฉพาะบุคคล เพื่อเพิ่มความแม่นยำสำหรับทางเลือกในการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ 4.Doable Integrated Challenges & Gamification : มีการแทรกแชลเลนจ์ต่างๆ ที่ผสานเข้ากับพฤติกรรมสุขภาพในชีวิตประจำวัน ช่วยสร้างแรงจูงใจให้ผู้ใช้งานสามารถดูแลสุขภาพได้อย่างต่อเนื่อง 5.Corporate Health Intelligence Platform : เครื่องมือบริหารจัดการสุขภาพองค์กรเชิงลึกสำหรับองค์กร มาพร้อมกับ Dashboard วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพพนักงานในภาพรวม และระบบสร้างแชลเลนจ์ที่พร้อมใช้งานทันที” รศ.ดร.สุวิทย์ กล่าว
ดร.วิภาภรณ์ เกียรติอำนวย รองประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ.เอช.อุตสาหกรรม จำกัด กล่าวว่า แอปพลิเคชัน SAANSOOK ของ สสส. จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน ควบคู่กับการส่งเสริมการดูแลสุขภาพได้อย่างตรงจุดและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น โดยบริษัทฯ สามารถนำข้อมูลสุขภาพที่ได้จากแอปพลิเคชันฯ ไปใช้ในการวิเคราะห์และพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพที่เหมาะสมกับพนักงานในแต่ละกลุ่ม ซึ่งไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาว แต่ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานอีกด้วย
ดร.พญ.สุธี สฤษฎิ์ศิริ ผู้อำนวยการกองสร้างเสริมสุขภาพ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า แอปพลิเคชัน SAANSOOK เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการมอนิเตอร์สุขภาพของบุคลากรในทุกภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรม โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเสริมศักยภาพการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ทำให้เข้าถึงบริการด้านสุขภาพเป็นเรื่องง่าย ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการประเมิน ทำให้การดูแลสุขภาพนั้นตรงจุด อีกทั้ง ยังเปิดโอกาสให้บุคลากรสามารถติดตาม ประเมินพฤติกรรมสุขภาพของตนเองได้อย่างสม่ำเสมอ ช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ โดยเฉพาะโรค NCDs และส่งเสริมการสร้างสังคมการทำงานที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน
อติรุจ กิตติพัฒนะ (แคน) พิธีกรนักแสดงชื่อดัง กล่าวว่า ในฐานะคนทำงานที่ต้องใช้พลังทั้งร่างกายและความคิดในแต่ละวัน มองว่าการมีสุขภาพที่ดีไม่ใช่เรื่องไกลตัวแต่เป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจและดูแลอย่างสม่ำเสมอ โดยสามารถเริ่มต้นได้จากพฤติกรรมเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งผมเลือกใช้แอปพลิเคชัน SAANSOOK เป็นบัดดี้ที่ช่วยให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องง่าย ไม่ว่าจะเป็นการกิน การนอน ออกกำลังกาย หรือพักผ่อน คอยสังเกตพฤติกรรมของตัวเอง เพื่อปรับให้ร่างกายให้มีความสมดุลอยู่เสมอ นอกจากนี้ ยังช่วยเปลี่ยนมุมมองในการดูแลสุขภาพไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน ผมเชื่อว่าแอปพลิเคชัน SAANSOOK จะมีส่วนช่วยให้ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพในแบบที่เหมาะสมกับตัวเองมากยิ่งขึ้น เสมือนมีผู้ช่วยหรือเพื่อนร่วมทางในการดูแลสุขภาพในระยะยาว

