พาณิชย์รุกแก้ไขปัญหา 3 ด้านหลัก ปรับการทำงานแบบ คลัสเตอร์ ตั้งรับ วิกฤตซ้อนวิกฤต

Published on

วันที่ 16 เมษายน 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์  ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงฯ เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง โดยย้ำแนวทางการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ว่า จะดำเนินนโยบายในทุกมิติทั้ง “การแก้ไขปัญหาระยะสั้นควบคู่กับการปรับโครงสร้างเพื่อรองรับระยะยาว” เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เป็น “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

ทั้งนี้ การดำเนินงานจะครอบคลุม 3 ด้านหลัก ได้แก่ การดูแลค่าครองชีพประชาชน การรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตร และการสร้างสมดุลการส่งออก

1) ดูแลค่าครองชีพ ลดภาระประชาชนทั่วประเทศ

กระทรวงพาณิชย์เดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทย” ที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด ผ่านความร่วมมือกับผู้ผลิต ห้างค้าส่งค้าปลีก และแพลตฟอร์มออนไลน์

ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 เมษายน ได้มีมาตรการเพิ่มเติม โดยนำผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป้าหมาย 2,000 ราย เข้าสู่การจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Thailand Postmart, Nexgen, Shopee, LINE และ TikTok โดยไม่คิดค่าธรรมเนียม GP พร้อมสนับสนุนค่าขนส่งและคูปองส่วนลด เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายประชาชน และยกระดับแบรนด์สินค้าไทย โดยจะดำเนินในช่วงเดือนพฤษภาคม (ระยะเวลาโครงการ 1 เดือน)

ในระดับพื้นที่ ได้กระจายสินค้าราคาประหยัดผ่าน ตลาดชุมชนกว่า 1,000 แห่ง งานธงฟ้ากว่า 500 แห่ง และรถ Mobile ธงฟ้า และรถพุ่มพวงกว่า 5,000 คัน

รวมถึงเตรียมรองรับช่วงเปิดภาคเรียน โดยนำชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนราคาประหยัดไปยังโรงเรียนกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีการเชื่อมโยงสินค้าชุมชนเข้าสู่ค้าปลีกค้าส่งทั่วประเทศ และเตรียมขยายความร่วมมือเพิ่มเติมกับแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ เช่น Grab และ LINE MAN เพื่อเพิ่มช่องทางเข้าถึงสินค้าในราคาประหยัด

2) ดูแลเสถียรภาพสินค้าเกษตรทั้งระบบ

ในด้านสินค้าเกษตร กระทรวงพาณิชย์เน้นการดูแลทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป ไปจนถึงการตลาด โดยใช้ “ปฏิทินผลผลิต” เป็นเครื่องมือวางแผน

-ระยะสั้น: รับซื้อในราคานำตลาด และหาตลาดรองรับ ป้องกันสินค้าล้นตลาด

-ระยะยาวกลางและยาว: ส่งเสริมการแปรรูป และรวบรวมวัตถุดิบในระดับชุมชนและขยายตลาดใหม่

กรณี “ปุ๋ย” ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญปัจจุบันยังเป็นสินค้าควบคุม โดยมีทั้งปัญหาราคาและความขาดแคลนจากสถานการณ์โลก เช่น การขนส่งผ่านตะวันออกกลางที่ติดขัด ส่งผลให้ต้องเร่งหาแหล่งนำเข้าใหม่จากประเทศอื่น เช่น มาเลเซียและบรูไน ล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางและเจรจาหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยเพิ่มเติมและกระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการ ประสาน สคต. หาแหล่งนำเข้าใหม่ พร้อมร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ ปรับสูตรปุ๋ยให้เหมาะสม และกำกับดูแลราคาให้สอดคล้องต้นทุน พร้อมตรวจสอบการจำหน่ายอย่างเข้มงวด โดยดำเนินคดีแล้ว 48 ราย

ขณะเดียวกัน ได้จัดทำโครงการ “ธงเขียวพลัส” ช่วยลดต้นทุนเกษตรกร โดยเพิ่มการสนับสนุนสำหรับเกษตรกรที่มีเล่มทะเบียนเกษตรกร (เล่มเขียว) จาก 200 บาท เป็น 300 บาทต่อกระสอบ จำนวน 5 กระสอบ รวม 1,500 บาท และเพิ่มค่าซื้อเคมีเกษตร 50 บาท รวมเป็น 1,550 บาทต่อครัวเรือน

นอกจากนี้ ถ้าเกษตรกรมีบัตรดินดี จะได้รับสิทธิลดเพิ่มอีก 1 กระสอบ หรือ 300 บาท พร้อมคูปองปุ๋ยอินทรีย์ 250 บาท ต่อครัวเรือน

สินค้าปาล์มน้ำมัน กำหนดเป็นสินค้าควบคุม ประเภทที่ต้องขออนุญาตก่อนส่งออก เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการใช้ในประเทศและการส่งออก โดยกำกับการรับซื้ออย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกษตรกรถูกเอาเปรียบ โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ประสานงานกับสมาคมฯและผู้แทนเกษตรกรชาวสวนปาล์มอย่างใกล้ชิด

3) สร้างสมดุลการส่งออก รับมือภูมิรัฐศาสตร์โลก

ศุภจี กล่าวว่า ภายใต้บริบทโลกที่มีความซับซ้อน จำเป็นต้องปรับโครงสร้างตลาดส่งออก โดยการเพิ่มสัดส่วนในตลาดเดิม และขยายไปยังตลาดใหม่ เช่น จีน สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกา และแอฟริกา

พร้อมกันนี้ กระทรวงพาณิชย์จะเสริมทัพผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มโลก และวางกลยุทธ์การค้าให้เหมาะสม รวมถึงทำงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ และภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด

การรับมือเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงาน

ปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อเดือนมีนาคมอยู่ที่ -0.8% แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในเดือนเมษายนจากต้นทุนพลังงาน โดยกระทรวงพาณิชย์จะดูแลราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด และพิจารณาการปรับราคาสินค้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้กระทบประชาชน

ปรับทัพพาณิชย์ ทำงานแบบ “คลัสเตอร์”

ในด้านการบริหารงาน ได้มีการปรับทีมและเพิ่มผู้เชี่ยวชาญในประเด็นสำคัญ เช่น ราคาสินค้า สินค้าเกษตร และการค้าระหว่างประเทศ พร้อมปรับรูปแบบการทำงานเป็น “คลัสเตอร์” เชื่อมโยงตั้งแต่ภาคการผลิต การแปรรูป ไปจนถึงตลาด

นางศุภจี กล่าวย้ำว่า การดำเนินงานทั้งหมดเป็นการวางทั้งมาตรการระยะสั้นเพื่อพยุงสถานการณ์ และการปรับโครงสร้างในระยะยาว เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างยั่งยืน

“เรากำลังเผชิญกับวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งเศรษฐกิจ พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ จึงต้องทำงานอย่างเต็มที่ และปรับตัวให้ทันกับกฎระเบียบโลกใหม่ เพื่อสร้างสมดุลและประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชน”  ศุภจี กล่าว

Latest articles

เผยผิวโกลว์สุขภาพดี พร้อมรับเมคอัพด้วย Glow Dew Serum ใหม่ล่าสุดจาก KMA

แบรนด์เครื่องสำอาง KMA ในเครือ โอซีซี ชวนเตรียมผิวให้พร้อมก่อนแต่งหน้าด้วย Glow Dew Serum เซรั่มเนื้อบางเบา ซึมไว ช่วยให้ผิวโกลว์ใสแบบไม่ใช้ชิมเมอร์ พร้อม 3 ส่วนผสมสำคัญ

ทีทีบี จับมือ Schroders เสริมแกร่ง Wealth Ecosystem สู่ลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งระดับสูง

ทีทีบี เดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ Wealth Ecosystem ด้วยแนวคิด Holistic Wealth Solutions พร้อมผนึกกำลังกับ Schroders บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนและบริหารความมั่งคั่งระดับโลก ซึ่งมีประสบการณ์ยาวนานกว่า 200 ปี

ตาแห้ง ภัยเงียบคนติดจอ ไม่ใช่เพราะน้ำตาน้อย ไม่ใช่แค่ผู้สูงอายุ

“บำรุงราษฎร์” ชี้คนยุคดิจิทัลเสี่ยง “ตาแห้ง” จากการใช้หน้าจอต่อเนื่อง โดยพบความชุกเฉลี่ยทั่วโลกประมาณ 34.6% หรือราว 1 ใน 3 ของประชากรโลก และสูงถึง 52.4% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงยกระดับการดูแลผ่าน “คลินิกตาแห้ง”

SHEEP  เปิดตัว “Disney Princess Collection” รวม 5 เจ้าหญิงไอคอนิก   

SHEEP สานต่อความร่วมมือกับ Disney เปิดตัว คอลเลกชัน  “Disney Princess ” รวม 5 เจ้าหญิงไอคอนิก ได้แก่ Cinderella, Ariel, Rapunzel, Belle และ Jasmine ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Wear Your Bow Own Your Crown”

More like this