ผลวิจัยผู้บริโภคยุคค่าครองชีพสูง AI ผู้ช่วยตัดสินใจ SmartSumer เทรนด์ใหม่อยู่ยาว

Published on

วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เปิดผลวิจัย THAI SMARTSUMER 2026 เมื่อผู้บริโภค ‘ฉลาดขึ้น’เกมธุรกิจต้องเปลี่ยน’ ชี้แรงกดดันเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่พุ่งสูง กำลังเร่งให้ผู้บริโภคไทยปรับพฤติกรรมสู่ยุคคิดก่อนซื้ออย่างชัดเจน โดยกว่า 90% ของผู้บริโภคหันมาใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี AI เป็นเครื่องมือหลักในการตัดสินใจ แซงบทบาทของแพลตฟอร์มดั้งเดิม โดยเฉพาะหมวดเครื่องใช้ในบ้านที่ใช้เวลาตัดสินใจนานที่สุด

นอกจากนี้ ผลวิจัยยังชี้ว่า AI กลายเป็นผู้ช่วยตัดสินใจที่มีอิทธิพลในทุกหมวดสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี ความงาม และแฟชั่น ขณะที่ความน่าเชื่อถือถูกยกเป็นปัจจัยชี้ขาดแทนการสื่อสารจากแบรนด์ ส่งผลให้รีวิวจากผู้ใช้จริงและประสบการณ์ตรง กลายเป็นตัวแปรสำคัญในการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภค

รองศาสตราจารย์ ดร.พัลลภา ปีติสันต์ หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เปิดเผยว่า การวิจัย THAI SMARTSUMER 2026 เมื่อผู้บริโภค ‘ฉลาดขึ้น’เกมธุรกิจต้องเปลี่ยน’ ได้ทำการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่ปัจจุบันมีความผันผวนสูง ทั้งค่าครองชีพ เทคโนโลยีและการแข่งขันของแบรนด์สินค้าที่รุนแรง โดยพบว่าผู้บริโภคกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจทั้งค่าครองชีพจากราคาพลังงานที่ปรับตัว ภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น รายได้ที่ไม่สอดคล้องกับรายจ่าย

ส่งผลให้ “ความคุ้มค่า” (Value for Money) กลายเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการของผู้บริโภคไทยอย่างมีนัยสำคัญ และผู้บริโภคได้เปลี่ยนผ่านจากการตัดสินใจเชิงอารมณ์ (Emotional-driven) สู่การตัดสินใจบนพื้นฐานของเหตุผล ข้อมูลและการนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการตัดสินใจ โดยเฉพาะการนำ AI เข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์และเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจซื้อ สะท้อนการก้าวเข้าสู่ยุค “Smartsumer” หรือผู้บริโภคที่คิด วิเคราะห์ เลือกอย่างมีเหตุผลมากขึ้น เลิกยึดติดกับราคาแต่มองถึงความคุ้มค่ารอบด้าน ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในผู้บริโภคทุกช่วงวัย ตั้งแต่ Baby Boomer, Gen X, Gen Y ไปจนถึง Gen Z สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของพฤติกรรมผู้บริโภคไทยในภาพรวม

จาการวิจัยโดยใช้ Mixed Method กับผู้บริโภคใน 4 เจเนอเรชัน ทั้งสัมภาษณ์เชิงลึก และแบบสอบถาม ครอบคลุม 5 หมวดสินค้า ได้แก่ Technology & Gadgets, Beauty & Personal Care, Fashion Apparel & Accessories, Home & Appliances และ FMCG & Daily Essentials พบว่า ผู้บริโภคไทย 90 – 97% ทุกช่วงวัยมีความพิถีพิถันในการซื้อสินค้า สะท้อนเป็นพฤติกรรม 5 มิติ คือ Search & Compare, Maximize Value, Authentic Demand , Risk Reduction และ Timing & Patience โดย Gen X ให้ความสำคัญสูงสุด

ส่วน Gen Z แม้ให้ความสำคัญน้อยสุดแต่กลับเด่นเรื่องจังหวะราคาและโปรโมชัน (62%) และกว่า71% ใช้ AI ช่วยหาข้อมูลสินค้า ช่วยสรุปรีวิว ตรวจสอบร้านค้า เปรียบเทียบราคา และคาดการณ์ราคานำโดย Gen Z (99%) และ Gen Y (96%) นอกจากนั้น ผู้บริโภคเริ่มถูกกระตุ้นเมื่อราคาลด 11 – 20% และทนราคาขึ้นได้ถึง +21 – 30% ยกเว้น FMCG ที่ทนได้แค่ +11 – 20% เมื่อราคาเกินจุดรับได้ พฤติกรรมหลัก คือ รอโปรโมชัน หาข้อมูลเพิ่ม และเปลี่ยนแบรนด์ทันที ซึ่งจากการเปรียบเทียบพฤติกรรมการซื้อสินค้าใน 5 หมวดสินค้า พบว่า

  • Technology & Gadgets เป็นหมวดสินค้าที่ AI เข้ามามีบทบาทมากที่สุด โดยผู้บริโภค 90% เชื่อถือ AI เป็นเครื่องมือค้นหาข้อมูลและเปรียบเทียบข้อมูลมากที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่มีรอบการซื้อทุก 6–12 เดือน (75.5%) และใช้เวลาตัดสินใจ 1–4 สัปดาห์ (60.3%) สะท้อนพฤติกรรม “คิดก่อนซื้อ” อย่างชัดเจน
  • Beauty & Personal Care เป็นหมวดสินค้าที่ผู้บริโภค 72-86% ให้ความสำคัญกับคุณภาพและผลลัพธ์จริง และกว่า 30% ใช้ AI ถึง 2 ระบบ คือ Chat GPT หรือ Google Gemini เพื่อร่วมวิเคราะห์ส่วนผสมในตัวผลิตภัณฑ์อย่างจริงจัง สะท้อนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนจาก Brand Image-driven สู่ Ingredient-conscious และ AI-assisted Analysis ขณะเดียวกันการรีวิวจากผู้ใช้จริงและคอนเทนต์ออนไลน์เป็นปัจจัยหลักช่วยสร้างความเชื่อถือให้แก่แบรนด์ บ่งบอกถึงพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและประสบการณ์จริง
  • Fashion Apparel & Accessories หมวดสินค้าแฟชั่น เครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับ เป็นหมวดที่มีระดับการไตร่ตรองระหว่างความจำเป็น และความต้องการต่ำที่สุด โดยผู้บริโภคยังคงตัดสินใจซื้อจาก “ความอยากได้” เป็นหลัก โดยหันมาใช้ AI เป็นแหล่งข้อมูลหลัก แซงหน้าสื่อโซเชียลอย่าง TikTok สะท้อนบทบาทของ AI ที่เพิ่มขึ้นในหมวดสินค้าที่เคยขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ ขณะที่ช่องทางร้านค้าอย่างเป็นทางการ หรือ Official Store กลับมีความสำคัญน้อยที่สุดในทุกหมวดสินค้า (68.5%) ส่งผลให้แบรนด์ต้องเร่งพัฒนากลยุทธ์แบบหลายช่องทางอย่างไร้รอยต่อ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีและตอบโจทย์การเลือกซื้อสินค้าในทุกจุดสัมผัส
  • Home & Appliances เครื่องใช้ในบ้านเป็นหมวดสินค้าที่ผู้บริโภคใช้เวลาตัดสินใจนานที่สุด สะท้อนพฤติกรรมคิดก่อนซื้ออย่างชัดเจน โดย 85.5% ค้นหาข้อมูลก่อนซื้อและ 90-97% ศึกษาข้อมูลเชิงลึกก่อนตัดสินใจ เนื่องจากเป็นสินค้าที่เน้นความทนทานและความคุ้มค่าในระยะยาว โดยใช้เวลาตัดสินใจเฉลี่ย 1-4 สัปดาห์ ขณะเดียวกัน YouTube กลายเป็นแหล่งค้นหาข้อมูลมาเป็นอันดับ 1 สะท้อนว่า คอนเทนต์ Video Review หรือ การสาธิตการใช้สินค้า (Demo) มีอิทธิพลสูงสุดต่อการตัดสินใจซื้อ โดยมีสินค้ายอดนิยมได้แก่ เครื่องดูดฝุ่นและหุ่นยนต์ดูดฝุ่น
  • FMCG & Daily Essentials สินค้าอุปโภคบริโภค เป็นหมวดสินค้าที่ผู้บริโภคหันมาซื้อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์สูงสุดแต่พฤติกรรมได้เปลี่ยนไปสู่ Smart Choice ผู้บริโภคมีการเปรียบเทียบราคาและโปรโมชันก่อนตัดสินใจซื้อ ทำให้เป็นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อราคาสูงที่สุด หากแบรนด์ปรับราคาสินค้าขึ้น 11-20% ผู้บริโภคก็พร้อมเปลี่ยนแบรนด์ทันที นอกจากนี้ กลุ่ม Baby Boomer กลับพิถีพิถันการเลือกซื้อสินค้าในหมวดนี้มากสุด (96%) สะท้อนการเปลี่ยนจากการซื้อแบบเคยชินสู่การซื้อแบบไตร่ตรองที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจซื้อ

อาจารย์ประเสริฐ ธวัชโชคทวี อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ สาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) กล่าวเสริมว่า ผลการวิจัยเชิงคุณภาพยังบ่งบอกว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจกำลังเป็นตัวเร่งที่เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคในทุกเจนเนเรอเรชัน ราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นสวนทางกับรายได้ส่งผลให้ผู้บริโภครอบคอบในการซื้อสินค้า โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่มีความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจสูง ส่งผลให้ ‘ความคุ้มค่า’ เป็นกรอบความคิดหลักต่อการตัดสินใจซื้อครอบคลุมทั้งคุณภาพต่อราคา ปริมาณ ความทนทาน ประโยชน์ใช้สอยและคุณค่าทางอารมณ์

พร้อมกันนี้ยังพบว่า ผู้บริโภคมีเกณฑ์การตัดสินค้าใจซื้อที่ปรับพฤติกรรมตามระดับราคาอย่างชัดเจน หากสินค้ามีราคาต่ำกว่า 1,000 บาทจะค้นหาข้อมูลน้อยและใช้อารมณ์ในการตัดสินใจซื้อ เช่น ในหมวดสินค้า FMCG, อาหารและเครื่องสำอางราคาถูก และระดับราคา 1,000-10,000 บาท ผู้บริโภคจะเริ่มเปรียบเทียบคุณภาพสินค้าและดูรีวิว เช่นสินค้ากลุ่มเก็ตเจ็ต รองเท้า เสื้อผ้า หรือที่ระดับราคามากกว่า 10,0000 บาท จะใช้เวลาค้นหาข้อมูล 1-3 เดือนจากหลายแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือ เช่น สมาร์ทโฟน โน้ตบุ๊ก เครื่องใช้ไฟฟ้า และมากกว่า 100,000 บาท ผู้บริโภคใช้เวลาไตร่ตรองนาน หรือมีการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ ยานยนต์ และเฟอร์นิเจอร์

นอกจากนี้ “ลำดับชั้นความไว้วางใจ” หรือ Trust Hierarchy ที่ผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยคำแนะนำจากเพื่อนและรีวิวผู้ใช้จริงกลายเป็นแหล่งข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ ขณะที่โฆษณาจากแบรนด์มีอิทธิพลลดลง และที่น่าสนใจยังพบว่ากลุ่ม Gen Z ยังใช้ TikTok และแพลตฟอร์ม E-commerce เป็นแหล่งค้นหาข้อมูลแทน Search Engine แบบเดิม อีกทั้งพฤติกรรมทดลองสินค้าที่หน้าร้านก่อนซื้อออนไลน์ หรือ Showroomingมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยผู้บริโภคใช้หน้าร้านเป็นพื้นที่ทดลองสินค้า ก่อนตัดสินใจซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของร้านค้าสู่การเป็นศูนย์กลางประสบการณ์มากกว่าจุดขายสินค้า

“ผู้บริโภคยุคนี้มีความ ‘ฉลาดมากขึ้น’ มีการคิดที่เป็นระบบโดยใช้ข้อมูลเป็นแกนกลางในการตัดสินใจอย่างแท้จริง ทั้งการนำ AI เข้ามาเป็น ‘ผู้ช่วยส่วนตัว’ ในการค้นหา เปรียบเทียบและประเมินความคุ้มค่าในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพ ราคา ความทนทาน หรือประโยชน์ใช้สอย และภายใต้แรงกดดันทางเศรษฐกิจ ผู้บริโภคไม่ได้มองหาของถูกที่สุด แต่กำลังมองหาความคุ้มค่าที่ตอบโจทย์ทั้งด้านคุณภาพ การใช้งาน และความรู้สึก ซึ่งสะท้อนว่า การแข่งขันของธุรกิจในวันนี้ไม่ได้อยู่ที่ราคาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปและนี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค แต่คือการเปลี่ยนกติกาของเกมการตลาด องค์กรจำเป็นต้องใช้ Data และ AI อย่างจริงจัง เพื่อเข้าใจลูกค้าในเชิงลึก และออกแบบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ได้อย่างแม่นยำในทุกจุด”

ด้าน สิทธิกร ยิ่งเมืองมาร นักศึกษาปริญญาโท วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)และหัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า ผลการวิจัยในครั้งนี้สะท้อนว่า AI กำลังมีบทบาทในการเป็นแหล่งข้อมูลหลักของผู้บริโภคในการตัดสินใจซื้อ ดังนั้นแบรนด์สินค้าและร้านค้าปลีกต้องปรับตัวและต้องเข้าใจถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคยุค SmartSumer ผ่านการออกแบบกลยุทธ์หรือการใช้เครื่องมือสื่อสารที่เข้าใจถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคคือ

  • AI-Ready Content โดยพัฒนาข้อมูลที่มีโครงสร้างชัดเจน เช่น รายละเอียดสินค้า คุณสมบัติ ราคา รีวิว และคำอธิบายทีครบถ้วน เพื่อเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือและให้ AI สามารถค้นหา แนะนำหรือเปรียบเทียบสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ช่วยเร่งกระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
  • Sincerity Marketing หรือ การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสจะเป็นคีย์สำคัญในการสื่อสาร โดยเฉพาะหมวดสินค้าประเภท Beauty และ FMCG ที่ผู้บริโภคต้องการข้อมูลเชิงลึก เช่น ส่วนผสม ใบรับรอง แหล่งที่มาและผลการทดสอบที่ชัดเจน ประกอบกับผู้บริโภคให้ความเชื่อถือจากรีวิวของผู้ใช้จริง ทำให้แบรนด์ต้องพัฒนาที่สะท้อนประสบการณ์จริงให้มากขึ้น
  • Value-Based Pricing โดยแบรนด์ต้องให้ความสำคัญความคุ้มค่าโดยรวม ซึ่งครอบคลุมทั้งคุณภาพ อายุการใช้งานและตอบโจทย์การใช้งานจริง มากกว่าการแข่งขันเพียงราคาเพียงอย่างเดียว
  • Promotion Strategy ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่มีบทบาทต่อการตัดสินใจซื้อ โดยระดับราคาส่วนลด 11-20% คือ Sweet Spot ที่กระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้ดีที่สุด และการใช้โปรโมชันอย่างมีกลยุทธ์ เช่น

กลยุทธ์ 1 แถม 1, Bundle Deal, คูปองส่วนลด หรือฟรีค่าขนส่ง มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค

  • Video Content การทำคอนเทนต์บนแพลตฟอร์ม YouTube ด้วยการรีวิวเปรียบเทียบสินค้าจากประสบการณ์ผู้ใช้งานจริง ส่งผลดีต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าหมวด Home & Appliances ที่เป็นเครื่องมือช่วยสร้างประสบการณ์และสร้างความเข้าใจได้ดีกว่าคอนเทนต์ประเภทอื่นๆ
  • Omini-Channel โดยแบรนด์ต้องสร้างประสบการณ์แบบ Omini-Channel เชื่อมโยงทุกช่องทางแบบไร้รอยต่อ ให้ตรงกับพฤติกรรมของผู้บริโภค ขณะเดียวกัน แบรนด์ควรใช้ TikTok และ Marketplace เป็นพื้นที่สร้างการรับรู้ ทดลองตลาดและกระตุ้นการตัดสินใจแบบ Real-Time ผ่านคอนเทนต์ที่เข้าถึงง่ายและตรงกับพฤติกรรมของผู้บริโภค

นอกจากนี้ผู้บริโภคในปัจจุบันยังต้องการ ‘ผู้ช่วยซื้อสินค้าอัจฉริยะ’ หรือ Smart Personal Shopping Assistant ที่สามารถทำหน้าที่ได้ครบวงจร ตั้งแต่การเปรียบเทียบราคาข้ามแพลตฟอร์มแบบเรียลไทม์ การสรุปรีวิว การแจ้งเตือนโปรโมชั่น การตรวจสอบความแท้ของสินค้า ไปจนถึงการแนะนำสินค้าที่เหมาะสมกับงบประมาณและความต้องการผ่านระบบ AI ซึ่งสะท้อน Pain Point สำคัญของผู้บริโภคในยุคที่มีข้อมูลจำนวนมาก แต่ขาดเครื่องมือช่วยตัดสินใจที่เชื่อถือได้ โดยมีความกังวลเรื่องสินค้าปลอมและความน่าเชื่อถือของร้านค้ายังคงเป็นอุปสรรคหลักของการซื้อออนไลน์

“SmartSumer ไม่ใช่เพียงเทรนด์ระยะสั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของผู้บริโภคในทุกเจเนอเรชัน ที่ให้ความสำคัญกับการเปรียบเทียบและความคุ้มค่า โดยความไว้วางใจเป็นปัจจัยสำคัญที่แบรนด์ต้องเร่งสร้างขึ้น หากแบรนด์ที่สามารถสื่อสารสร้างความโปร่งใส มีหลักฐานทางสังคมที่แท้จริง และดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่องจะได้เปรียบในการแข่งขัน ขณะที่แพลตฟอร์มที่พัฒนาเครื่องมือเปรียบเทียบและแนะนำสินค้าด้วย AI ได้ครบในที่เดียว จะสามารถคว้าโอกาสสำคัญในตลาดยุคใหม่ได้” สิทธิกร กล่าวทิ้งท้าย

วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ได้จัดงานสัมมนา AI In Marketing-AI Frist Marketing กลยุทธ์รุกตลาดด้วย AEO&GEO เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการนำAI มาใช้พัฒนาเครื่องมือทางการตลาด และการพัฒนา content Creator:คอนเทนต์แบบไหนที่โดนใจลูกค้า ที่ได้รับเกียรติจากคุณวรัตน์ วาสนสิริ Co – founder ผู้บริหารจาก Convert Cake Guest และคุณอรวรรณ กิตติธนนิรันดร์ Chief Marketing Officer ผู้บริหารจากปันโปร มาร่วมแชร์ประสบการณ์จากการนำ AI เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและการทำตลาดเพื่อเอาชนะใจผู้บริโภค SmartSumer

สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-206-2000 หรือชมย้อนหลังได้ที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ CMMU Mahidol และ MKcmmu

Latest articles

DKSH and Sanofi Enter Strategic Partnership to Expand Treatment Access Across Malaysia, Singapore, and Thailand

DKSH and Sanofi Enter Strategic Partnership to Expand Treatment Access Across Malaysia, Singapore, and Thailand

วิริยะประกันภัย ผสานพลังจิตอาสา ร่วมสร้างจิตสำนึกขับขี่ปลอดภัย “ง่วงไม่ขับ เมาไม่ขับ ขับไม่โทร”

วิริยะประกันภัย ผสานพลังจิตอาสา ร่วมสร้างจิตสำนึกขับขี่ปลอดภัย “ง่วงไม่ขับ เมาไม่ขับ ขับไม่โทร” รับเทศกาลสงกรานต์ 2569

Forests Without Names ทำไม! ป่าใต้ทะเล ต้องมีชื่อ

แม้ป่าบนบกหลายแห่งจะเป็นที่รู้จักในระดับโลก แต่ “ป่าใต้ทะเล” จำนวนไม่น้อยกลับยังไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ขาดการรับรู้ในวงกว้าง และอาจถูกมองข้ามในมิติของการดูแลและฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล

Amazing Thailand Health & Wellness Trade Meet 2026 ชิงเค้กท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 43 ล้านล้าน

ททท. รับเทรนด์ Wellness Tourism เตรียมจัดงาน “Amazing Thailand Health & Wellness Trade Meet 2026” ยกระดับศักยภาพประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีระดับโลก

More like this