DRT ก้าวสู่ปีที่ 41 มุ่งยกระดับจากผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างสู่การเป็น Fully Integrated One-Stop Solution Provider พร้อมดูแลลูกค้าแบบครบวงจรทั้งในด้านสินค้าคุณภาพ การจัดส่งที่รวดเร็ว งานบริการติดตั้ง และการดูแลหลังการขาย วางเป้าหมายรายได้ปี 2569 – 2571 เติบโตเฉลี่ย 2-5% ต่อปี ผ่านกลยุทธ์หลากหลายมิติ ปรับทิศทางการส่งออก พร้อมมุ่งสู่ Regional Player
สาธิต สุดบรรทัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT เปิดเผยว่าบริษัทฯ ก้าวสู่ปีที่ 41 ของการดำเนินธุรกิจ โดยในช่วงกว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมาได้เพิ่มศักยภาพทุกมิติ ทั้งการพัฒนาช่องทางจำหน่ายที่ครอบคลุม ทีมผู้บริหาร สินค้าและบริการที่หลากหลายพร้อมโซลูชันครบวงจร สร้างการยอมรับในแบรนด์ “ตราเพชร” การปรับตัวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน บริษัทฯ จึงพร้อมคว้าทุกโอกาสและรับมือกับความท้าทายของเศรษฐกิจ
ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างปี 2569 ยังคงทยอยฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม หากมีรัฐบาลใหม่เข้ามาขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และดีมานด์วัสดุก่อสร้าง
นอกจากนี้ จากศักยภาพของประเทศไทยที่เหมาะกับการอยู่อาศัยหลังเกษียณ จะเป็นปัจจัยบวกต่อการเข้ามาพักอาศัยของชาวต่างชาติ ส่วนสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปัจจุบันบริษัทฯ ยังบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากต้นทุนพลังงานมีสัดส่วนเพียง 8% ของต้นทุนรวมของบริษัทฯ และมีวัตถุดิบที่ใช้ผลิตเพียงพอ
สำหรับตลาดส่งออก จากเดิมซึ่งมีกัมพูชาเป็นตลาดหลักราว 50% หลังจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้บริษัทฯ ได้รับผลกระทบ จนสัดส่วนลดลงเหลือราว 20 % จึงมีการปรับทิศทางโดยการหันไปทำตลาดในประเทศอื่น ๆ ที่มีศักยภาพการเติบโต อาทิ เมียนมา ลาว ฟิลิปปินส์
วางกลยุทธ์รอบทิศ มุ่งเติบโต 2-5% ต่อเนื่อง 3 ปี
ดร.พิชญานันท์ ล้อวรลักษณ์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการขายและการตลาด บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT กล่าวว่า บริษัทฯ เพิ่มศักยภาพธุรกิจ โดยยกระดับจากผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง สู่การเป็น “Fully Integrated One-Stop Solution Provider” ที่ครอบคลุมทั้งสินค้า การจัดส่ง ติดตั้งและบริการหลังการขาย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยวางเป้าหมายปี 2569 – 2571 มีรายได้เติบโตเฉลี่ยปีละ (CAGR) 2-5% ผ่านการวางกลยุทธ์หลากหลาย เพื่อคว้าทุกโอกาสและเติบโตอย่างมั่นคง ได้แก่
1.Service Integration โดยมีครบทั้ง “สินค้า- บริการ – การจัดส่ง” อาทิ กระเบื้องหลังคาไฟเบอร์ซีเมนต์, กระเบื้องหลังคาคอนกรีต, ไม้สังเคราะห์, อิฐมวลเบา, โครงหลังคาสำเร็จรูป, พื้น SPC,บริการติดตั้งหลังคา, พื้น SPC, เปลี่ยนและทาสีหลังคา ตลอดจนการจัดส่งสินค้าแบบ On-Time Delivery (รัศมี 300 กม. ส่งถึงภายใน 24 ชม.) โดยลูกค้าไม่ต้องประสานงานกับซัพพลายเออร์หลายราย
2.Market Development การขยายตลาดด้วยการจ้างผลิตสินค้า (OEM) ภายใต้มาตรฐานของ DRT และมุ่งเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มผ่านกลยุทธ์ Precision Segmenting เช่น หลังคายูพีวีซี สำหรับฟาร์มและงานต่อเติม, ไม้สังเคราะห์ WPC เอ็กซ์ทรูชิลด์ และหลังคาเหล็กเคลือบผิวด้วยหินธรรมชาติ สำหรับโรงแรมและรีสอร์ท
- Product Differentiation สร้างความแตกต่างด้วยสินค้านวัตกรรม “Diamond Well-being” ภายใต้แนวคิด “บ้านที่ดีไม่ใช่แค่แข็งแรงและสวยงาม แต่ต้องดูแลสุขภาพของคนในบ้าน” ที่ตอบโจทย์ 4 มิติ ได้แก่ Feel Calm ลดเสียงรบกวน, Feel Cool ลดความร้อนสะสม, Feel Clean ป้องกันความชื้น และ Feel Comfort ทนทาน ลดค่าบำรุงรักษา
- Channel Strategy มีช่องทางเข้าถึงลูกค้าทั้ง Online และ Offline ครบทุก Touchpoint ได้แก่ Shopee เพื่อเป็น Digital Showroom และช่องทางขายสินค้าชิ้นเล็ก, ช่องทางห้างค้าปลีกสมัยใหม่, ร้านค้าผู้แทนจำหน่าย และโครงการอสังหาฯ เป็นสัดส่วนรายได้หลัก และกำลังขยายฐานลูกค้าภาครัฐและเอกชน
- Extensive Marketing สร้างการรับรู้แบรนด์ “ตราเพชร” ในวงกว้างและกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่จะสร้างบ้านผ่านการใช้ Media & Influencer
6.Cost Leadership ช่วยลูกค้าลดต้นทุนและสร้าง Loyalty โดยนำเสนออิฐมวลเบา Max Block ช่วยลดต้นทุนแรงงานและวัสดุ ก่อสร้างรวดเร็ว และ
7.Roadmap สู่ “Regional Player” เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืน โดยวางแผนเพิ่มยอดขายในภูมิภาคอาเซียนและจะเร่งเดินเครื่องจักรโรงงานอิฐมวลเบา AAC 2 ให้เต็มประสิทธิภาพ
มุ่งหน้าพัฒนาตอบรับเทรนด์ยั่งยืน
สุนทร สุวรรณเจตต์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการผลิตและวิศวกรรม บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT กล่าวว่า บริษัทฯ นำหลัก ESG แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน และแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การใช้วัตถุดิบและพลังงาน
โดยในปี 2568 สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ 27% จาก 75.9 ล้านกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2e) เหลือ 55 ล้าน kgCO2e และได้เตรียมความพร้อมรองรับพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. (พ.ร.บ.Climate Change ซึ่งปัจจุบันยังเป็นร่างกฎหมาย ที่ยังรอปีที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา) คาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ในปี 2569 ซึ่งจะส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจต้องรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซคาร์บอน รวมถึงการเตรียมตัวเพื่อการประเมิน ESG ภายใต้มาตรฐาน FTSE Russell ESG Scores
นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้รับรองเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product: CFP) ครอบคลุม 8 ผลิตภัณฑ์หลัก เช่น กระเบื้องหลังคาคอนกรีต CT เพชร, กระเบื้องหลังคาคอนกรีตแบบเรียบอดามัส, กระเบื้องหลังคาไฟเบอร์ซีเมนต์ลอนคู่, และได้รับรอง Carbon Footprint for Organization: CFO เพื่อตอบสนองเทรนด์การพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อสิ่งแวดล้อมและร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพรองรับการเปลี่ยนแปลงทางพลังงาน โดยในปี 2568 ได้ลงทุนติดตั้ง Solar Rooftop ในโรงงาน จำนวน 190 กิโลวัตต์ และในปีนี้จะทำการลงทุนต่อเนื่องเพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์อีก 400 กิโลวัตต์
นอกจากนี้ ยังได้เดินหน้าขยายธุรกิจการจัดจำหน่ายสินค้าในกลุ่ม Solar Rooftop รองรับตลาดที่มีโอกาสเติบโตในประเทศไทย โดยในปี 2568 มีการเจรจากับพันธมิตรทางธุรกิจ 3 ราย และในปีนี้ยังมีการเจรจากับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศเพื่อบุกตลาดดังกล่าว ทั้งนี้เล็งเห็นโอกาสของกลุ่มลูกค้าโครงการบ้านจัดสรรที่ก่อสร้างแล้ว และต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน รวมทั้งมาตรการสนับสนุนจากทางภาครัฐในด้านการใช้พลังงานทดแทน
เผยรายได้ปี 68 พร้อมปันผลครึ่งหลัง พ.ค.นี้
กฤช กุลเลิศประเสริฐ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบริหารกลาง บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT กล่าวว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในปี 2568 มีรายได้รวม 4,592.49 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 317.79 ล้านบาท ชะลอตัวจากปีก่อนเนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจและอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ฐานะทางการเงินของบริษัทฯ ยังคงแข็งแกร่งจากการดำเนินธุรกิจอย่างมีวินัย โดยมีอัตราหนี้สินต่อทุน 0.74 เท่า มีกระแสเงินสดที่ดี สามารถดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนเมื่อเดือนมีนาคม 2568 รวมมูลค่า 320.35 ล้านบาท
ล่าสุด เตรียมจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากงวดผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังปี 2568 อัตรา 0.14 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 113.68 ล้านบาท ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 หลังจากได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569

