ขยายเวลาขายเหล้าช่วงบ่าย เวิร์คไหม? ผลวิจัยชี้ช่องว่างของนโยบายกับการปฏิบัติจริง 

Published on

เข้าสู่เดือนที่ 3 แล้วของการทดลอง ‘ปลดล็อก’ ให้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น. (เริ่ม 3 ธ.ค. 2568) ซึ่งรัฐบาลมุ่งหวังให้เป็นฟันเฟืองสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจตลอดระยะเวลาทดลอง 180 วัน อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาเบื้องต้นจากโครงการวิจัยภายใต้การสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กลับสะท้อนภาพที่ต่างออกไป

ผลการศึกษาเบื้องต้นจากโครงการวิจัยเชิงระบบเพื่อสนับสนุนการจัดทำกฎหมายลำดับรอง ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 โดย รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ชี้ให้เห็นว่า นโยบายขยายเวลาขายแอลกอฮอล์ดังกล่าว อาจไม่ได้ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับร้านค้าปลีกและร้านชำรายย่อยตามที่คาดหวังไว้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบ ‘ช่องว่าง’ สำคัญระหว่างการประกาศนโยบายจากส่วนกลาง กับการรับรู้และนำไปปฏิบัติจริงของคนในพื้นที่อีกด้วย

รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าวว่า ทีมวิจัยได้ลงพื้นที่สำรวจผู้ประกอบการจำนวน 23 ร้าน ใน 4 จังหวัด จาก 4 ภูมิภาค ได้แก่ ขอนแก่น เชียงราย ฉะเชิงเทรา และสุราษฎร์ธานี ครอบคลุมร้านขายของชำ ร้านขายส่ง และร้านอาหารแนวครอบครัว ผลการศึกษาพบว่า ร้อยละ 74 (17 จาก 23 ร้าน) ไม่ทราบหรือไม่มั่นใจเกี่ยวกับนโยบายการปลดล็อกเวลาขายช่วง 14.00–17.00 น. ที่รัฐบาลเพิ่งประกาศ ทำให้ร้านค้าส่วนใหญ่ยังคงยึด เวลาเดิม (11.00–14.00 น. และหลัง 17.00 น.) เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมาย เช่น การล่อซื้อ ตรวจจับ

โดยผู้ให้สัมภาษณ์บางส่วนระบุในทำนองว่า “ได้กำไรขวดละไม่กี่บาทเอง รายได้จากการขายเพิ่มขึ้นเพียงหลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อวัน แต่หากตีความกฎหมายผิด อาจถูกปรับหลักหมื่นบาทหรือถูกดำเนินคดี อย่าเสี่ยงเลยดีกว่า ไม่คุ้ม” ซึ่งสะท้อนมุมมองของผู้ประกอบการรายย่อยว่า เมื่อเทียบกำไรที่เพิ่มขึ้นกับความเสี่ยงทางกฎหมายแล้ว การขายในช่วงเวลาที่ขยายเพิ่มอาจไม่คุ้มค่าที่จะเสี่ยง

ในขณะเดียวกัน พฤติกรรมผู้บริโภคก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยการขยายเวลาเพียงทำให้เกิดการ “โยกย้ายเวลาซื้อ” จากช่วงเย็นมาเป็นช่วงบ่าย ส่งผลให้ยอดขายรวมไม่ได้เพิ่มขึ้นตามที่คาดหวัง รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าว

ด้าน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า หนึ่งในข้อค้นพบสำคัญของการศึกษาครั้งนี้คือ “ช่องว่างระหว่างนโยบายกับการปฏิบัติจริง (Policy–Practice Gap)” แม้นโยบายจะประกาศใช้ในระดับประเทศแล้ว แต่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่รับรู้หรือไม่มั่นใจในการตีความกฎหมาย ส่งผลให้ร้านค้าหลายแห่งเลือกใช้แนวทาง “ป้องกันความเสี่ยง” ด้วยการยึดเวลาขายเดิม เพื่อหลีกเลี่ยงการทำผิดกฎหมาย

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า นโยบายที่มีเป้าหมายด้านเศรษฐกิจอาจไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ตามที่คาดหวังได้ หากขาดการสื่อสารที่ชัดเจนและกลไกสนับสนุนการบังคับใช้ในระดับพื้นที่

ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเพิ่มการสื่อสารกฎหมายให้เข้าถึงผู้ประกอบการรายย่อย พัฒนาระบบติดตามและประเมินผลนโยบายหลังประกาศใช้ รวมถึงใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์จากพื้นที่ประกอบการทบทวนมาตรการในอนาคต

นอกจากนั้น สวรส. กำลังให้ทุนวิจัยทำการประเมินผลกระทบทั้งด้านบวกและลบ จากการทดลองขยายเวลาขายแอลกอฮอล์ (ปลดล็อคช่วงเวลา 14.00-17.00 น.) ซึ่งผลงานวิจัยจะออกมาภายในเวลาที่กำหนด 180 วันนับจากวันที่ 3 ธันวาคม 2568

ขณะที่ ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กล่าวว่า บทเรียนจากการศึกษาครั้งนี้สะท้อนว่า การกำหนดนโยบายสาธารณะที่มีประสิทธิภาพต้องเชื่อมโยงระหว่างหลักฐานทางวิชาการ การสื่อสารนโยบาย และบริบทการปฏิบัติจริงในพื้นที่ โดยระบุว่า นโยบายที่ดีจำเป็นต้องรับฟังเสียงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติในพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

งานวิจัยนี้จึงช่วยให้เห็นภาพสถานการณ์จริงของผู้ประกอบการและชุมชน และสามารถใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการพัฒนานโยบายในอนาคต ทั้งในด้านการสื่อสารมาตรการ การออกแบบนโยบาย และการกำกับดูแลในระดับพื้นที่ ผศ.ดร.จรวยพร กล่าว

“ท้ายที่สุดนี้ สวรส. จึงมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมไปยังคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเน้นย้ำให้พิจารณาและประเมินผลการดำเนินงานในช่วงทดลอง 180 วันนี้อย่างรอบคอบก่อนที่จะมีการตัดสินใจใด ๆ ในระยะยาว

ทั้งนี้ การทบทวนมาตรการควรดำเนินการโดยอ้างอิงจากข้อมูลทางวิชาการและหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based) เป็นสำคัญ เพื่อให้การกำหนดนโยบายเกิดความสมดุลและตอบโจทย์ผลประโยชน์สูงสุดในทุกมิติ ทั้ง ‘สุขภาพ-สังคม-เศรษฐกิจ’ ควบคู่กันไป เพราะนโยบายสาธารณะที่ยั่งยืน ต้องไม่มุ่งเพียงการสร้างตัวเลขทางเศรษฐกิจระยะสั้น จนละเลยต้นทุนทางสุขภาพและผลกระทบทางสังคมในระยะยาวที่ประเทศต้องแบกรับ” ผศ.ดร.จรวยพร กล่าวทิ้งท้าย


Image by Zw Ma from Pixabay

Latest articles

“พาณิชย์” เปิดตัว “ใกล้เก็บเกี่ยว” คาดการณ์ล่วงหน้าสินค้าเกษตร ระบบหัวเว่ยคลาวด์ ผ่าน GDCC

กระทรวงพาณิชย์เปิดภาพการทำงานของ “ใกล้เก็บเกี่ยว” เครื่องมือใหม่ที่จะเปลี่ยนข้อมูลจากการใช้ติดตามสถานการณ์ สู่การ “คาดการณ์ล่วงหน้า” โดยใช้ระบบหัวเว่ยคลาวด์และเทคโนโลยี AI เชื่อมโยงข้อมูลผลผลิต ราคา และพื้นที่จากหลายหน่วยงานให้เป็นภาพเดียวกัน

เครือ รพ.พญาไท-เปาโล ผนึก NFI  ปั้นนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ ตอบโจทย์ Personalized Nutrition

ความร่วมมือดังกล่าวมีระยะเวลา 2 ปี ครอบคลุมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและห้องปฏิบัติการ การจัดกิจกรรมวิชาการ การนำเสนอผลงานวิจัย ตลอดจนการร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ

PSP จับมือ Orthene ตั้งฐานการผลิต Brake Fluids รองรับดีมานด์ทั่วภูมิภาคอาเซียน

PSP เดินหน้าตอกย้ำวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำธุรกิจผลิตภัณฑ์หล่อลื่นและผลิตภัณฑ์พิเศษครบวงจร ด้วยการจับมือกับ ออร์ทีน เคมีคอล ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์น้ำมันเบรกระดับโลก เพื่อพัฒนาและจัดตั้งฐานการผลิต Brake Fluids สำหรับภูมิภาคอาเซียนในประเทศไทย

น้ำลดต้องเช็ก 7 จุดสำคัญที่ต้องตรวจสอบ ฟื้นฟูบ้านหลังน้ำท่วม

สิ่งที่เจ้าของบ้านควรหลีกเลี่ยงหลังน้ำลด คือ การรีบเปิดระบบไฟฟ้า การรีบทาสี หรือ ปิดผิวผนังที่ยังมีความชื้น และการซ่อมแซมโครงสร้างโดยไม่มีการประเมินก่อน เพราะอาจทำให้ปัญหาที่ซ่อนอยู่ถูกปิดทับและกลับมาเป็นความเสียหายที่รุนแรงขึ้นในภายหลัง

More like this