จากประกาศของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้กระทงขนมปังในการลอยกระทงในแหล่งน้ำธรรมชาติ หลายคนอาจมีข้อสงสัย เนื่องจากที่ผ่านมา กระทงจากวัสดุธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ได้รับการสนับสนุนแทนที่การใช้โฟมหรือวัสดุที่ย่อยสลายได้ยาก
ด้วยปริมาณของประชากร และเทศกาลลอยกระทงที่มีขนาดใหญ่ แหล่งน้ำที่รับมลภาวะจากหลากหลายช่องทาง รวมทั้งการจัดการที่ไม่ทันต่อสถานการณ์ ทำให้ “กระทงขนมปัง” กลายเป็นอีกตัวการที่ทำให้น้ำเน่า ปลาตาย ระบบนิเวศพัง แล้วเรื่องนี้ มันจริงมากน้อยแค่ไหนกัน
ลอยกระทง บุญจะส่งให้เราสุขใจ
วันลอยกระทงเป็นประเพณีไทยที่มีมาแต่โบราณ เพื่อแสดงความกตัญญูต่อพระแม่คงคา ผู้ให้สายน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต และเป็นการขอขมาที่มนุษย์ได้ใช้น้ำโดยรู้เท่าหรือไม่รู้เท่าถึงการณ์
นอกจากนี้ยังถือเป็นเทศกาลแห่งความรักและความสามัคคีของคนในชุมชน โดยจัดขึ้นในคืนวันเพ็ญ เดือน 12 ของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำในแม่น้ำลำคลองเต็มเปี่ยมและมีแสงจันทร์สวยงามที่สุดในรอบปี โดยปีนี้วันลอยกระทง 2568 ตรงกับวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 มีการจัดงานลอยกระทงทั่วประเทศไทย เนื่องจากเป็นเทศกาลที่กระตุ้นการจับจ่าย สร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย
ปัญหาขยะกระทงกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
แม้จะเป็นประเพณีงดงาม แต่ทุกปีหลังลอยกระทง หน่วยงานท้องถิ่นทั่วประเทศต้องเก็บ “ขยะกระทง” ปริมาณมหาศาลออกจากแม่น้ำและคลอง
ในปี 2566 กรุงเทพมหานครเก็บกระทงได้กว่า 400,000 ใบ โดยกว่า 90% เป็นกระทงจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ใบตอง ดอกไม้ และขนมปัง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังสร้างภาระในการเก็บและกำจัด เพราะเมื่อรวมกันในปริมาณมาก ขยะกระทงเหล่านี้อาจกีดขวางทางน้ำ และทำให้เกิดน้ำเน่าเสียได้
ควรใช้กระทงแบบไหนจึงจะรักษ์สิ่งแวดล้อม
ที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมแนะนำให้ประชาชนเลือกใช้กระทงที่ทำจากวัสดุธรรมชาติหรือวัสดุที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ เช่น กระทงใบตอง หยวกกล้วย ดอกไม้สด กระทงจากกะลามะพร้าว หรือวัสดุเหลือใช้ในบ้าน หรือหันมาลอยกระทงออนไลน์ แทนการลงน้ำจริง แนวคิดคือ “ลอยน้อยได้บุญมาก” — ลอยเท่าที่จำเป็นโดยไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
เพราะอย่างที่ทราบว่า แม้จะเป็นกระทงรักษ์โลก แต่หากมีปริมาณมาก และมาพร้อม ๆ กันตูมเดียว กันจัดการก็อาจจะไม่ประสิทธิภาพพอ รวมทั้งการย่อยสลาย ย่อมต้องใช้เวลามากขึ้นเช่นกัน
กระทงขนมปัง ทำลายคุณภาพน้ำจริงหรือไม่?
หลายคนเชื่อว่ากระทงขนมปังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะสามารถย่อยสลายได้และเป็นอาหารปลา แต่ความจริงคือ หากลอยพร้อมกันจำนวนมากในพื้นที่จำกัด อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรง
เศษขนมปังจะละลายน้ำและกลายเป็นอินทรีย์วัตถุจำนวนมาก ทำให้ ค่าออกซิเจนในน้ำลดลง และส่งผลให้น้ำเน่าเสียในที่สุด
ทำไมกระทงขนมปังถึงทำให้ปลาตาย
เมื่อขนมปังจมลงก้นน้ำ มันจะย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ ซึ่งต้องใช้ออกซิเจนในน้ำจำนวนมาก กระบวนการนี้ทำให้ปลาและสัตว์น้ำในบริเวณนั้น ขาดออกซิเจนหายใจ และอาจตายได้
โดยเฉพาะในแหล่งน้ำปิด เช่น บึง สระ หรือคลองที่น้ำไม่ไหลเวียนดี ปัญหานี้จะรุนแรงมากขึ้น
กระทงขนมปังย่อยสลายได้จริงหรือไม่?
กระทงขนมปังย่อยสลายได้จริง แต่ไม่ทันที
หากอยู่ในน้ำที่มีการไหลเวียนดี จะย่อยสลายภายใน 3–7 วัน
แต่ถ้าอยู่ในน้ำขังหรือน้ำเสีย อาจใช้เวลานานกว่า 2 สัปดาห์
เมื่อย่อยสลายแล้ว ขนมปังจะกลายเป็นตะกอนอินทรีย์ในน้ำ ซึ่งยังต้องกำจัดต่อโดยเจ้าหน้าที่
กทม. ขอความร่วมมือ “งดลอยกระทงขนมปัง”
กรุงเทพมหานครประกาศขอความร่วมมือประชาชนงดลอยกระทงขนมปัง เพราะพบว่า ปลามักไม่กินขนมปังที่จมน้ำ
ขนมปังเน่าเสียเร็ว ทำให้น้ำมีกลิ่นเหม็น เพิ่มภาระในการเก็บและกำจัดของเสีย ส่งผลกระทบต่อระบบบำบัดน้ำในคลอง
ควรหยุดลอยกระทงหรือไม่?
เราไม่จำเป็นต้อง “หยุดลอยกระทง” แต่ควรปรับเปลี่ยนวิธีการลอยให้เหมาะสมกับยุคสมัย เช่น ลอยกระทงรวมในครอบครัวหรือชุมชน เลือกใช้วัสดุธรรมชาติ 100% ลอยในบ่อจำลอง หรือจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ หรือเลือก “ลอยกระทงออนไลน์” เพื่อแสดงความเคารพต่อพระแม่คงคาโดยไม่กระทบสิ่งแวดล้อม
ลอยกระทงออนไลน์ได้ที่ไหนบ้าง
ในยุคดิจิทัลนี้ หลายหน่วยงานได้เปิดช่องทางให้ประชาชนร่วมประเพณีได้แบบรักษ์โลก เช่น
เว็บไซต์ของ กรุงเทพมหานคร (BMA) https://greener.bangkok.go.th/
หรือ เว็บไซต์เอกชนอื่น ๆ โดยสามารถใช้คีย์เวิ์ดเสิร์ชคำว่า “ลอยกระทงออนไลน์”หรือโพสต์รูปกระทงพร้อมข้อความขอขมาพระแม่คงคาผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, Instagram และ X
แม้ “กระทงขนมปัง” จะย่อยสลายได้ แต่หากลอยในปริมาณมาก ก็สามารถทำให้น้ำเน่าและปลาในแหล่งน้ำตายได้จริง การเปลี่ยนมาใช้วัสดุธรรมชาติ หรือลอยกระทงออนไลน์ คือทางเลือกที่ดีกว่าในการสืบสานประเพณีลอยกระทงให้คงอยู่คู่สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

