ม.อ. เผยผลวิจัย ‘วัคซีนบูสเตอร์โดสแอสตร้า-ไฟเซอร์’ฉีดใต้ผิวหนังและกล้ามเนื้อ

Published on

ม.อ.เผย การวิจัยวัคซีนบูสเตอร์โดสใต้ผิวหนัง หลังรับวัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม ตามด้วยแอสตร้า 1 เข็ม โดยใช้ปริมาณวัคซีนแอสตร้า 1 ใน 5 ฉีดใต้ผิวหนัง มีภูมิคุ้มกันใกล้เคียงการฉีดปกติและลดผลข้างเคียงทั่วไป

ดร.นพ.นวมินทร์ ปิ่นปฐมรัฐ อาจารย์ประจำสาขาวิชาชีวเวชศาสตร์และวิศวกรรมชีวการแพทย์ และผู้ช่วยคณบดีฝ่ายการศึกษา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเผยว่า ผลการศึกษาเพื่อบริหารการจัดการวัคซีนให้กับคนไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยทีมงานสาขาชีวเวชศาสตร์และวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ ม.อ. ได้ทดสอบระดับภูมิคุ้มกันและความปลอดภัยของวัคซีนแอสตร้าเซเนก้าเป็นเข็มกระตุ้น โดยเปรียบเทียบระหว่างการได้รับวัคซีนปริมาณ 1 ใน 5 ของโดสปกติเข้าใต้ผิวหนังกับการได้รับวัคซีนปริมาณปกติเข้ากล้ามเนื้อในกลุ่มประชากรทั่วไปอายุระหว่าง 18-60 ปี จำนวน 120 คน ที่มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว หลังจากได้รับวัคซีนซิโนแวคมาแล้ว 2 เข็ม

ทั้งนี้ ผลวิจัยเบื้องต้น พบว่า การฉีดวัคซีนแอสตร้าเซเนก้าเป็นบูสเตอร์โดสเข็มที่ 3 ด้วยวิธีการฉีดเข้าใต้ผิวหนังในปริมาณ 1 ใน 5 ของโดสปกติ โดยวัคซีนแอสตร้าเซเนก้า 1 ขวด จะสามารถฉีดได้ถึง 50 คน แต่เมื่อฉีดเข้ากล้ามเนื้อจะฉีดได้เพียง 10 คน ซึ่งการฉีดเข้าใต้ผิวหนังเป็นการใช้ปริมาณวัคซีนน้อยลงและฉีดวัคซีนได้จำนวนเพิ่มขึ้น สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันทั้งแอนติบอดี้ที่ช่วยในการป้องกันไวรัสเข้าเซลล์ร่างกายและทีเซลล์ ที่ช่วยจัดการไวรัสเมื่อเข้าสู่เซลล์ร่างกายแล้วได้ภูมิคุ้มกันสูงเทียบเท่ากับการฉีดวัคซีนเต็มโดสเข้ากล้ามเนื้อแบบปกติ

การได้รับวัคซีนแอสตร้าเซเนก้าเข้าใต้ผิวหนังแบบลดโดสของกลุ่มที่ได้รับวัคซีนซิโนแวค 2 เข็มมาแล้ว 4-8 สัปดาห์หรือกลุ่มที่ได้รับวัคซีนมาแล้ว 8-12 สัปดาห์ ระดับภูมิคุ้มกันทั้งการสร้างแอนติบอดี้และทีเซลล์ไม่มีความแตกต่างกัน อาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนซิโนแวคมาแล้ว 2 เข็ม ภูมิคุ้มกันอยู่ที่ 128.7 ยูนิตต่อมิลลิลิตร และเมื่อรับวัคซีนแอสตร้าเซเนก้าเป็นเข็มที่ 3 ด้วยวิธีการฉีดเข้ากล้ามเนื้อภูมิคุ้มกันจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,652 ยูนิตต่อมิลลิลิตร ส่วนการฉีดเข้าผิวหนังร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันระบบแอนติบอดี้ได้ถึง 1,300 ยูนิตต่อมิลลิลิตร ซึ่งใช้วัคซีนปริมาณ 1 ใน 5 ของโดสปกติ

ทั้งนี้ การศึกษาภูมิคุ้มกันกับอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนแอสตร้าเซเนก้าทั้ง 2 กลุ่ม เมื่อถูกกระตุ้นด้วยโปรตีนหนามแหลมของโคโรน่าไวรัสสามารถหลั่งไซโตไคน์อิเตอเฟอรอนแกรมม่า เพื่อกำจัดไวรัสได้ในปริมาณที่ไม่แตกต่างกัน ส่วนอาการข้างเคียง อาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการวิจัยไม่พบอาการที่รุนแรงจากวัคซีน โดยกลุ่มที่ได้รับการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง มีผลข้างเคียงทางร่างกาย เช่น อาการไข้ หนาวสั่น ปวดเมื่อย น้อยกว่ากลุ่มที่ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ แต่มีผลข้างเคียงทางผิวหนัง เช่น อาการบวมแดงและคันซึ่งอาการดังกล่าวจะหายเองได้

“การศึกษาการฉีดวัคซีนเข้าทางผิวหนังเปรียบเทียบกับการวิธีฉีดเข้ากล้ามเนื้อแบบปกติ ม.อ. วางเป้าหมายเพื่อการบริหารจัดการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัส Covid-19 ให้เกิดประโยชน์สูงที่สุดต่อประเทศ ซึ่งผลการศึกษาในระยะเวลา 14 วัน 28 วัน พบว่า ภูมิคุ้มกันเป็นที่น่าพอใจ และภายใน 90 วันจะดำเนินการศึกษาถึงประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกัน เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนและบริหารการใช้วัคซีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ดร.นพ.นวมินทร์ กล่าว

ขณะที่การศึกษาและวิจัยการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้กับกลุ่มตัวอย่าง โดยเปรียบเทียบระหว่างการได้รับวัคซีนปริมาณ 1 ใน 5 ของโดสปกติเข้าใต้ผิวหนังเปรียบเทียบกับการได้รับวัคซีนปริมาณปกติเข้ากล้ามเนื้อ ในกลุ่มประชากรทั่วไปจำนวน 91 คน หลังจากได้รับวัคซีนซิโนแวคมาแล้ว 2 เข็ม ผลวิจัยเบื้องต้น พบว่า 14 วันหลังการฉีดวัคซีนไฟเซอร์สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันทั้งแอนติบอดี้ (B cells) และทีเซลล์ (T cells) ได้อย่างมีประสิทธิภาพแต่น้อยกว่าการฉีดวัคซีนเต็มโดสเข้ากล้ามเนื้อแบบปกติ

โดยอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนซิโนแวคมาแล้ว 2 เข็ม ภูมิคุ้มกันแบบแอนติบอดี้จะอยู่ที่ 70 BAU/mL และเมื่อรับวัคซีนไฟเซอร์เป็นเข็มที่ 3 ด้วยวิธีการฉีดเข้ากล้ามเนื้อแบบเต็มโดส ภูมิคุ้มกันจะเพิ่มขึ้นเป็น 4559 BAU/mL แบบครึ่งโดสเพิ่มขึ้นเป็น 3034 BAU/mL แต่ในกลุ่มอาสาสมัครที่รับวัคซีนเข็ม 3 แบบฉีดเข้าใต้ผิวหนัง 1 ใน 5 ของโดสปกติ ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันระบบแอนติบอดี้ได้ 2175 BAU/mL และไม่พบอาการข้างเคียงที่รุนแรงจากวัคซีน โดยกลุ่มที่ได้รับการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง มีผลข้างเคียงทางร่างกาย เช่น ไข้ ปวดศรีษะ ปวดเมื่อย น้อยกว่ากลุ่มที่ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

ดร.นพ.นวมินทร์ ปิ่นปฐมรัฐ

จากการศึกษาภูมิคุ้มกันชนิด “ทีเซลล์ (T cells)” ที่ใช้ในการจัดการไวรัสที่ติดเชื้อในเซลล์ พบว่า อาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนไฟเซอร์เข้ากล้ามเนื้อแบบเต็มโดสและครึ่งโดส เมื่อถูกกระตุ้นด้วยโปรตีนหนามแหลมของโคโรน่าไวรัส (S1 peptide pool) สามารถหลั่งไซโตไคน์อิเตอเฟอรอนแกรมม่า (IFN-γ) เพื่อกำจัดไวรัสได้ในปริมาณที่ไม่แตกต่างกัน แต่กลุ่มที่ได้รับวัคซีนปริมาณ 1 ใน 5 ของโดสปกติเข้าใต้ผิวหนัง การเพิ่มขึ้นของทีเซลล์นั้นไม่แตกต่างกับก่อนได้รับการกระตุ้น

สำหรับการศึกษาเพื่อบริหารการจัดการวัคซีนให้กับคนไทยครั้งนี้ ได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงสาธารณสุข สถาบันการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และคณะแพทยศาสตร์ ม.อ. โดยสถาบันวัคซีนแห่งชาติได้จัดมีการวิจัยที่ ม.สงขลานครินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.ธรรมศาสตร์ และราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เพื่อนำผลการศึกษาวิจัยทั้งหมดนำมาเป็นข้อมูลให้กับกระทรวงสาธารณสุข ในการบริหารจัดการวัคซีนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเปิดประเทศ ตามโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ หาดใหญ่แซนด์บ็อกซ์ และเมืองอื่นๆ

Latest articles

การ์ทเนอร์คาดปี 69 ยอดใช้จ่าย AI ทั่วโลกพุ่งแตะ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์

การ์ทเนอร์คาดปี 69 ยอดใช้จ่าย AI ทั่วโลกพุ่งแตะ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ ชี้โครงสร้างพื้นฐาน AI โตไม่หยุด ดันเม็ดเงินสะพัดเพิ่ม 401 พันล้านดอลลาร์ หลังบริษัทเทคฯ เร่งวางรากฐานให้ AI

Gartner Says Worldwide AI Spending Will Total $2.5 Trillion in 2026

AI Infrastructure Drives AI Spending; Adds $401 Billion in Spending as Technology Providers Continue to Build Out AI Foundations

โบลท์ (Bolt) มอบส่วนลดสูงสุด 50% เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

ระหว่างวันที่ 1-8 กุมภาพันธ์ 2026 ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร สามารถใช้ส่วนลดสำหรับบริการ มอเตอร์ไซค์ของ Bolt เพื่อเดินทางไปยังหน่วยเลือกตั้ง โบลท์ (Bolt) แพลตฟอร์มเรียกรถชั้นนำ เตรียมมอบส่วนลดโดยสารสำหรับบริการมอเตอร์ไซค์เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนในกรุงเทพมหานครสามารถเดินทางไปยังคูหาเลือกตั้งได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และประหยัดมากขึ้น ในวันเลือกตั้ง...

มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ชวนชอป “D.I.Y. LOVE COLLECTION” รวมไอเดียของขวัญวาเลนไทน์

มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ผู้นำธุรกิจค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้านและสินค้าไลฟ์สไตล์ ต้อนรับเทศกาลแห่งความรัก ชวนทุกคนส่งต่อความรู้สึกดีๆ ผ่านสินค้า “D.I.Y. LOVE COLLECTION รวมไอเดียของขวัญแทนใจ”(1) ในวันวาเลนไทน์ คัดสรรของขวัญและของตกแต่งจำนวน 38 รายการ ในราคาถูกคุ้มเสมอ

More like this