คุณแม่ตั้งครรภ์-ให้นมบุตร ควรฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 หรือไม่

Published on

เป็นอีกประเด็นที่หลายคนกังวลและสงสัยเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ว่าใครบ้างที่ควรฉีดหรือไม่ควรฉีด เนื่องจากอาจสร้างผลกระทบต่อร่างกาย โดยเฉพาะคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ล่าสุด 3 สมาคมด้านสาธารณสุขของสหรัฐอเมริกาได้ออกมาแถลงถึงเรื่องนี้แล้ว

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติ CDC (Centers for Disease Control and Prevention) , สมาคมเวชศาสตร์มารดาและทารก (The Society for Maternal-Fetal Medicine), และสมาคมสูตินารีแพทย์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (American College of Obstetricians and Gynecologists)  เห็นชอบร่วมกัน แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสโควิด-19 ให้กับสตรีมีครรภ์ และสตรีที่ให้นมบุตร

นายแพทย์ธนีย์  ธนียวัน (หมอแทน) ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอดและเป็นอาจารย์แพทย์อยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะมีวัคซีนป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 แล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีข้อกังวลในหมู่สตรีมีครรภ์และสตรีที่กำลังให้นมบุตรว่าควรจะฉีดวัคซีนหรือไม่

ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่าหากหญิงตั้งครรภ์เกิดการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จะมีความเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงกว่าหญิงที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ และ มีโอกาสที่จะคลอดทารกก่อนกำหนดในอัตราที่สูงขึ้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวทาง 3 สมาคมด้านสาธารณสุขของสหรัฐอเมริกาจึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ในสตรีมีครรภ์ และสตรีที่กำลังให้นมบุตร นอกเหนือไปจากนี้จากข้อมูลเบื้องต้น ประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ให้กับสตรีมีครรภ์และสตรีที่กำลังให้นมบุตรไปแล้วจำนวนมาก แต่ไม่มีรายงานว่ามีผลข้างเคียงที่รุนแรงแต่อย่างไร การฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 จึงให้ประโยชน์มากกว่าการไม่ฉีดวัคซีน

สำหรับการจัดทำคลิปวีดีโอนี้โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท อีโอไลฟ์เมด จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์ CPAP/BPAP จากประเทศออสเตรเลีย ที่เน้นให้ความรู้ด้านเครื่องมือแพทย์สมัยใหม่เกี่ยวกับการนอนหลับ

ผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูคลิปวีดีโอได้ที่  https://www.youtube.com/watch?v=ZDpzTmeH74Y

Latest articles

สสส. เผยวิกฤติสงฆ์ไทย 78% เสี่ยงปัญหาความดันและไขมันในเลือดสูง พร้อมเปิดตัวโครงการ “ตักบาตรคิดถึงสุขภาพพระ”

สสส. เผยข้อมูลสุขภาพพระสงฆ์ไทยทั่วประเทศในปี 2565-2568 พบว่า 78%* ของพระสงฆ์ไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงกับโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับอาหารที่ฉัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไขมันในเลือดสูง ซึ่งพระสงฆ์ที่เข้ารับการตรวจมีภาวะคลอเรสเตอรอลสูงกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร มากถึง 47.84%-55.42% มีโรคความดันโลหิตสูง มียอดผู้ป่วยสูงสุดเป็นอันดับ 1 คือ 73,077 ราย รวมทั้งมีภาวะอ้วนสะสมถึง 35.73%-44.95% ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ก่อให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมา

“เพ็ญภาค” ทรานส์ฟอร์มสู่ผู้ผลิตเครื่องดื่ม RTD และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารครบวงจร

“เพ็ญภาค” ผู้บุกเบิกตลาดยาสมุนไพรและเครื่องดื่มสุขภาพระดับตำนานที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 109 ปี ประกาศปรับทิศทางธุรกิจครั้งใหญ่ ทรานส์ฟอร์มสู่การเป็นผู้ผลิตเครื่องดื่มพร้อมดื่ม (RTD) ทั้งกลุ่มไม่มีแอลกอฮอล์ (Non-Alcohol), มีแอลกอฮอล์ (Alcohol) และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างเต็มรูปแบบ ตอกย้ำภาพลักษณ์เจ้าตลาดเครื่องดื่มสมุนไพรอัดก๊าซซ่าเจนใหม่ที่เข้าถึงไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่อย่างลงตัว

Disrupt Health Impact Fund จับเทรนด์ Women’s Health ลงทุนใน “Osteoboost” จากสหรัฐฯ

กองทุน Disrupt Health Impact Fund ประกาศลงทุนใน Osteoboost สตาร์ทอัพ Women's Health Tech สัญชาติอเมริกัน ผู้พัฒนาอุปกรณ์ wearable ตัวแรกและตัวเดียวที่ได้รับการรับรองจาก FDA เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับชะลอภาวะกระดูกบาง เทคโนโลยี Precision Vibration Therapy ของ Osteoboost ช่วยชะลอการลดมวลกระดูกบริเวณกระดูกสันหลังและสะโพก

AirAsia MOVE ชี้ความต้องการเดินทางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเติบโตต่อเนื่อง

AirAsia MOVE แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวชั้นนำของภูมิภาค เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกด้านการเดินทางประจำไตรมาส 1 ปี 2569 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความต้องการเดินทางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

More like this