นักวิชาการ งัดหลักฐานเลิกแบนบุหรี่ไฟฟ้าไม่ช่วยลดคนสูบบุหรี่ได้จริง

Published on

นักวิชาการ งัดหลักฐานเลิกแบนบุหรี่ไฟฟ้าไม่ช่วยลดคนสูบบุหรี่ได้จริง เทียบ 4 ประเทศขายบุหรี่ไฟฟ้าเสรี ลดคนสูบเฉลี่ยแค่ 1.4% น้อยกว่าประเทศที่แบนบุหรี่ไฟฟ้าที่ลดการสูบได้มากถึง 4.7-9.3% ส่วนไทย ลดการสูบได้ 6.5% แนะหากไทยเข้มงวดกับนโยบายห้ามสูบ FCTC ให้มีประสิทธิภาพ จะลดนักสูบได้มากขึ้น

ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวถึงกรณีที่มูลนิธิเพื่อโลกปลอดควันบุหรี่ (Foundation for a Smoke-Free World) ซึ่งก่อตั้งและสนับสนุนโดยบริษัทบุหรี่ข้ามชาติ  ได้วิจารณ์นโยบายควบคุมยาสูบของประเทศไทยว่า แม้ประเทศไทยถูกยกย่องจากองค์กรนานาชาติว่า ควบคุมยาสูบได้ดี แต่อัตราการสูบบุหรี่ในประเทศไทยตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 ลดลงเพียง 6.5% หรือลดจำนวนคนสูบได้น้อยกว่า 1 ล้านคน พร้อมเสนอแนะว่าประเทศไทยควรจะพิจารณาสนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่ๆ ที่ลดอันตราย (harm reduction) เพื่อช่วยในการเลิกบุหรี่นั้น

ข้อเสนอนี้ได้เกิดคำถามว่า การยกเลิกการแบนบุหรี่ไฟฟ้าจะทำให้อัตราการสูบบุหรี่ลดลงจริงหรือไม่ หากพิจารณาข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก เปรียบเทียบอัตราการสูบบุหรี่ของประเทศต่างๆ จะพบว่า หลายประเทศที่กฎหมายกำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย อัตราการสูบบุหรี่ลดลงในอัตราที่น้อยกว่าประเทศไทย เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี สวิสเซอร์แลนด์ และจีน

“อัตราการสูบบุหรี่ระหว่างปี ค.ศ. 2007-2018 ของ 4 ประเทศที่อนุญาตให้ขายบุหรี่ไฟฟ้าได้ ลดลงโดยเฉลี่ยเพียง 1.4% เท่านั้น (ฝรั่งเศส เพิ่มขึ้น 0.1% อิตาลีและสวิสเซอร์แลนด์ ลดลง 1.7% และจีน ลดลง 2.4%) ในทางตรงกันข้ามหลายประเทศที่แบนบุหรี่ไฟฟ้า เช่น เม็กซิโก ออสเตรเลีย อุรุกวัย บราซิล อาร์เจนติน่า และเนปาล อัตราการสูบบุหรี่กลับลดลงมากกว่า โดยเฉลี่ยระหว่างปี ค.ส. 2007-2018 ลดลงถึง 6.9% (เม็กซิโก ลดลง 4.9% ออสเตรเลีย ลดลง 4.7% อุรุกวัย ลดลง 8.3% บราซิล ลดลง 5.2% อาร์เจนติน่า ลดลง 9.1% และเนปาล ลดลง 9.3%)  ดังนั้นการอ้างว่า การสนับสนุนให้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าจะช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ของประเทศลงได้ จริงเป็นคำกล่าวอ้างที่ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด” ดร.พญ.เริงฤดี กล่าว

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า เครือข่ายสนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยมักจะอ้างประเทศอังกฤษว่าบุหรี่ไฟฟ้าสามารถทำให้อัตราการสูบบุหรี่ลดลงได้ แท้จริงแล้วปัจจัยสำคัญในการลดอัตราการสูบบุหรี่ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย คือ 1.บริบทของประเทศที่แตกต่างกันทั้งกฎหมาย วิถีชีวิตและวัฒนธรรม 2.ความก้าวหน้าในการดำเนินการควบคุมยาสูบตามอนุสัญญาควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (FCTC) ของแต่ละประเทศที่ทำได้มากน้อยไม่เท่ากัน ซึ่งการที่อัตราการสูบบุหรี่ของประเทศไทยลดลงช้า

สิ่งที่จำเป็นต้องดำเนินการ คือเพิ่มความจริงจังในการดำเนินนโยบายควบคุมยาสูบตามที่กำหนดในอนุสัญญาควบคุมยาสูบฯ ให้มีประสิทธิภาพ เช่น การขึ้นภาษียาสูบอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ การบังคับใช้กฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ การจัดบริการเลิกบุหรี่ในสถานพยาบาลทุกแห่งและให้ยารักษาการเลิกบุหรี่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ และการเสริมความเข้มแข็งของกลไกการดำเนินงานควบคุมยาสูบในระดับจังหวัด ไม่ใช่การยกเลิกห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าตามที่เครือข่ายบริษัทบุหรี่พยายามวิ่งเต้น

ทั้งนี้ สหพันธ์องค์กรต่อต้านวัณโรคและโรคปอดนานาชาติได้แสดงจุดยืนว่า ในประเทศรายได้ปานกลางที่ยังไม่ได้ทำตามที่อนุสัญญาควบคุมยาสูบกำหนดได้เต็มที่ การเปิดให้บุหรี่ไฟฟ้าขายได้อย่างถูกกฎหมาย จะทำให้ทรัพยากร/บุคลากรที่ใช้ในการควบคุมยาสูบที่มีน้อยอยู่แล้ว  ต้องรับภาระเพิ่มในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าด้วย จะยิ่งทำให้การลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ยากเย็นมากขึ้น

Latest articles

ใกล้ถึงฤดูระบาดไข้หวัดใหญ่ ป้องกันด้วยวัคซีน เลือกได้ทั้งชนิดพ่นจมูกและชนิดฉีด

โรคไข้หวัดใหญ่ที่หลายคนคิดว่าเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา จริง ๆ แล้วมีความรุนแรงกว่าที่คิด และสามารถลุกลามเป็นปอดอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ สมองอักเสบ และทำให้เสียชีวิตได้

PUMA X Pokémon คอลแลบคอลเล็กชัน ธีมแห่งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์

PUMA จับมือกับ Pokémon ฃวิชวลของแคมเปญที่เชื่อมโยงโลกของ Pokémon เข้ากับสปอร์ตแวร์สไตล์ของ PUMA สะท้อนความคอนทราสต์ระหว่าง Pokémon แห่งดวงอาทิตย์ Espeon และ Pokémon แห่งดวงจันทร์ Umbreon

วิริยะประกันภัย จับมือกลุ่มทิสโก้ สนับสนุนงานวิ่งการกุศล “Family First Neon Run 2026”

เปิดกิจกรรมวิ่งการกุศล “Family First Neon Run 2026” เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพกายใจภายในครอบครัว พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อพลังแห่งความรักและการแบ่งปันโอกาสสู่สังคม โดยรายได้จากการจำหน่ายบัตรโดยไม่หักค่าใช้จ่าย

วว. พัฒนา นวัตกรรม “โยเกิร์ตถั่วชิกพีพร้อมชง” ปฏิวัติอาหารฟังก์ชันไทย

ในยุคที่การดูแลสุขภาพไม่ได้เป็นเพียงกระแสนิยม แต่กลายเป็นวิถีชีวิตหลักของผู้คนทั่วโลก การเฟ้นหาวัตถุดิบจากธรรมชาติที่มีคุณสมบัติเป็น "อาหารฟังก์ชัน" (Functional Food) หรืออาหารที่ให้คุณประโยชน์มากกว่าคุณค่าทางโภชนาการพื้นฐาน จึงเป็นโจทย์สำคัญที่นักวิจัยทั่วโลกให้ความสนใจ

More like this