ทีเอ็มบีรายงานกำไร 9 เดือน ปี 2563 ที่ 8,877 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58%

Published on

ทีเอ็มบีรายงานกำไร 9 เดือน ปี 2563 ที่ 8,877 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58% จากปีก่อน สำหรับไตรมาส 3 ตั้งสำรองฯ เพิ่มขึ้นแม้หนี้เสียยังอยู่ในระดับต่ำที่ 2.33% เสริมความแข็งแกร่งเพื่อเตรียมรับมือกับเศรษฐกิจในช่วงถัดไป ด้านการรวมกิจการยังคงเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย

ทีเอ็มบี หรือ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย แจ้งผลประกอบการสิ้นสุดเดือนกันยายน ปี 2563 โดยกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองฯ ในไตรมาส 3 อยู่ที่ 8,809 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน ด้านการตั้งสำรองฯ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6,863 ล้านบาท เพื่อเตรียมรับมือกับภาวะเศรษฐกิจในช่วงถัดไป หลังหักสำรองฯ และภาษี กำไรสุทธิในไตรมาส 3 อยู่ที่ 1,619 ล้านบาท โดยรวม 9 เดือน มีกำไรสุทธิ 8,877 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58% จากปีก่อนหน้า ส่วนภารกิจรวมธนาคารคาดว่าจะเสร็จสิ้นได้ภายในเดือนกรกฎาคมปี 2564 ตามแผน
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบี เปิดเผยว่า “สำหรับไตรมาส 3 ภาพรวมการดำเนินงานยังคงเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจภายใต้สถานการณ์โควิด-19 อย่างไรก็ดี การทยอยรับรู้ผลประโยชน์จากการรวมกิจการถือเป็นปัจจัยหนุนในช่วงเวลาที่ท้าทายเช่นนี้

ทั้งนี้ ภายหลังการรวมกิจการ ทั้งทีเอ็มบีและธนาคารธนชาตได้ดำเนินการปรับโครงสร้างเงินฝากและสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดผลประโยชน์ด้านงบดุล (Balance Sheet Synergy) ซึ่งช่วยให้ธนาคารสามารถบริหารต้นทุนทางการเงินและอัตราผลตอบแทนได้ดีขึ้น ส่งผลให้ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิในไตรมาส 3 อยู่ที่ 2.92% เป็นไปตามกรอบเป้าหมายแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงหลายครั้งก็ตาม ขณะเดียวกันการรับรู้ผลประโยชน์ด้านต้นทุน (Cost Synergy) ช่วยให้ธนาคารสามารถบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ทรงตัวอยู่ที่ 46% และมีกำไรจากการดำเนินงานใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า

ด้านการรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 นั้น ถือได้ว่าสถานะปัจจุบันของธนาคารมีความแข็งแกร่งทั้งในด้านสภาพคล่อง ด้านฐานเงินกองทุน และคุณภาพสินทรัพย์ ทั้งนี้ ทีเอ็มบีดำเนินการปรับปรุงคุณภาพพอร์ตสินเชื่อและบริหารจัดการหนี้เสียในเชิงรุกมาโดยตลอด ทำให้ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ทีเอ็มบีมีสัดส่วนหนี้เสียในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ขณะที่ธนาคารธนชาตนั้นก็เป็นธนาคารที่มีคุณภาพสินเชื่อที่ดีและมีหนี้เสียในระดับต่ำอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนรวมกิจการ

สำหรับสินเชื่อที่อยู่ภายใต้โปรแกรมพักชำระหนี้นั้น ในส่วนของสินเชื่อลูกค้ารายย่อยกลุ่มแรกๆ ได้เริ่มทยอยครบกำหนดไปบ้างแล้วและส่วนใหญ่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ ดังนั้น ในไตรมาส 3 จึงเห็นสัดส่วนสินเชื่อภายใต้โปรแกรมพักชำระหนี้ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 20% ของสินเชื่อรวม เทียบกับ 40% ณ ไตรมาส 2 ขณะที่ลูกค้าธุรกิจรวมถึงเอสเอ็มอีนั้นจะเริ่มครบกำหนดปลายเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งก็จะส่งผลให้สัดส่วนสินเชื่อที่อยู่ภายใต้โปรแกรมพักชำระหนี้ทยอยลดลงเป็นลำดับในไตรมาสถัดไป

อย่างไรก็ดี ธนาคารตระหนักดีว่าแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงต่อไปยังมีความไม่แน่นอนสูง จึงมีแผนตั้งสำรองฯ เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อเสริมกันชนในการรองรับความเสี่ยงให้มากยิ่งขึ้นไปอีก โดยในไตรมาส 3 ได้ตั้งสำรองฯ เพิ่มขึ้นเป็น 6,863 ล้านบาท เทียบกับ 4,972 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ขณะที่สัดส่วนหนี้เสียทรงตัวอยู่ในระดับต่ำที่ 2.33% จาก 2.34% ช่วยหนุนให้อัตราส่วนเงินสำรองฯ ต่อหนี้เสียเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 132% จาก 114% จากไตรมาสก่อน

นอกจากตั้งสำรองฯ เพิ่มขึ้นแล้ว ธนาคารก็ดำเนินการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ โดยมีการดูแลลูกค้าทุกกลุ่มอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าปกติหรือลูกค้าที่อยู่ในโปรแกรมพักชำระหนี้ เพื่อทำความเข้าใจถึงสถานการณ์ของลูกค้า ให้ความช่วยเหลือ รวมถึงดำเนินการบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องกัน”

สำหรับรายละเอียดผลการดำเนินงาน มีดังนี้ ทีเอ็มบีและบริษัทย่อยมีรายได้จากการดำเนินงานรวมอยู่ที่ 16,212 ล้านบาท ลดลง 2.2% จากไตรมาสก่อน ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานบริหารจัดการได้ดี โดยอยู่ที่ 7,429 ล้านบาท ลดลง 4.5% ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองฯ ในไตรมาส 3 อยู่ที่ 8,809 ล้านบาท ใกล้เคียงกับ 8,791 ล้านบาท ในไตรมาสก่อน โดยรวมรอบ 9 เดือน มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองฯ 27,462 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 89.5% จากปีก่อนหน้า ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ธนาคารจึงตั้งสำรองฯ ตามมาตรฐาน TFRS9 ในระดับสูงที่ 16,595 ล้านบาท เทียบกับการตั้งสำรองฯ 7,222 ล้านบาท รอบ 9 เดือนปีที่แล้ว ส่งผลให้กำไรสุทธิ 9 เดือนอยู่ที่ 8,877 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

ในส่วนเงินฝาก ณ สิ้นเดือนกันยายน 2563 มียอดเงินฝากทั้งสิ้น 1.41 ล้านล้านบาท ลดลง 2.5% จากไตรมาสที่แล้ว แต่เพิ่มขึ้น 0.6% จากปีก่อน เป็นผลจากการปรับโครงสร้างเงินฝากภายหลังการรวมกิจการ โดยการลดสัดส่วนเงินฝากประจำ เพื่อเพิ่มสัดส่วนเงินฝากลูกค้ารายย่อย เช่น No Fixed และ All Free รวมถึงผลจากการบริหารฐานเงินฝากให้สอดคล้องกับยอดสินเชื่อ

โดยยอดสินเชื่ออยู่ที่ 1.36 ล้านล้านบาท ลดลง 1.4% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 2.1% จากปีก่อนหน้า ตามการชะลอลงของยอดสินเชื่อใหม่ การชำระคืนหนี้ และจากการปรับโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อด้วยการลดสัดส่วนสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันและเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อที่มีหลักประกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพอร์ตสินเชื่อรายย่อย ซึ่งปัจจุบันกว่า 90% ของพอร์ตสินเชื่อรายย่อยเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกัน
ทั้งนี้ จากการบริหารยอดเงินฝากและสินเชื่อ รวมถึงสินทรัพย์สภาพคล่องอื่นๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ธนาคารมี

อัตราส่วน LCR ซึ่งบ่งบอกถึงสินทรัพย์สภาพคล่องที่ใช้รองรับความผันผวนในภาวะวิกฤต อยู่สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 100% มาโดยตลอด โดยปัจจุบัน LCR ตามงบการเงินรวมอยู่ที่ประมาณ 200%
ด้านความเพียงพอของเงินกองทุนยังคงแข็งแกร่งและสูงเป็นลำดับต้นๆ ในอุตสาหกรรมธนาคารไทย โดย ณ สิ้นเดือนกันยายน 2563 อัตราส่วน CAR และ Tier I เบื้องต้นเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 18.9% และ 14.8% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 11.0% และ 8.5% ตามลำดับ

Latest articles

สสส. เผยวิกฤติสงฆ์ไทย 78% เสี่ยงปัญหาความดันและไขมันในเลือดสูง พร้อมเปิดตัวโครงการ “ตักบาตรคิดถึงสุขภาพพระ”

สสส. เผยข้อมูลสุขภาพพระสงฆ์ไทยทั่วประเทศในปี 2565-2568 พบว่า 78%* ของพระสงฆ์ไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงกับโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับอาหารที่ฉัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไขมันในเลือดสูง ซึ่งพระสงฆ์ที่เข้ารับการตรวจมีภาวะคลอเรสเตอรอลสูงกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร มากถึง 47.84%-55.42% มีโรคความดันโลหิตสูง มียอดผู้ป่วยสูงสุดเป็นอันดับ 1 คือ 73,077 ราย รวมทั้งมีภาวะอ้วนสะสมถึง 35.73%-44.95% ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ก่อให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมา

“เพ็ญภาค” ทรานส์ฟอร์มสู่ผู้ผลิตเครื่องดื่ม RTD และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารครบวงจร

“เพ็ญภาค” ผู้บุกเบิกตลาดยาสมุนไพรและเครื่องดื่มสุขภาพระดับตำนานที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 109 ปี ประกาศปรับทิศทางธุรกิจครั้งใหญ่ ทรานส์ฟอร์มสู่การเป็นผู้ผลิตเครื่องดื่มพร้อมดื่ม (RTD) ทั้งกลุ่มไม่มีแอลกอฮอล์ (Non-Alcohol), มีแอลกอฮอล์ (Alcohol) และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างเต็มรูปแบบ ตอกย้ำภาพลักษณ์เจ้าตลาดเครื่องดื่มสมุนไพรอัดก๊าซซ่าเจนใหม่ที่เข้าถึงไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่อย่างลงตัว

Disrupt Health Impact Fund จับเทรนด์ Women’s Health ลงทุนใน “Osteoboost” จากสหรัฐฯ

กองทุน Disrupt Health Impact Fund ประกาศลงทุนใน Osteoboost สตาร์ทอัพ Women's Health Tech สัญชาติอเมริกัน ผู้พัฒนาอุปกรณ์ wearable ตัวแรกและตัวเดียวที่ได้รับการรับรองจาก FDA เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับชะลอภาวะกระดูกบาง เทคโนโลยี Precision Vibration Therapy ของ Osteoboost ช่วยชะลอการลดมวลกระดูกบริเวณกระดูกสันหลังและสะโพก

AirAsia MOVE ชี้ความต้องการเดินทางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเติบโตต่อเนื่อง

AirAsia MOVE แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวชั้นนำของภูมิภาค เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกด้านการเดินทางประจำไตรมาส 1 ปี 2569 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความต้องการเดินทางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

More like this