ทีเอ็มบีรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2563 เป็นไปตามเป้าหมาย

Published on

ทีเอ็มบีรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2563 เป็นไปตามเป้าหมาย กำไรเติบโตกว่า 2 เท่าหลังรับรู้รายได้จากธนาคารธนชาตเข้ามาเต็มไตรมาส ด้านขั้นตอนรวมกิจการคืบหน้าตามแผน

ทีเอ็มบี หรือ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย แจ้งผลประกอบการไตรมาส 1/2563 ในวันนี้ ซึ่งผลการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งยังมีการรับรู้รายได้จากธนาคารธนชาตเข้ามาเต็มไตรมาสหลังเสร็จสิ้นการซื้อหุ้นธนาคารธนชาตไปเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2562 ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองฯ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 9,862 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 91% จากไตรมาส 4/2562 และ 160% จากไตรมาส 1/2562 ตามลำดับ การตั้งสำรองฯ ตามมาตรฐานบัญชีใหม่ TFRS 9 อยู่ที่ 4,760 ล้านบาท ซึ่งหลังหักสำรองและภาษี ธนาคารมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 4,163 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 158% จากไตรมาสก่อนและ 164% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบี เปิดเผยว่า การรวมกิจการกับธนาคารธนชาตนั้นได้ช่วยปลดข้อจำกัดด้านขนาดของทีเอ็มบีออกไป โดยปัจจุบันขนาดสินทรัพย์ เงินฝาก และสินเชื่อเติบโตขึ้นกว่า 2 เท่า ดังนั้น เป้าหมายในปี 2563 นี้ จึงจะเน้นเรื่องของการเพิ่มความสามารถให้การทำกำไรจากการรับรู้ผลประโยชน์ หรือ Synergy ที่เกิดขึ้นจากการรวมกิจการ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเร่งเรื่องการเติบโตมากนักในปีนี้

ในส่วนของผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2563 นั้นก็ถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งในแง่การรับรู้ผลประโยชน์จากการรวมกิจการ ซึ่งธนาคารเริ่มรับรู้ผลประโยชน์ โดยเฉพาะจากด้านงบดุล (Balance Sheet Synergy) และด้านต้นทุน (Cost Synergy) ขณะที่ขั้นตอนการรวมกิจการก็คืบหน้าได้ตามแผน โดยธนาคารได้ทำข้อตกลงร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ด้านประกันชีวิตกับ บริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้านการทยอยโอนย้ายลูกค้าและเปิดสาขาร่วมระหว่างทีเอ็มบีและธนาคารธนชาต หรือที่เรียกว่า Co-location branch ก็เริ่มทำไปแล้วเช่นกัน

นายปิติ กล่าวต่อถึงรายละเอียดการดำเนินงานว่า “หลังการรวมกัน ธนาคารก็ได้เริ่มปรับโครงสร้างงบดุลใหม่ในทันที โดยในส่วนของเงินฝาก มีแผนการปรับโครงสร้างด้วยการปรับลดสัดส่วนเงินฝากประจำและแทนที่ด้วยเงินฝากที่เป็นผลิตภัณฑ์หลัก เช่น เงินฝาก All Free และเงินฝาก No Fixed ซึ่งในไตรมาส 1 ก็ทำได้ตามเป้าหมายและทำให้ยอดเงินฝากรวมอยู่ที่ 1.4 ล้านล้านบาท ทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า

ด้านสินเชื่ออยู่ที่ 1.4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% จากไตรมาสก่อน หนุนโดยกลุ่มสินเชื่อรถยนต์ สอดคล้องกับเป้าหมายของธนาคารที่เน้นเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อรายย่อยที่มีหลักประกัน ทำให้ในปัจจุบันกว่า 90% ของพอร์ตสินเชื่อรายย่อยเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกัน

การปรับโครงสร้างดังกล่าวส่งผลให้เกิดผลประโยชน์ด้านงบดุล สะท้อนได้จากส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยหรือ NIM ที่ปรับตัวดี ขึ้นมาอยู่ 3.12% เทียบกับ 2.69% ในไตรมาส 4/2562 และ 2.89% ในไตรมาส 1/2562 ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 14,014 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 73% จากไตรมาสก่อน (QoQ) และ 125% จากไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว (YoY) เมื่อรวมกับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจำนวน 4,182 ล้านบาท (+15% QoQ, +83% YoY) ทำให้ธนาคารมีรายได้จากการดำเนินงานรวมทั้งสิ้น 18,195 ล้านบาท (+55% QoQ, +114% YoY)

ในส่วนของค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอยู่ที่ 8,331 ล้านบาท (+26% QoQ, +76% YoY) โดยธนาคารเริ่มรับรู้ผลประโยชน์ด้านต้นทุนแล้วเช่นกัน เนื่องจากสามารถลดค่าใช้จ่ายในส่วนที่ทับซ้อนกันลงได้ เช่น ค่าใช้จ่ายด้านการตลาด และค่าใช้จ่ายด้านระบบไอที เป็นต้น ทำให้อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ลดลงมาอยู่ที่ 46% เทียบกับระดับ 51%-55% ก่อนการรวมกิจการ โดยมองว่าในปีนี้อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้จะอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 48%-50%

จากการรับรู้ประโยชน์จาก synergy ทั้งสองส่วน ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองฯ อยู่ที่ 9,862 ล้านบาท (+91% QoQ, +160% YoY) ทั้งนี้ ธนาคารตั้งสำรองฯ เป็นจำนวน 4,760 ล้านบาท เพื่อการดูแลคุณภาพสินทรัพย์อย่างรอบคอบและการบริหารหนี้เสียให้อยู่ในระดับต่ำผ่านการ write off และการขาย ทั้งนี้ ยอดหนี้เสียตามการจัดชั้นสินเชื่อตามมาตรฐานบัญชีแบบใหม่ TFRS 9 อยู่ที่ 44,183 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อรวมที่ 2.76% ยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 2.80%

หลังหักสำรองฯ และภาษี กำไรสุทธิอยู่ที่ 4,163 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 158% จากไตรมาสก่อน และ 164% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ด้านความเพียงพอของเงินกองทุนยังคงแข็งแกร่ง โดยอัตราส่วน CAR และ Tier I กรอบประมาณการณ์เบื้องต้นอยู่ที่ 18.8% และ 14.5% ซึ่งยังคงเป็นไปตามเกณฑ์ Basel III และสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 11.0% และ 8.5% ตามลำดับ”

นายปิติ กล่าวในตอนท้ายว่า “สำหรับไตรมาสถัดๆ ไป ธนาคารก็จะเดินหน้าตามแผนรวมกิจการเพื่อให้การรวมธนาคารที่คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2564 เป็นไปอย่างราบรื่น ที่เพิ่มเติมเข้ามาก็คือการดูแลให้ความช่วยเหลือลูกค้าเพื่อบรรเทาผลกระทบจากโควิด-19 ให้ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่ม ซึ่งธนาคารให้ความสำคัญอย่างยิ่งในขณะนี้

สำหรับผลกระทบต่อการดำเนินงานนั้น เชื่อว่าอุตสาหกรรมธนาคารไทยสามารถรับมือได้เพราะมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งในเรื่องของสภาพคล่องและความเพียงพอของเงินกองทุน อีกทั้งยังได้มาตรการสนับสนุนจากธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังเข้ามาช่วยหนุนให้ธนาคารมีความยืนหยุ่นในการดำเนินงานและการให้ความช่วยเหลือลูกค้าได้มากขึ้น

Latest articles

Get Growing Reignwood Park แลนด์มาร์กแห่งใหม่ ห้องเรียนธรรมชาติ เล่น เลอะ เรียนรู้

Get Growing Reignwood Park ได้ถ่ายทอดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านการออกแบบภายใต้แนวคิด “Ocean Theme” ที่นำแรงบันดาลใจจากโลกใต้ทะเลมาสร้างสรรค์เป็นพื้นที่แห่งจินตนาการ พร้อมกิจกรรมที่สอดแทรกแนวคิดการดูแลสิ่งแวดล้อม

โชกุบุสซึ โมโนกาตาริ เมน “เชียร์บอล ลุ้นโชคฟีเวอร์” ชวนคนไทยลุ้นรางวัลกว่า 1 ล้านบาท

“โชกุบุสซึ โมโนกาตาริ เมน” เปิดตัวแคมเปญใหญ่ “เชียร์บอล ลุ้นโชคฟีเวอร์” ชวนผู้ชายสายสปอร์ตและแฟนบอลทั่วประเทศร่วมเชียร์ทีมโปรด พร้อมลุ้นโชคแบบจัดเต็มด้วยของรางวัลรวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท

เทศกาลรวมร้านลับ ที่ไม่ลับ FULL MOUTH FEAST ที่ TRUE DIGITAL PARK

ทรู ดิจิทัล พาร์ค ชวนเปิดประสบการณ์สายกินครั้งสำคัญ ในงาน TRUE DIGITAL PARK FULL MOUTH FEAST โดยในปีนี้กลับมาอีกครั้งภายใต้แนวคิด “เทศกาลรวมร้านลับ ที่ไม่ลับอีกต่อไป”

 กาตาร์ แอร์เวย์ส ลุยขยายเครือข่ายทะลุ 150 จุดหมายปลายทางทั่วโลก

กาตาร์ แอร์เวย์ส ขยายเครือข่ายเที่ยวบินระหว่างประเทศมากกว่า 150 จุดหมายปลายทาง ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2569 เตรียมเชื่อมต่อผู้โดยสารสู่จุดหมายทั่วโลกได้มากยิ่งขึ้นในช่วงฤดูร้อนนี้

More like this