ม.มหิดล แนะวิธีคลายเครียดด้วยดนตรีบำบัดในภาวะวิกฤต Covid-19

Published on

ม.มหิดล แนะวิธีคลายเครียดด้วยดนตรีบำบัดในภาวะวิกฤต Covid-19 “ดนตรีบำบัด” เป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถใช้เยียวยาจิตใจในภาวะวิกฤตได้เป็นอย่างดี

อาจารย์วิพุธ เคหะสุวรรณ หัวหน้าสาขาวิชาดนตรีบำบัด วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ดนตรีจะช่วยลดความเครียดและวิตกกังวลจากสถานการณ์วิกฤติ Covid-19 ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ โดยดนตรีจะช่วยสร้างบรรยากาศความผ่อนคลายให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัย เวลาเราฟังเพลง ดนตรีจะช่วยให้สมองเราหลั่งสารแห่งความสุข หรือ “โดปามีน” ซึ่งจะทำให้เรารู้สึกดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องของการนอนหลับได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

อาจารย์วิพุธ เคหะสุวรรณ ได้แนะนำหลักการเลือกฟังเพลงเพื่อการบำบัดว่า ให้เลือกเพลงที่ชอบที่สุด อาจจะเป็นเพลงร้อง หรือเพลงบรรเลงก็ได้ ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคล วิธีที่ช่วยการผ่อนคลายได้ดี คือ การฝึกการหายใจไปพร้อมกับเสียงเพลงบรรเลงที่ฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลาย อาจเป็นเพลงที่มีเสียงธรรมชาติควบคู่ไปด้วย โดยฝึกหายใจเข้านับ 4 วินาที แล้วกลั้นไว้ 4 วินาที จากนั้นหายใจออกนับอีก 4 วินาที จะช่วยเพิ่มออกซิเจนให้กับร่างกายทำให้เรารู้สึกสดชื่นขึ้น เวลาหายใจให้เราเอามือวางที่อกของตัวเอง เพื่อสัมผัสการเคลื่อนไหวไปด้วยจะทำให้เราสามารถจดจ่ออยู่กับปัจจุบันได้มากขึ้น และจะเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่ทำให้เราได้หลุดออกจากความเครียดและวิตกกังวลในชีวิตประจำวันได้อีกระดับหนึ่ง ซึ่งสำหรับผู้ที่มีปัญหาซึมเศร้า ให้ระวังในการเลือกฟังเพลงด้วย ไม่แนะนำให้ฟังเพลงที่ ตอกย้ำหรือทำให้รู้สึกแย่ลงไปอีก

“ขณะนี้นักศึกษาเอกดนตรีที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้แบ่งปันเพลง และการเล่นดนตรีของตัวเองผ่านทางโซเชียลมีเดีย โดยหวังให้เพลงของพวกเรามีส่วนช่วยให้คนไทยผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยรักและสันติสุข ติดตามได้จาก FB: College of Music, Mahidol University และทางสาขาดนตรีบำบัด ได้เปิดให้บริการดนตรีบำบัดออนไลน์เพื่อช่วยเยียวยาจิตใจในช่วงวิกฤต Covid-19 สำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษและผู้สูงอายุ ติดตามได้จาก FB: Music Therapy Thailand” อาจารย์วิพุธ  กล่าวทิ้งท้าย

Latest articles

ดีลอยท์ เผยผลสำรวจพบ Gen Z และมิลเลนเนียลไทยให้ความสำคัญกับความมั่นคง สมดุลชีวิตการทำงาน และเป้าหมายในการทำงาน ท่ามกลางแรงกดดันด้านการเงิน

ในประเทศไทย Gen Z และมิลเลนเนียล มีความกังวลต่ออนาคตทางการเงินมากกว่าคนกลุ่มเดียวกันในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่งกลายเป็นแรงกดดันสำคัญ โดยร้อยละ 9 ของ Gen Z ไทย และร้อยละ 85 ของมิลเลนเนียลไทย ระบุว่า ความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจด้านอาชีพและสถานที่ทำงาน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกของ Gen Z (ร้อยละ 69) และมิลเลนเนียล (ร้อยละ 64)

Deloitte research finds Thai Generation Zs and millennials are prioritising stability, work-life balance and purpose during time of financial pressures

Thai Generation Zs (Gen Zs) and millennials are facing greater concern about their financial future than their peers in many other countries, with housing affordability a particularly acute pressure point. 94 percent of Thai Gen Zs and 85 percent of Thai millennials say affordability of housing directly impacts their career decisions and where they can work — well above the global averages of 69 percent and 64 percent respectively.

“Samsung Health Step Up Challenge Thailand” ภารกิจเดิน 19 วัน ลุ้นรับกว่า 90,000 บาท

อยากให้คนไทยได้เริ่มต้นดูแลสุขภาพแบบง่ายๆ ซัมซุง จึงจัดกิจกรรม “Samsung Health Step Up Challenge Thailand” ชาเลนจ์ให้ร่วมภารกิจแห่งการเปลี่ยนแปลงตัวเองใน 19 วัน ผ่านแอปพลิเคชัน Samsung Health เพียงสะสมจำนวนก้าวให้ครบ 210,000 ก้าว ระหว่างวันที่ 3 – 21 มิถุนายน 2569

เบอร์สันเผยผลวิจัย”การมองเห็น” และ “ความน่าเชื่อถือ”เพื่อตอบโจทย์การค้นหาคำตอบผ่าน AI

งานวิจัยจากเบอร์สัน ครอบคลุมการวัดคะแนนความน่าเชื่อถือของคำตอบจาก AI กว่า 55,000 ข้อ ครอบคลุม 85 บริษัททั่วโลก พบว่าความน่าเชื่อถือของคำตอบจาก AI แตกต่างกันไปตามกลุ่มผู้รับสาร โดยกลุ่มผู้บริหารที่มีอำนาจตัดสินใจทางธุรกิจจะไว้วางใจในคำตอบเหล่านี้มากกว่าบุคคลทั่วไปราว 10%

More like this